สืบคาถาซ่อนปมของยัยน้องหน้ามึนกับคุณอาสุดโหด•ตอนที่ 29

วันเวลาที่เปลี่ยนไป

ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
คราบเขม่าสีดำบนยันต์เกราะเพชรสะท้อนแสงไฟนีออนจากป้ายร้านสะดวกซื้อที่กะพริบถี่ๆ บ่งบอกถึงเวลาตีสองกว่า รณพีร์ปัดฝุ่นละอองสีเทาออกจากปลายแขนเสื้อฮู้ดสีเข้มอย่างไม่ค่อยใส่ใจนัก ดวงตากลมโตคู่เดิมที่เคยฉายแววไร้เดียงสา บัดนี้กลับลึกซึ้งและคมกริบขึ้นอย่างเห็นได้ชัดผ่านประสบการณ์ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน "นายท่าน... ค่าพลังงานจิตวิญญาณในรัศมีสบรอบเขตอาคมลดลงเหลือร้อยละสิบสองแล้วนะครับ หากจะให้ผนึกอาถรรพ์ของตุ๊กตาดินเผานั่นให้เสร็จสมบูรณ์ คงต้องอาศัยพลังจากสายสัมพันธ์ทางจิตของผู้ช่วย... เอ๊ย ของผู้ร่วมชะตากรรมอีกสักหน่อย" เสียงแจ้งเตือนจากระบบ *'เนตรสยบวิญญาณ'* ดังแว่วอยู่ในโสตประสาท พร้อมกับหน้าต่างโฮโลแกรมโปร่งแสงสีฟ้าครามที่ลอยเคว้งคว้างอยู่เบื้องหน้า ตัวเลขสถิติและเกจวัดระดับการเติบโตขยับขึ้นอย่างมั่นคง มันคือเครื่องพิสูจน์ว่าตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา สองอาหลานไม่ได้เป็นเพียงแค่คู่หูมือสมัครเล่นที่บังเอิญจับพลัดจับผลูมาพัวพันกับเรื่องลี้ลับอีกต่อไปแล้ว ชื่อเสียงของ "ปกรณ์" และ "รณพีร์" ขจรขจายไปไกลในแวดวงผู้ใช้ไสยเวทและสำนักสืบสวนคดีพิเศษ ตั้งแต่คดีฆาตกรรมปริศนาด้วยมนต์ดำแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา จนถึงมหันตภัยวิญญาณอาฆาตที่โรงพยาบาลร้างฝั่งธนบุรี ทั้งสองคนกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความยุติธรรมที่ผสานศาสตร์โบราณเข้ากับเหตุผลอันหนักแน่น "ไม่ต้องมาเร่งฉันหรอกระบบ หน้ามึนอย่างฉันไม่ได้แปลว่าทำอะไรช้าเสียหน่อย" รณพีร์พึมพำตอบระบบในใจพลางเหลือบมองร่างสูงโปรดของคนที่ยืนกอดอกพิงเสาไฟอยู่ไม่ไกล ปกรณ์ในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนและกางเกงสแล็คเข้ารูปกำลังใช้ปลายนิ้วเคาะเบาๆ บนด้ามมีดหมอโบราณที่เหน็บอยู่ข้างเอว สายตาคมกริบทอดมองไปยังตรอกมืดสนิทเบื้องหน้าอย่างระแวดระวัง ใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่มอาบไล้ด้วยแสงสีส้มอมแดงจากหลอดไฟข้างทาง ขับเน้นสันจมูกโด่งและกรามได้รูปให้ดูดุดันน่าเกรงขาม ทว่าในยามที่เขาหันกลับมาสบตากับเด็กหนุ่ม แววตานั้นกลับอ่อนโยนลงอย่างประหลาด—ความอ่อนโยนที่ถูกถักทอขึ้นผ่านการร่วมเป็นร่วมตาย การปกป้อง และการเยียวยาจิตใจซึ่งกันและกันมาเนิ่นนาน "จัดการเรียบร้อยแล้วใช่ไหม เจ้าตัวเล็ก" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบของค่ำคืน "เรียบร้อยดีครับคุณอา... ว่าแต่เลิกเรียกผมว่าตัวเล็กสักทีเถอะ ตอนนี้ส่วนสูงผมแทบจะเท่าคุณอาอยู่แล้วนะครับ" รณพีร์เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ปากก็บ่นอุบอิบตามนิสัยเดิม ทว่ามือกลับยื่นขวดน้ำยาสกัดจากว่านไพรดำส่งให้ชายหนุ่มอย่างรู้หน้าที่ ปกรณ์รับมาเปิดดื่มโดยไม่ละสายตาจากเด็กหนุ่ม มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่มีเพียงรณพีร์เท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้เห็น ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองก้าวล้ำเส้นแบ่งระหว่างอาหลานไปไกลลิบลิเอก มันไม่ใช่แค่ความผูกพันทางสายเลือดหรือหน้าที่ผู้ปกครอง แต่มันคือความไว้วางใจอันไร้เงื่อนไข ความเข้าใจกันเพียงแค่มองตา และความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าคำนิยามใดๆ ในโลกใบนี้ "โตขึ้นเยอะนี่..." ปกรณ์ยื่นมือหนาออกไปขยี้1กลุ่มผมสีดำสนิทของรณพีร์เบาๆ ด้วยความเอ็นดู ปลายนิ้วสัมผัสกับเส้นผมและไออุ่นจากตัวเด็กหนุ่ม ทำให้บรรยากาศรอบตัวที่หนתาวเหน็บจากไสยเวทรอบด้านพลันอบอุ่นขึ้นมาอย่างน่าประหลาด รณพีร์ชะงักไปเล็กน้อย หัวใจในอกกระตุกวูบอย่างไม่ทราบสาเหตุ ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างกะทันหันจนต้องรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่า ปากก็ยังคงแข็งตามฟอร์ม "ผมก็โตตั้งนานแล้วต่างหาก... รีบกลับกันเถอะครับ ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้ยังมีคดีที่สำนักงานเขตธนบุรีรออยู่อีก" "หึ... ปากแข็งไม่เปลี่ยนเลยนะเรา" ปกรณ์หัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเอื้อมมือไปคว้ามือเรียวของเด็กหนุ่มมาจับไว้หลวมๆ โดยธรรมชาติ ราวกับว่าการกระทำเช่นนี้ได้กลายเป็นกิจวัตรประจำวันที่ขาดไม่ได้เสียแล้ว รณพีร์ไม่ได้สะบัดมือออก นิ้วเรียวเผลอกระชับฝ่ามือที่อุ่นกว่าตอบรับโดยไม่รู้ตัว ทั้งคู่ก้าวเดินเคียงข้างกันไปตามถนนที่เงียบสงบในยามวิกาล ท่ามกลางเงาของตึกสูงและแสงไฟสลัว มิตรภาพและการเดินทางอันยาวนานหลอมรวมพวกเขารวมเป็นหนึ่งเดียว ครั้นเมื่อเดินมาถึงหน้าประตูกระจกของสำนักงานนักสืบ 'พิทักษ์วิญญาณ' แสงไฟนีออนด้านในก็กะพริบติดๆ ดับๆ สามครั้ง ซึ่งเป็นสัญญาณฉุกเฉินระดับสูงที่ระบบไม่ได้แจ้งเตือนผ่านโฮโลแกรม แต่เป็นระบบเตือนภัยแบบกลไกโบราณที่ปกรณ์ติดตั้งไว้ป้องกันผู้บุกรุก ปกรณ์ชะงักฝีเท้าทันที ดวงตาคมกริบหรี่ลง ร่างกายตึงเกร็งขึ้นในเสี้ยววินาที เขาดึงรณพีร์มาหลบไว้ด้านหลังด้วยสัญชาตญาณการปกป้อง ขณะที่มือขวาชักมีดหมอออกจากฝักพร้อมรับมือ "คุณอา... ข้างในมีบางอย่าง..." รณพีร์กระซิบเสียงเครียด ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเมื่อ *'เนตรสยบวิญญาณ'* ของเขาตรวจจับคลื่นพลังงานสีดำทมิฬที่พวยพุ่งทะลักออกมาจากรอยแตกของบานกระจก แอดดด... เสียงบานประตูไม้สักโบราณเปิดออกเองอย่างเชื่องช้า ทั้งที่ไม่มีกระแสลมแม้แต่น้อย กลิ่นอายของธูปหอมโบราณปะปนกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยคละคลุ้งออกมาจากความมืดมิดภายในห้องทำงาน ท่ามกลางเงาสลัวของห้องที่ควรจะว่างเปล่า กลับมีร่างของใครบางคนนั่งไขว่ห้างรออยู่บนเก้าอี้ทำงานประจำตัวของปกรณ์อย่างถือวิสาสะ ร่างนั้นสวมชุดสูทสีเทาเข้มเรียบร้อย เรือนผมสีดอกสะเดาหวีเรียบแปล้ ทว่าสิ่งที่ทำให้ทั้งปกรณ์และรณพีร์ต้องหยุดหายใจ คือใบหน้าของแขกยามวิกาลผู้นั้น... มันคือใบหน้าของชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีรอยแผลเป็นลากยาวจากหางตาขวาลงมาถึงมุมปาก รอยยิ้มเหยียดหยันที่มุมปากนั้นส่งตรงมายังพวกเขา พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยทักทายราวกับรู้จักกันมานานแสนนาน "ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับ... คุณปกรณ์ และก็... หลานชายตัวแสบของผม" [คลิกอ่านตอนต่อไป: เมื่อเงาอดีตจากคดีแรกเริ่มปรากฏกาย ความจริงที่ถูกฝังกลบภายใต้กองเลือดและคาถาอาคมกำลังจะถูกเปิดเผย พร้อมกับภารกิจระดับ SSS ที่จะพลิกชะตากรรมของพวกเขาทั้งสองคนไปตลอดกาล!] ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กับสองอาหลานมาจนถึงบรรทัดนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สืบคาถาซ่อนปมของยัยน้องหน้ามึนกับคุณอาสุดโหด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%