กลิ่นคาวสนิมเหล็กเจือจางในอากาศยามเที่ยงคืน ไม่ใช่กลิ่นที่ชวนให้รู้สึกรื่นรมย์นัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันลอยคละคลุ้งอยู่ภายในห้องทำงานส่วนตัวบนชั้นสิบห้าของอาคารพาณิชย์ใจกลางย่านธุรกิจ กรุงเทพมหานครในยามวิกาลไม่ได้หลับใหล แสงไฟนีออนจากป้ายโฆษณาดิจิทัลยังคงสาดส่องเข้ามาผ่านกระจกใสบานใหญ่ ทว่าภายในห้องสี่เหลี่ยมนี้กลับราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
รณพีร์ยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานสีมะฮอกกานี ดวงตาคู่คมกริบใต้กรอบหน้ามึนตึงกวาดมองร่างไร้ลมหายใจของชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง สภาพศพน่าเวทนาจนแม้แต่เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานยังต้องเบือนหน้าหนี ร่างนั้นนั่งพับเพียรอยู่บนเก้าอี้หนังอย่างเป็นระเบียบ ทว่าผิวหนังทั่วร่างกลับแห้งเหี่ยวราวกับผลไม้ตากแห้ง เส้นเลือดสีดำปูดโปนขึ้นมาจนเห็นเป็นลวดลายประหลาดคล้ายอักขระโบราณที่กำลังบิดตัวไปมาภายใต้ชั้นผิวหนัง
"ไม่ใช่ฝีมือของมนุษย์ปกติแน่ครับคุณอา"
เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย มือเรียวหยิบถุงมือยางสีขาวขึ้นสวมอย่างใจเย็น ขณะที่สายตาส่งสัญญาณไปยังหน้าต่างระบบโปร่งแสงที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในที่เกิดเหตุ
[ ตรวจพบพลังงานไสยเวทระดับอาถรรพ์: 'ยันต์โลหิตผูกวิญญาณ' ]
[ สถานะเป้าหมาย: ถูกสูบสลายพลังชีวิตและดวงจิตเพื่อเป็นสื่อกลางในการเปิดประตูมิติ ]
[ ระดับความยากของคดี: A ]
[ คำเตือน: อาคมนี้ใช้สายเลือดของผู้ตายเป็นตัวสะกด หากเข้าใกล้รัศมีสามเมตรโดยไม่มีอาคมป้องกัน อาจส่งผลให้ระบบเนตรสยบวิญญาณเสียหายชั่วคราว ]
ปกรณ์ก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้าง ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเข้มทอดสายตามองร่องรอยบนศพด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ดวงตาคมกริบกวาดสำรวจสภาพห้องอย่างรวดเร็วเพื่อประเมินสถานการณ์ มือหนายกขึ้นแตะสันจมูกเล็กน้อยตามความเคยชินยามใช้ความคิด
"ลงมือแยบยลและเฉียบขาดมาก" ปกรณ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำน่าฟัง "การใช้ยันต์โลหิตผูกวิญญาณกลางกรุงเช่นนี้ นอกจากจะต้องใช้ผู้มีอาคมแก่กล้าแล้ว ยังต้องอาศัย ‘ช่องว่าง’ ของกฎหมายไสยเวทสากลในการอำพรางคลื่นความถี่พลังงานด้วย เพื่อไม่ให้สำนักตรวจสอบวิญญาณตรวจจับได้ทันท่วงที"
"แต่พวกเขาลืมคำนวณตัวแปรสำคัญไปอย่างหนึ่งครับ" รณพีร์หันไปมองหน้าผู้ปกครอง ดวงตาส่อแววเจ้าเล่ห์เล็กน้อยภายใต้ใบหน้าที่ยังคงเรียบเฉย "นั่นคือการที่พวกเราบังเอิญผ่านมาแถวนี้พอดี... หรือพูดให้ถูกคือ ระบบมันบังคับให้ผมต้องรับเคสนี้ ไม่อย่างนั้นแต้มสะสมที่มีอยู่คงติดลบจนน่าอนาถแน่ๆ"
ปกรณ์หัวเราะในลำคอเบาๆ กับท่าทีประชดประชันแต่น่าเอ็นดูของเด็กหนุ่ม "เจ้าเด็กคนนี้นี่นะ... สถานการณ์คับขันเช่นนี้ยังมีแก่ใจมาห่วงเรื่องแต้มระบบอีกหรือครับ"
"แต้มคือชีวิตและความแข็งแกร่งนะครับคุณอา ถ้าไม่มีมัน ผมจะเอาอะไรไปงัดข้อกับพวกเบื้องบนที่จ้องจะเล่นงานเราเล่า" รณพีร์ตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้ร่างไร้ชีวิตนั้นอีกก้าว ปลายนิ้วเรียวแตะเบาๆ ลงบนขอบโต๊ะทำงานที่มีคราบเขม่าสีดำหลงเหลืออยู่
ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัส ภาพเหตุการณ์เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวของเด็กหนุ่มราวกับเปิดแผ่นฟิล์มย้อนอดีต นี่คือทักษะขั้นสูงของ 'เนตรสยบวิญญาณ' ที่ได้รับการอัปเกรดเมื่อตอนที่ผ่านมา—*จิตตกค้าง (Residual Echo)*
ภาพในนิมิตรปรากฏร่างของชายฉกรรจ์สวมชุดสูทสีดำสนิท ใบหน้าสวมหน้ากากไม้แกะสลักลายอสูรโบราณ กำลังท่องคาถาภาษาบาลีโบราณที่เพี้ยนเสียงออกไปในทางมนต์ดำ มือข้างหนึ่งถือปากกาหมึกซึมที่ทำจากกระดูกสัตว์ ปักลงกลางหน้าอกของผู้ตายอย่างเลือดเย็น เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทของรณพีร์ จนเด็กหนุ่มต้องขมวดคิ้วแน่นและกัดริมฝีปากเพื่ออดกลั้นต่อคลื่นพลังงานด้านลบที่พยายามโจมตีจิตใจ
ปกรณ์สังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้น จึงเอื้อมมือมาแตะที่ไหล่บางของรณพีร์เบาๆ ถ่าย Aura สีฟ้าครามอันอบอุ่นและมั่นคงเข้าไปเพื่อช่วยชำระล้างจิตสังหารที่ตกค้างในนิมิตรนั้น "หายใจเข้าลึกๆ ครับพีร์ อย่าปล่อยให้จิตหลุดเข้าไปในห้วงอาถรรพ์ของมัน"
รณพีร์สูดลมหายใจเข้าปอดลึกตามคำแนะนำ ความอึดอัดแน่นหน้าอกมลายหายไปในพริบตา ดวงตากลับมาคมชัดและเต็มไปด้วยประกายแห่งความฉลาดเฉลียวอีกครั้ง
"ผมเห็นหน้ากากของมันแล้วครับคุณอา" รณพีร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "เป็นหน้ากากอสูรหน้าลิงสวมชฎAโบราณ... เอกลักษณ์แบบนี้ไม่ใช่สำนักไสยเวททั่วไปในประเทศไทยแน่ มันเป็นอาคมสายเขมรต่ำที่ถูกดัดแปลงให้เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อใช้บริษัทบังหน้าในการฟอกเงินและรวบรวมดวงวิญญาณบริสุทธิ์"
"สมกับที่เป็นเด็กดื้อของผม วิเคราะห์ได้รวดเร็วและแม่นยำดีมาก" ปกรณ์ยิ้มมุมปากเล็กน้อยอย่างชื่นชม "ถ้าเช่นนั้น เราคงต้องไปเยือนสถานที่ที่ผู้ตายเคยติดต่อด้วยเป็นครั้งสุดท้าย... ตามข้อมูลทะเบียนบริษัท เจ้าของอาคารหลังนี้คือบริษัทนำเข้าอัญมณีที่มีสาขาใหญ่อยู่ที่ย่านสีลม"
"ไปกันเลยไหมครับ?" รณพีร์ปลดถุงมือยางออกแล้วโยนลงถังขยะอย่างทะมัดทะแมง "ปล่อยไว้นานกว่านี้ เกรงว่าร่องรอยพลังงานจะจางหายไปเสียก่อน และที่สำคัญ..."
เด็กหนุ่มหยุดพูดไปชั่วขณะเมื่อหน้าต่างระบบสีฟ้าเข้มเด้งขึ้นมาขวางหน้าอีกครั้ง พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนที่ดังขึ้นในหัว
[ ภารกิจเร่งด่วนระดับ SSS: 'สาวกแห่งเงาอสูร' ]
[ รายละเอียด: ตามล่าผู้ใช้คุณไสยที่อยู่เบื้องหลังคดีฆาตกรรม ณ โกดังร้างย่านสีลม ก่อนเวลา 03:00 น. ]
[ รางวัล: ปลดล็อกทักษะเนตรสยบวิญญาณขั้นที่สาม และไอเทมระดับตำนาน 'เข็มทิศชี้ทางวิญญาณ' ]
[ บทลงโทษหากล้มเหลว: สูญเสียพลังวิญญาณครึ่งหนึ่งเป็นเวลา 7 วัน ]
รณพีร์หรี่ตามองตัวเลขเวลาที่กำลังถอยหลังอย่างกระชั้นชิด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับปกรณ์ด้วยรอยยิ้มมุมปากที่เปี่ยมด้วยความท้าทาย
"ดูเหมือนว่าพวกมันกำลังรอให้เราไปต้อนรับอยู่พอดีเลยนะครับคุณอา"
ปกรณ์หัวเราะเบาๆ ในลำคออย่างชอบใจ มือหนาคว้ากุญแจรถยนต์บนโต๊ะขึ้นมาควงเล่น "ถ้าอย่างนั้นก็อย่าปล่อยให้แขกผู้ไม่ได้รับเชิญต้องรอนานเลยครับ เด็กดีของผม"
ทั้งสองก้าวเดินออกจากห้องทำงานด้วยฝีเท้าที่มั่นคงและพร้อมเพรียง ทว่าในวินาทีที่ประตูกระจกบานใหญ่กำลังจะปิดลง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากโถงทางเดินมืดทึบด้านนอก—เสียงฝีเท้าที่ไม่มีเงาตกกระทบบนพื้นปูนแม้แต่น้อย!
รณพีร์ชะงักเท้ากะทันหัน ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อหันกลับไปมองความว่างเปล่าเบื้องหลัง ปกรณ์เองก็ชักมือออกจากกระเป๋าเสื้อสูทอย่างรวดเร็ว พร้อมกับที่ฝ่ามือหนาปรากฏกระแสออร่าสีทองเรืองรองขึ้นมาจางๆ
"คุณอาครับ..." รณพีร์กระซิบเสียงแผ่วเบา ขณะที่หน้าต่างระบบตรงหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานอย่างไร้สัญญาณเตือนล่วงหน้า
[ ตรวจพบสิ่งแปลกปลอมระดับตำนานกำลังเข้าใกล้: 'เงาผู้พิทักษ์ประตูมิติ' ]
[ สถานะ: พร้อมโจมตีทันที ]
(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนการเดินทางของน้องพีร์กับคุณอานะครับ)
สืบคาถาซ่อนปมของยัยน้องหน้ามึนกับคุณอาสุดโหด•ตอนที่ 6
คดีฆาตกรรมกลางกรุง
ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สืบคาถาซ่อนปมของยัยน้องหน้ามึนกับคุณอาสุดโหด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!