"รินทร์! คุณจะทำแบบนี้กับตัวเองไม่ได้นะ!"
เสียงถาดเหล็กที่กระทบพื้นคอนกรีตดังสนั่นหวั่นไหว ก่อนที่ความเงียบงันจะเข้าปกคลุมสวนหลังบ้านรินรดา รินรดายืนนิ่งค้างอยู่ตรงนั้น มือที่เคยจับจอบพรวนดินสั่นเทาจนแทบไม่เหลือแรงจะเกาะกุมด้ามไม้ที่เปื้อนคราบโคลน เธอไม่ได้หันไปมองต้นตอของเสียง เพราะรู้ดีว่าใครที่กำลังยืนอยู่ตรงนั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวล
"มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิดหรอกค่ะกวิน... มันแค่... ฉันแค่รู้สึกว่าตัวเองกำลังสูญเสียอะไรบางอย่างไป" รินรดาเอ่ยเสียงสั่น พยายามกลั้นก้อนสะอื้นที่จุกแน่นอยู่ในลำคอ
เธอเป็นคนเมืองที่หนีความวุ่นวายมาพึ่งพิงธรรมชาติ แต่ในยามนี้ เมื่อผลผลิตที่ตั้งใจปลูกกลับถูกแมลงศัตรูพืชกัดกินจนใบโกร๋นไม่ต่างจากใจที่เหี่ยวเฉาของเธอเอง ความรู้สึกพ่ายแพ้มันก็ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน เธอก้มมองมือตัวเองที่หยาบกร้านขึ้นจากการทำงานหนัก แต่กลับว่างเปล่าในเชิงความสำเร็จ มันช่างน่าขันที่เธอคิดจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการปลูกผัก ในเมื่อรากเหง้าของเธอยังถูกถอนทิ้งไปตั้งแต่วันที่ตัดสินใจลาออกจากงานที่กรุงเทพฯ แล้ว
กวินก้าวเข้ามาใกล้ เขาไม่ได้เร่งเร้า ไม่ได้กล่าวปลอบประโลมด้วยคำพูดสวยหรูที่เธอมักจะได้ยินจากคนรอบข้าง เขาเพียงแต่ย่อตัวลง หยิบถาดที่ร่วงหล่นขึ้นมาวางไว้ข้างๆ แล้วค่อยๆ ดึงจอบออกจากมือของเธออย่างเบามือ
"ที่นี่ไม่ใช่ที่ทำงานเดิมของคุณรินทร์นะครับ ที่นั่นเราทำตามคำสั่งเพื่อให้ได้ตามกำหนดเวลา แต่ที่นี่... การปลูกผักคือการสนทนากับชีวิต คุณดูใบไม้นี่สิ" กวินชี้ให้เห็นรอยกัดกินของแมลงที่เธอจงเกลียดจงชัง "มันคือความจริงของโลก เราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในสวนนี้ เรามีเพื่อนร่วมโลกตัวเล็กๆ และบางที การที่คุณร้องไห้ออกมาบ้าง ก็คือการผลัดใบของความรู้สึกเหมือนกัน"
รินรดาเงยหน้าขึ้นมองเขา แสงแดดสีส้มยามเย็นสะท้อนบนใบหน้าของเชฟหนุ่มที่มักจะเต็มไปด้วยความใจดี ดวงตาของเขาดูมั่นคงจนเธอนึกอิจฉา เธอสงสัยมาตลอดว่าเขาสร้างเกราะป้องกันใจแบบไหนกัน ถึงได้ดูมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ได้ตลอดเวลาขนาดนี้
"คุณไม่เคยเหนื่อยจนอยากจะทิ้งทุกอย่างเลยหรือคะ?" เธอถามเสียงแผ่ว
กวินยิ้มบางๆ มือหนาเอื้อมไปเด็ดใบกะเพราที่แตกยอดอ่อนข้างๆ ส่งให้เธอ "เคยสิครับ ตอนที่ไร่ผมพังไม่เป็นท่าเพราะพายุเข้าปีแรก ผมคิดว่าพระเจ้ากำลังเล่นตลกกับผม แต่ผมก็พบว่า ในวันที่พายุทำลายทุกอย่างไป ต้นไม้ที่เหลือรอดอยู่คือต้นที่รากมันหยั่งลึกที่สุด... คุณไม่ใช่คนเมืองที่ล้มเหลวครับ คุณคือคนที่กำลังหยั่งรากใหม่ในดินที่อาจจะแข็งกระด้างไปหน่อย แต่มันจะเป็นดินที่มั่นคงที่สุดสำหรับคุณ"
ถ้อยคำนั้นเปรียบเสมือนน้ำค้างในยามเช้าที่ชะล้างความร้อนรุ่มในใจของเธอ รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นดินเปียกชื้นและความหอมอ่อนๆ จากสมุนไพรข้างตัวช่วยให้เธอตั้งสติได้อีกครั้ง เธอไม่ได้ต้องการความสำเร็จที่สวยหรู เธอแค่ต้องการความอดทนที่มากกว่านี้
ทว่า ก่อนที่ความอบอุ่นจะทันได้ก่อตัวขึ้นจนเต็มเปี่ยม เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนที่เดินเข้ามาทางประตูหลังบ้านก็ทำลายบรรยากาศเงียบสงบลง กวินขมวดคิ้วแน่น แววตาที่เคยใจดีเปลี่ยนเป็นความระแวดระวังทันที
"ผมบอกแล้วไงว่าอย่าเพิ่งมาที่นี่!" กวินตะคอกใส่เงาตะคุ่มที่ยืนอยู่ตรงรั้วไม้
ร่างสูงโปร่งของชายวัยกลางคนในชุดสูทเนี้ยบกริบขัดกับบรรยากาศสวนผลไม้ก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้าเขา รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏบนใบหน้าชายผู้นั้น ก่อนจะเบนสายตามายังรินรดาที่ยืนตัวแข็งทื่อด้วยความตกใจ
"สวัสดีครับคุณรินรดา ผมเป็นตัวแทนจากบริษัทที่คุณเคยร่วมงานด้วย" ชายคนนั้นกล่าวพลางหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลออกมา "ผมไม่ได้มาเพื่อตามคุณกลับไปหรอกนะ แต่ผมมาเพื่อบอกว่า สิ่งที่คุณพยายามลบภาพจำทิ้งไปน่ะ... ความลับเกี่ยวกับโปรเจกต์ 'โอเอซิส' ที่คุณรับผิดชอบก่อนออกไป มันไม่ได้ถูกยกเลิกอย่างที่เขาบอกคุณหรอก แต่มันกำลังถูกขายทอดตลาดให้กับคนที่จะทำลายสวนแห่งนี้ลงในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า"
หัวใจของรินรดากระตุกวูบ เธอหันไปมองกวินที่กำหมัดแน่นจนสั่น เขารู้เรื่องนี้อยู่ก่อนแล้วใช่ไหม ความเงียบที่น่าอึดอัดใจทำลายความเชื่อใจที่เธอเพิ่งจะเริ่มสร้างขึ้นมาใหม่จนพังทลายลงในพริบตา
หวังว่าเนื้อหาตอนนี้จะทำให้คุณรี้ดผู้น่ารักของสวนส้มปลายฟ้าตื่นเต้นไปกับความลับที่กำลังจะเปิดเผยนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ
ลมหายใจอุ่นไอในสวนส้ม: ความสุขที่ปลูกได้ข้างบ้านคุณ•ตอนที่ 15
ความเปราะบางของคนเมือง
ผลงานโดย สวนส้มปลายฟ้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สวนส้มปลายฟ้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ลมหายใจอุ่นไอในสวนส้ม: ความสุขที่ปลูกได้ข้างบ้านคุณ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!