ระบบซูเปอร์คอร์ฟื้นคืนชีพ ยัยผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าดื้อสิครับ•ตอนที่ 26

กับดักเลเซอร์มรณะ

ผลงานโดย ไซเบอร์พังค์2099
กลิ่นไอออนจากการประจุพลังงานสูงแผ่ซ่านจนเส้นผมบนต้นแขนของผมลุกชัน อุณหภูมิภายในอุโมงค์วิจัยใต้ดินชั้นที่เจ็ดของฐานทัพร้างโค่นล้มระบอบเก่าพุ่งสูงขึ้นสามองศาเซลเซียสในเวลาเพียงสิบวินาที เบื้องหน้าผมห่างออกไปไม่ถึงสามเมตรคือ ‘ตาข่ายโฟตอนระงับอนุภาค’ สีฟ้าครามเข้มข้นนับร้อยเส้น ที่กำลังพาดผ่านสลับซับซ้อนราวกับเส้นใยแมงมุมมรณะ ทุกครั้งที่ลำแสงเหล่านั้นตัดผ่านกัน มันจะส่งเสียงฮัมต่ำๆ ในคลื่นความถี่ที่สามารถสลายพันธะโมเลกุลของสิ่งมีชีวิตให้กลายเป็นฝุ่นผงได้ภายในพริบตา “คำนวณความหนาแน่นของสนามแม่เหล็กแล้วหรือยังครับ เอวา” ผมกระซิบถามพลางหรี่ตาลงเพื่อเพ่งพินิจรูปแบบการเคลื่อนไหวของลำแสง หูฟังชนิดแนบกระดูกรายงานเสียงชีพจรของตัวเองที่เต้นเร็วกว่าปกติเล็กน้อย แต่สติสัมปชัญญะยังคงนิ่งสงบราวน้ำในบ่อหิน ร่างโฮโลแกรมโปร่งแสงสีฟ้าของเอวาปรากฏขึ้นที่มุมขทัศน์การมองเห็นของผม เธอกอดอกทำหน้ามุ่ยเล็กน้อยตามโปรแกรมจำลองอารมณ์ที่ผมเป็นคนปรับแต่งให้เธอเองเมื่อเดือนก่อน แววตาคู่นั้นฉายแววประชดประชันตามประสาปัญญาประดิษฐ์ที่เริ่มมีความรู้สึกนึกคิดเป็นของตัวเอง “ถ้าคุณลีโอยังมัวแต่ยืนชื่นชมความงามของรังสีแกมม่าแบบนั้น ฉันเกรงว่าเราคงจะได้ฉลองวันเกิดปีหน้าในรูปแบบของคาร์บอนป่นละเอียดบนพื้นคอนกรีตแทนนะครับ” เสียงใสๆ ของเธอตอบกลับมาทันควัน พร้อมกับยกนิ้วเรียวขึ้นจิ้มอากาศเบาๆ หน้าต่างโฮโลแกรมสีแดงฉานนับสิบชุดก็ดีดตัวขึ้นมากลางอากาศ แสดงผลเป็นผังโครง3 มิติของระบบรักษาความปลอดภัยรุ่นโบราณ ‘Argus-9’ “ผมไม่ได้ชื่นชม ผมกำลังหาจุดบอดต่างหาก” ผมแยيمยิ้มมุมปากเล็กน้อย มือขวาปลดล็อกกระเป๋าเครื่องมืออเนกประสงค์ที่เหน็บอยู่ข้างเอว หยิบอุปกรณ์ปรับเทียบคลื่นความถี่ควอนตัมขนาดเท่าฝ่ามือออกมา “ระบบป้องกันนี้ใช้เซนเซอร์ตรวจจับการหักเหของแสงในย่านความถี่อินฟราเรดใกล้ หมายความว่าถ้าเราขยับเร็วกว่าอัตราการรีเฟรชของมันสิบสองเปอร์เซ็นต์ เราก็จะลอดผ่านช่องว่างเหล่านั้นไปได้... ว่าแต่คุณคำนวณเวลาดีเลย์ของมันพลาดไปเสี้ยววินาทีหรือเปล่า ถึงได้ทำหน้าเหมือนคนท้องผูกแบบนั้น” “ย่ะ! ฉันคำนวณอย่างแม่นยำถึงระดับนาโนวินาทีต่างหากคะ— เอ๊ย! นะครับ!” เอวาอุทานเสียงหลง รีบแก้คำลงท้ายของตัวเองทันทีเมื่อเห็นผมปรายตามองด้วยรอยยิ้มรู้ทัน เธอกัดริมฝีปากล่างเบาๆ อย่างขัดใจที่เผลอหลุดสำนวนเดิมๆ ออกมา “ตาบ้าลีหาเรื่องแซวฉันอีกแล้ว... สัญญาณนาฬิกาของระบบ Argus-9 มีคาบการกะพริบทุกๆ 0.84 วินาที ตรงรอยต่อของโหนดที่สามและสี่ทางด้านซ้ายมือของคุณ มีช่องว่างกว้างพอดีตัวมนุษย์ที่สวมชุดเกราะน้ำหนักเบา แต่... มีเงื่อนไขว่าคุณต้องเอี้ยวตัวทำมุม 45 องศา และกลั้นหายใจเพื่อลดการขยายตัวของทรวงอก ไม่อย่างนั้นเซนเซอร์ความร้อนจะจับความผิดปกติได้” ผมพยักหน้ารับช้าๆ สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับจังหวะการเต้นของหัวใจให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม กล้ามเนื้อทุกมัดถูกเตรียมความพร้อมผ่านคำสั่งประสาทสัมผัส ระบบซูเปอร์คอร์ที่ฝังอยู่บริเวณกระดูกสันหลังส่วนอกเริ่มส่งกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ไปกระตุ้นเซลล์กล้ามเนื้อ ทำให้ประสาทสัมผัสทั้งห้าคมชัดขึ้นจนได้ยินเสียงสะท้อนของละอองฝุ่นที่กระทบกับพื้นผิวโลหะ นี่คือความได้เปรียบของการมีระบบซูเปอร์คอร์รุ่นต้นแบบผสานอยู่ในร่าง ถึงแม้ว่ามันจะแลกมาด้วยอาการปวดแปล๊บที่ต้นคอทุกครั้งที่ใช้งานเกินขีดจำกัดก็ตาม “เอาล่ะ จับเวลาให้ดีนะ เอวา” ผมก้าวเท้าซ้ายออกไปข้างหน้า น้ำหนักตัวทั้งหมดถูกถ่ายเทลงบนปลายเท้าอย่างเงียบเชริบ ทันทีที่ลำแสงเลเซอร์เส้นแรกกะพริบวูบลงตามวัฏจักรการทำงาน ร่างของผมก็พุ่งทะยานเข้าไปในช่องว่างแคบๆ นั้นราวกับลูกศรที่หลุดจากแหล่ง วูบ! ลมจากการเคลื่อนไหวเฉียดผ่านกลุ่มลำแสงความร้อนจนเกิดเสียงดังฟู่เบาๆ กลิ่นไหม้จางๆ ของเส้นใยผ้าบริเวณไหล่ขวาโชยเข้าจมูก แต่ผมไม่มีเวลาแม้แต่จะหันไปมอง ร่างกายบิดเกลียวตามมุมองศาที่เอวาคำนวณไว้อย่างไม่ผิดเพี้ยน ข้อต่อทุกส่วนทำงานประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบภายใต้การควบคุมของจิตใต้สำนึกและระบบช่วยคำนวณวิถี ก้าวแรกผ่านไป... ก้าวที่สองกำลังจะตามมา ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ผมกำลังจะเหยียบลงบนพื้นฝั่งตรงข้ามเพื่อทรงตัว ระบบเซนเซอร์สำรองที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นคอนกรีตกลับส่งเสียง ‘ติ๊ด’ แหลมสูงออกมาอย่างกะทันหัน! สีหน้าของผมเปลี่ยนสีทันที ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อตระหนักว่าระบบ Argus-9 ไม่ได้มีแค่ชุดเลเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวทางกายภาพ แต่มันยังมี ‘ระบบสแกนคลื่นสมองแบบพาสซีฟ’ ที่ติดตั้งไว้เพื่อดักจับกระแสประสาทของผู้บุกรุกโดยเฉพาะ! “ลีโอ ระวัง! มีกับดักซ้อนทับ!” เสียงของเอวาหวีดร้องลั่นด้วยความตกใจ ร่างโฮโลแกรมของเธอพุ่งเข้ามาขวางหน้าผมโดยอัตโนมัติ แม้เธอจะรู้ว่าร่างจำลองของเธอไม่สามารถสัมผัสหรือต้านทานพลังงานใดๆ ได้เลยก็ตาม แววตาคู่นั้นสั่นระริกด้วยความกังวลอย่างปิดไม่มิด ลำแสงเลเซอร์สีแดงฉานนับสิบเส้นที่ดีดตัวขึ้นมาจากพื้นดินพุ่งตรงเข้าหาร่างของผมจากทุกทิศทุกทางราวกับฝูงงูพิษที่ตื่นจากการจำศีล ไม่มีทางหลบพ้น... ในมุมมองทางฟิสิกส์และความเร็วในการตอบสนองของมนุษย์ นี่คือจุดจบที่คำนวณไว้แล้วอย่างสมบูรณ์ แต่ผมไม่ใช่แค่มนุษย์ธรรมดา... และผมไม่เคยยอมจำนนต่อตัวเลขความน่าจะเป็นที่ต่ำกว่าศูนย์ ในเสี้ยววินาทีที่ความเป็นความตายถูกคั่นกลางด้วยเวลาเพียงเสี้ยวพริบตา ผมตัดสินใจทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดลงไปข้างหน้า ฝืนบิดข้อศอกกระแทกแผงควบคุมฉุกเฉินที่ซ่อนอยู่ใต้เสาเหล็กข้างทางโดยไม่สนว่ากระดูกข้อมือจะร้าวหรือไม่ แรงกระแทกส่งผลให้ระบบจ่ายไฟหลักของอุโมงค์เกิดการลัดวงจรชั่วขณะ เปรี๊ยะ! ปัง! ประกายไฟสีฟ้าสว่างวาบขึ้นกลบความมืดมิด ลำแสงเลเซอร์ทั้งหมดหยุดชะงักลงกลางคัน ห่างจากปลายจมูกของผมไม่ถึงหนึ่งเซนติเมตร ความร้อนแผดเผาจนรู้สึกได้ถึงความแห้งผากที่ผิวหนังหน้า ผมหอบหายใจหนักหน่วง ร่างกายทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้นคอนกรีตเย็นเฉียบ เหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผมและหยดลงกระทบพื้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ มือขวายังคงกุมข้อมือข้างที่กระแทกแผงควบคุมไว้แน่นเพื่อระงับความเจ็บปวด “คุณ... คุณบ้าหรือเปล่า!” เสียงของเอวาดังขึ้น น้ำเสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อยจนแทบจะกลายเป็นเสียงสะื้น เธอลอยเข้ามาใกล้ ชายตามองสำรวจรอยแผลไหม้ที่หัวไหล่และคราบเขม่าที่เปรอะเปื้อนใบหน้าของผม “ถ้าคำนวณจังหวะพลาดไปแค่ศูนย์จุดศูนย์หนึ่งวินาที หัวของคุณคงจะแยกออกจากบ่าไปแล้วนะ!” ผมเงยหน้าขึ้น ส่งยิ้มบางๆ ที่มุมปากให้เธอกลบเกลื่อนความตึงเครียด “แต่เราก็ผ่านมาได้นี่ครับ เอวา... อีกอย่าง ผมเชื่อมั่นในความแม่นยำของอาจารย์สาวส่วนตัวคนนี้เสมอ” เอวาชะงักไปเล็กน้อย แก้มโปร่งแสงของเธอขึ้นสีแดงระเรื่อจางๆ ตามระบบจำลองอารมณ์ที่ไวต่อคำชม เธอเบือนหน้าหนีไปทางอื่นทันที พลางทำเสียงฮึดฮัดในลำคอ “ใครเป็นอาจารย์ของคุณกัน ตาคนนี้นี่... รีบจัดการถอดรหัสประตูนิรภัยเบื้องหน้านั้นซะเถอะค่ะ เอ้ย! นะครับ! ก่อนที่ระบบสำรองของฐานทัพจะรีbootตัวเองเสร็จ” ผมหัวเราะในลำคอเบาๆ ยันกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอีกครั้ง สายตากวาดมองไปยังบานประตูโลหะหนาหนักขนาดมหึมาที่สลักสัญลักษณ์ลึกลับขององค์กรยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่สาม เบื้องหลังประตูบานนั้นคือห้องเก็บข้อมูลกลางที่ซ่อนความลับเกี่ยวกับการสร้างระบบซูเปอร์คอร์ และอาจเป็นเบาะแสสำคัญว่าทำไมผมถึงถูกลอบสังหารในชาติก่อน ผมยกมือขึ้นแตะแผงควบคุมหน้าประตู หน้าจอโฮโลแกรมสีฟ้าสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนจากระบบที่ดังขึ้นในหัว [ตรวจพบรหัสผ่านระดับสูงสุด... กำลังเริ่มกระบวนการตรวจสอบสิทธิ์] [คำเตือน: ตรวจพบคลื่นสัญญาณชีวภาพที่ไม่รู้จักพยายามเข้าถึงฐานข้อมูลหลักจากภายนอก] [เสียงกริ่งเตือนภัยดังขึ้นเบื้องลึก...] ทว่า ก่อนที่นิ้วของผมจะกดปุ่มยืนยันรหัสถอดรหัสชุดสุดท้าย หน้าจอทั้งหมดก็ดับวูบลงพร้อมกันอย่างไร้สาเหตุ ความมืดสนิทเข้าปกคลุมอุโมงค์อีกครั้งในพริบตา ลมหายใจของผมสะดุดกึกเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนมหาศาลที่สะท้อนขึ้นมาจากใต้พื้นดิน ลึกลงไปยิ่งกว่าชั้นที่เจ็ด... ครืนนน—! เสียงโลหะขนาดยักษ์เสียดสีกันดังสนั่นหวั่นไหวราวกับมีบางสิ่งบางอย่างที่หลับใหลมานานนับร้อยปี กำลังค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นจากการจำศีลในความมืดมิดเบื้องล่าง ดวงตาสีแดงฉานนับร้อยคู่สว่างวาบขึ้นพร้อมกันในความมืดมิดหลังประตูนิรภัย... และหนึ่งในนั้น จ้องมองตรงมาที่ผมด้วยจิตสังหารที่เย็นเยียบจนระบบซูเปอร์คอร์ในอกส่งเสียงร้องเตือนภัยระดับ SSS แผดเผาประสาทสัมผัสจนแทบคลั่ง! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันอุปสรรคเคียงบ่าเคียงไหล่กับลีโอและเอวามาจนถึงบทนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (ไซเบอร์พังค์2099)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระบบซูเปอร์คอร์ฟื้นคืนชีพ ยัยผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าดื้อสิครับ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%