กลิ่นอายของควันธูปโบราณและสนิมเหล็กยังคงลอยวนอยู่ในโพรงจมูก แม้ว่าม่านพลังไสยเวทสีม่วงเข้มที่เคยครอบคลุมท้องฟ้าเหนือเขตย่านการค้าเก่าแก่จะสลายกลายเป็นละอองแสงสีทองจางๆ ไปหมดแล้ว รณพีร์ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้นคอนกรีตที่แตกร้าว เสียงหอบหายใจของเด็กหนุ่มดังสะท้อนก้องท่ามกลางความเงียบงันที่น่าประหลาด เสียงหวอของรถพยาบาลและรถตำรวจที่ดังระงมอยู่ไกลออกไปนั่นคือเครื่องยืนยันว่า โลกเบื้องล่างยังคงดำเนินไปตามครรลองปกติ ขณะที่โลกเบื้องหลังม่านไสยเวทเพิ่งผ่านพ้นมหันตภัยระดับพลิกแผ่นดินมาหมาดๆ
"อย่าเพิ่งขยับตัวครับ อาบอกแล้วว่าเส้นพลังลมปราณสายที่เจ็ดของคุณกำลังปรับสมดุล"
เสียงทุ้มต่ำคุ้นเคยดังขึ้นเหนือศีรษะ พร้อมกับสัมผัสอุ่นจากฝ่ามือหนาที่ทาบลงบนแผ่นหลังของรณพีร์ ปกรณ์ในชุดสูทสีเข้มที่บัดนี้ยับยับและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเขม่าสีดำทรุดกายลงนั่งชันเข่าข้างหนึ่งเคียงข้างเด็กหนุ่ม ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาสำรวจร่องรอยบาดแผลตามเนื้อตัวของหลานชายและผู้ปกครองจำเป็นอย่างละเอียดถี่ถ้วน แม้จะไม่มีบาดแผลฉกรรจ์จากการปะทะกับราชันย์วิญญาณร้อยศาสตราเมื่อสองชั่วโมงก่อน ทว่าพลังงานย้อนกลับ (Backlash) จากการใช้เนตรสยบวิญญาณถึงขีดสุดก็มากพอจะทำให้เส้นชีพจรไสยเวทของเด็กหนุ่มแทบแหลกสลาย
รณพีร์เม้มริมฝีปากแน่น ดวงตากลมโตที่มักจะฉายแววมึนงงอยู่เป็นนิตibnow เต็มไปด้วยร่องรอยความเหนื่อยล้า แต่กระนั้นประกายความดื้อรั้นก็ยังไม่จางหายไปไหน เขาปัดมือของคุณอาออกเบาๆ อย่างลืมตัว ก่อนจะฝืนยันกายลุกขึ้นยืนด้วยสองขาที่ยังสั่นเทา
"ผมไม่ใช่เด็กอมมือแล้วนะครับคุณอา... อีกอย่าง ผมแค่มึนหัวนิดหน่อย ไม่ได้พิการสสักหน่อย" รณพีร์เอ่ยเสียงแหบพร่า พยายามกลบเกลื่อนความเจ็บแปลบที่แล่นพล่านไปตามกระดูกสันหลังด้วยการเบือนหน้าหนีไปมองซากปรักหักพังรอบด้าน
บรรยากาศโดยรอบในรัศมีร้อยเมตรคือประจักษ์พยานแห่งความพินาศ อาคารพาณิชย์โบราณหลายคูหาถูกแรงระเบิดจากอาคมโบราณซัดจนผนังปูนกะเทาะเผยให้เห็นโครงสร้างเหล็ก โชคดีที่ก่อนพิธีกรรมกลืนกินวิญญาณจะสมบูรณ์ ปกรณ์ได้กางอาคมกักเก็บขอบเขตขั้นสูงไว้ล่วงหน้า ทำให้ความเสียหายทั้งหมดถูกจำกัดอยู่เพียงในมิติซ้อนทับ ประชาชนนับแสนคนที่เดินข้ามไปมาในย่านนั้นจึงรอดพ้นจากการตกเป็นเครื่องสังเวยอย่างเฉียดฉิว
ปกรณ์ถอนหายใจยาวนาน เขาไม่ถือสาอาการดื้อรั้นของเด็กหนุ่ม ตรงกันข้าม ชายหนุ่มกลับยื่นผ้าเช็ดหน้าสีสะอาดให้ พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าปกติเล็กน้อย
"ดื้อไม่เข้าเรื่อง... คุณรู้ตัวไหมว่าถ้าอาไปถึงช้ากว่านั้นอีกแค่สิบวินาที เนตรสยบวิญญาณของคุณจะกลายเป็นเตาปฏิกรณ์ดูดกลืนวิญญาณของคุณเองจนหมดสิ้น"
"ก็ถ้าผมไม่ล่อมันออกมาในจุดอับสายตา อาจะมีเวลาเตรียมอาคมผนึกมารทันเหรอครับ?" รณพีร์สวนกลับทันควัน ดวงตาดื้อรั้นหันกลับมาสบตา ปากบางๆ ขยับเถียงอุบอิบ "ผมคำนวณความเสี่ยงมาดีแล้วน่า..."
"คำนวณด้วยการเอาชีวิตไปแขวนบนเส้นด้ายเนี่ยนะ?" ปกรณ์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก แต่มันแสดงถึงความโล่งอกอย่างที่สุดที่เด็กหนุ่มตรงหน้ายังมีชีวิตอยู่และเถียงเขาได้ฉอดๆ แบบนี้
ท่ามกลางความเงียบสงบที่เริ่มเข้าครอบiำพื้นที่ เสียงแจ้งเตือนจากระบบที่รณพีร์คุ้นเคยก็ดังขึ้นในห้วงความคิด
[ติ๊ง! เงื่อนไขภารกิจพิเศษ: 'พิทักษ์เขตแดนมหานคร' สำเร็จลุล่วง 100%]
[ประเมินผลงาน: ระดับ SSS - ไหวพริบยอดเยี่ยม, เสียสละสูงสุด, ควบคุมสถานการณ์วิกฤตได้ในระดับสมบูรณ์แบบ]
[รางวัลระบบกำลังถูกโอนถ่ายเข้าสู่คลังสมบัติวิญญาณ...]
[ปลดล็อกทักษะขั้นสูง: 'เนตรสยบวิญญาณ - เนตรที่สาม (True Sight)' และค่าประสบการณ์วิญญาณ +50,000 แต้ม]
รณพีร์นิ่งงันไปชั่วขณะเมื่อกระแสความเย็นวาบพุ่งเข้าสู่โสตประสาท สมองของเขาปลอดโปร่งขึ้นในพริบตา อาการปวดหัวตุบๆ จากการฝืนใช้พลังงานหายเป็นปลิดทิ้ง ความรู้สึกอิ่มเอมและทรงพลังแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ราวกับว่าขีดจำกัดของมนุษย์ธรรมดาถูกยกขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว ทว่าในขณะที่เขากำลังจะกวาดสายตาดูรายละเอียดของรางวัลชิ้นใหม่ หน้าต่างระบบสีฟ้าใสที่ควรจะแสดงผลภารกิจกลับกระพริบถี่รัวด้วยแสงสีแดงฉาน
*คำเตือน: ตรวจพบความผิดปกติของคลื่นพลังงานวิญญาณระดับปริศนา*
*พิกัด: 0 เมตรใต้ฝ่าเท้าของคุณ*
รณพีร์ชะงักกึก ร่างกายที่เพิ่งผ่อนคลายกลับมาเกร็งเครียดขึ้นอีกครั้งในเสี้ยววินาที เขาก้มลงมองพื้นคอนกรีตเบื้องล่างที่แตกละเอียด รอยแยกเหล่านั้นไม่ได้เกิดจากแรงระเบิดของอาคมเมื่อครู่ แต่มันกำลังแยกตัวออกจากกันช้าๆ ราวกับมีบางสิ่งกำลังดันตัวเองขึ้นมาจากเปลือกโลก
"คุณอา..." รณพีร์เอ่ยเสียงกระซิบ ใบหน้าซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด "ใต้ดินตรงนี้... มันมีอะไรบางอย่างที่ระบบไม่ได้บันทึกไว้"
ปกรณ์หุบยิ้มทันที สัญชาตญาณของนักไสยเวทระดับปรมาจารย์กรีดร้องเตือนภัย ร่างสูงก้าวเข้ามาบังหน้าเด็กหนุ่มไว้พร้อมกับสะบัดมือขวาเบื้องหน้า ปรากฏยันต์กระดาษสีทองอร่ามสามแผ่นลอยเคว้งคว้างกลางอากาศ พร้อมตั้งค่ายกลคุ้ม
ณ วินาทีนั้นเอง พื้นคอนกรีตเบื้องล่างก็พังครืนลงไปอย่างไร้ซุ่มเสียง แรงระเบิดจากพลังงานมืดมิดสายหนึ่งพวยพุ่งทะลักขึ้นสู่ท้องฟ้า ดั่งเสาเพลิงสีดำทมิฬที่ไร้ซึ่งความร้อน แต่กลับแช่แข็งทุกสรรพสิ่งให้หยุดนิ่ง
ทว่า สิ่งที่ก้าวออกมาจากหลุมลึกนั้น... ไม่ใช่วิญญาณร้าย หรือปีศาจไสยเวทที่พวกเขาเคยพบเจอ
มันคือเงาสะท้อน
เงาร่างของเด็กหนุ่มผู้มีใบหน้าและสัดส่วนทุกประการเหมือนกับรณพีร์ราวกับแกะ แต่นัยน์ตาทั้งสองข้างกลับว่างเปล่าสนิท และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ บนหน้าผากของเงาร่างนั้น ปรากฏสัญลักษณ์ดวงตาที่สามสีเลือด กำลังจ้องมองตรงมาที่รณพีร์ด้วยรอยยิ้มบิดเบี้ยว
*“เจอตัวแล้ว... เจ้าหนูผู้ถือครองเนตรสยบวิญญาณตัวจริง”*
เสียงทุ้มต่ำที่ดังขึ้นจากเงาร่างนั้นไม่ใช่เสียงของเด็กหนุ่ม แต่เป็นเสียงประสานนับร้อยเสียงที่ซ้อนทับกันจนน่าขนพองสเกียว ก่อนที่ร่างนั้นจะก้าวเท้าข้ามรอยแยกแล้วพุ่งตรงเข้ามาหารณพีร์ด้วยความเร็วที่เหนือกว่าสายลม
"ถอยไป!" ปกรณ์คำรามลั่น ประสานอินทร์มือซัดยันต์ทองคำเข้าปะทะกับเงาดำนั้นทันที
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟัน และเติบโตเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับตัวละครทุกตัวจนมาถึงบทนี้ด้วยกันเสมอนะครับ
- เข็มทิศมองวิญญาณ
สืบคาถาซ่อนปมของยัยน้องหน้ามึนกับคุณอาสุดโหด•ตอนที่ 28
รุ่งอรุณหลังพายุร้าย
ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สืบคาถาซ่อนปมของยัยน้องหน้ามึนกับคุณอาสุดโหด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!