คมมีดเย็นเยียบกรีดผ่านไออุ่นของผิวกาย ลำคอของรินรดาแข็งเกร็งจนแทบลืมวิธีหายใจ กลิ่นน้ำมันดินและสนิมเหล็กจากใบมีดลอยปะทะจมูก คลุกเคล้ากับกลิ่นส้มสายน้ำผึ้งที่แตกยับใต้ฝ่าเท้าของผู้มาเยือนในเงามืด
“อย่าขยับ แม้แต่นิ้วเดียว” เสียงกระซิบแหบพร่าข้างใบหูไร้ความปรานี
ทว่าสายตาของรินรดากลับไม่ได้มองคมมีด เธอมองจุดสีแดงเข้มที่ยังคงนิ่งสนิทอยู่บนแผ่นอกของกวิน ชายหนุ่มข้างบ้านที่มักมีรอยยิ้มละมุนละไมดั่งแดดต้นฤดูหนาว บัดนี้ดวงตาคู่เดิมคู่นั้นกลับไร้ประกายอบอุ่น มันดำดิ่ง วาวโรจน์ และเยือกเย็นจนน่าใจหาย
“ศศิน...” กวินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบจนคนถือมีดด้านหลังรินรดาถึงกับชะงัก “นายคิดว่าระบบชลประทานแรงดันสูงใต้สวนนี้ ใช้แค่รดน้ำต้นส้มอย่างเดียวงั้นเหรอ?”
สิ้นคำพูดที่ไม่คิดว่าจะได้ยินในสถานการณ์ความเป็นความตาย นิ้วโป้งของกวินก็กดลงบนแป้นควบคุมทองเหลืองเก่าๆ ที่ซ่อนอยู่หลังโคนต้นส้มต้นใหญ่ เสียงกลไกไฮดรอลิกคำรามก้องใต้ผืนดินในเสี้ยววินาที ละอองน้ำผสมสารสกัดเปลือกส้มหมักเข้มข้นระเบิดพวยพุ่งออกจากหัวสปริงเกอร์รอบทิศทาง ละอองฝอยที่มีฤทธิ์แสบร้อนดั่งพริกป่นกระจายคลุมพื้นที่ แสงเลเซอร์สีแดงหักเหสะเปะสะปะพร้อมกับเสียงกรีดร้องสบถของกลุ่มคนที่ล้อมอยู่
จังหวะที่มือสังหารสะบัดหน้าหลบละอองน้ำ กวินพุ่งเข้ามาราวกับสายฟ้าฟาด ท่อนแขนแกร่งปัดข้อมือของชายสวมหมวกไหมพรมจนมีดหลุดร่วง ก่อนจะกระชากร่างรินรดาเข้ามาแนบอกแล้วหมุนตัวกำบังเธอไว้ด้วยแผ่นหลังของเขาเอง
“วิ่ง ริน! เข้าโรงเก็บผลผลิต!”
กวินกุมมือเธอแน่น ปลายนิ้วที่ด้านหนาจากการจับกรรไกรตัดแต่งกิ่งบีบกระชับจนกระดูกนิ้วเธอแทบเกยกัน แต่ความเจ็บนั้นกลับเป็นสิ่งเดียวที่เหนี่ยวรั้งสติของรินรดาเอาไว้ ทั้งสองวิ่งลัดเลาะผ่านเขาวงกตร่มครึ้มของพุ่มส้มอายุหลายสิบปี ใบส้มและกิ่งก้านตบกระทบผิวหน้า แต่กวินรู้จักทุกตารางนิ้วของสวนนี้ดียิ่งกว่าใคร เขาดึงเธอเลี้ยวหักศอก ลอดใต้ซุ้มเถาเสาวรสป่า แล้วกระแทกประตูด้านหลังของโรงบ่มไม้สักหลังเก่าลงกลอนเหล็กหนาทันที
*ปัง!*
เสียงลงกลอนดังก้อง ทันทีที่ความมืดสลัวและกลิ่นอวลของไม้ซีดาร์ผสมเปลือกส้มตากแห้งโอบล้อมพวกเขา เสียงเอะอะด้านนอกก็ถูกตัดขาดออกไปเหลือเพียงความอื้ออึง กวินหอบหายใจหนักหน่วง เขาค่อยๆ ปล่อยมือเธอ ก่อนจะทรุดตัวลงพิงบานประตูไม้เนื้อแข็ง
“ริน... เป็นอะไรไหม เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?”
มือใหญ่ที่เคยประคองกิ่งไม้บอบบางอย่างทะนุถนอม บัดนี้สั่นระริกขณะเอื้อมมาประคองข้างแก้มของเธอ ปลายนิ้วโป้งของเขาแตะเบาๆ ที่รอยขีดสีแดงจางๆ ตรงลำคอ ความอบอุ่นที่แผ่ออกมาทำให้หยาดน้ำตาที่รินรดากลั้นไว้แทบพังทลาย
“รินไม่เป็นไรค่ะ กวิน... แล้วคุณล่ะ แสงเลเซอร์นั่น...”
“เป้าลวงครับ พวกมันแค่ขู่เพื่อบีบให้ผมยอมเซ็นโอนสิทธิ์ที่ดินผืนนี้” กวินส่ายหน้า รอยยิ้มเหนื่อยล้าผุดขึ้นที่มุมปากเพื่อปลอบประโลมเธอ “ตราบใดที่เรายังอยู่ในเรือนบ่มนี้ พวกมันไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม โครงสร้างที่นี่บุด้วยไม้ซุงหนาสามชั้นที่ปู่ผมสร้างไว้รับมือพายุ... ปลอดภัยแล้วนะ”
แม้จะพูดเช่นนั้น แต่เสียงฝีเท้าและแสงไฟฉายที่กวาดผ่านรอยแยกของหน้าต่างไม้ด้านนอกก็บอกชัดว่า เวลาของพวกเขามีไม่มาก กวินขยับลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบ เดินตรงไปยังโต๊ะทำงานตัวเก่าของตระกูลที่ตั้งอยู่มุมห้อง โต๊ะไม้ประดู่ตัวนั้นเต็มไปด้วยสมุดบันทึกสภาพอากาศ ขวดโหลแก้วดองเมล็ดพันธุ์ส้มโบราณ และขวดน้ำมันหอมระเหยที่กวินกลั่นไว้
“ผมต้องหาโฉนดต้นฉบับกับแผนที่แนวเขตธรรมชาติ ปู่เคยบอกว่ามีช่องทางลับใต้คูระบายน้ำเก่าที่เชื่อมออกไปถึงถนนใหญ่ ถ้าศศินคิดจะปิดล้อมที่นี่ เราต้องออกไปขอความช่วยเหลือจากนายอำเภอก่อนรุ่งสาง”
รินรดาพยักหน้า เธอสูดหายใจลึกเพื่อขับไล่ความกลัว กลิ่นสมุนไพรอบแห้งและกลิ่นส้มสายน้ำผึ้งที่เธอคุ้นเคยเริ่มทำให้หัวใจเต้นเป็นจังหวะปกติ หญิงสาวก้าวเข้าไปช่วยกวินค้นลิ้นชักชั้นล่างสุดที่ติดขัดจากความชื้น
เธอออกแรงดึงลิ้นชักไม้เก่าคร่ำคร่าจนมันหลุดออกมา กล่องสังกะสีบรรจุบิสกิตลายโบราณที่ซ่อนอยู่ข้างในร่วงกระแทกพื้น ฝากล่องเปิดอ้า ส่งผลให้สิ่งของภายในกระจายเกลื่อน
มันไม่ใช่เอกสารสิทธิ์ที่ดิน...
ทว่าสิ่งที่นอนนิ่งอยู่บนแผ่นไม้กระดาน กลับเป็นซองเมล็ดพันธุ์ดอกดาวกระจายสีส้มที่แห้งกรอบ ลูกแก้วหลากสี และภาพถ่ายใบหนึ่งที่ขอบกระดาษเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลไหม้ตามกาลเวลา
รินรดาก้มลงเก็บภาพนั้นขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ แสงจันทร์ที่ลอดผ่านช่องลมส่องกระทบผิวกระดาษด้านหน้า
ลมหายใจของเธอสะดุดกึกในทันใด
ในภาพนั้น... คือเด็กหญิงตัวเล็กวัยราวๆ เจ็ดขวบ ผมเปียสองข้างยุ่งเหยิง หัวเข่ามีพลาสเตอร์ยาแปะทับรอยแผลถลอก เธอกำลังอ้าปากหัวเราะจนตาหยี สองมือถือผลส้มลูกโตที่เบี้ยวบิดอย่างภาคภูมิใจ และข้างๆ กันนั้น คือเด็กชายตัวผอมสูงกว่าเล็กน้อย เขาสวมเอี๊ยมผ้าฝ้ายสีครามที่เปื้อนคราบดิน ในมือถือฟองน้ำชุบน้ำคอยช่วยเช็ดคราบยางส้มออกจากปลายนิ้วของเด็กหญิงอย่างระมัดระวัง
ฉากหลังของภาพคือชานเรือนไม้หลังนี้... และต้นส้มสายน้ำผึ้งต้นเดิมที่เพิ่งช่วยชีวิตพวกเขาไว้
“นี่มัน...” รินรดาพึมพำ ริมฝีปากสั่นระริก
ภาพความทรงจำที่เลือนรางราวกับหมอกควันในวัยเด็กพลันหมุนวนกลับมาราวกับคลื่นซัด เธอจำได้แล้ว... ฤดูร้อนปีนั้นที่เธอป่วยเป็นโรคหอบหืดรุนแรงจนแทบเรียนหนังสือไม่ได้ พ่อกับแม่ส่งเธอมาพักฟื้นที่บ้านสวนของเพื่อนสนิทในหุบเขา เธอจำกลิ่นหอมหวานของดอกส้มที่ลอยเข้าทางหน้าต่างห้องนอนได้ จำรสชาติของน้ำส้มคั้นสดผสมน้ำผึ้งป่าอุ่นๆ ที่มีใครคนหนึ่งแอบนำมาวางไว้ให้ที่หัวเตียงทุกเช้าได้
และเด็กผู้ชายคนนั้น... คนที่สัญญาว่าจะดูแลต้นส้มต้นนี้จนกว่าเธอจะโตพอที่จะกลับมาชิมมันอีกครั้ง
“จำได้แล้วเหรอครับ?”
เสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นชิดเบื้องหลัง กวินยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเธอ สายตาของเขาทอดมองภาพถ่ายใบนั้นด้วยประกายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักอันลึกซึ้งที่เก็บซ่อนไว้เนิ่นนาน
“กวิน... เด็กผู้ชายคนนี้คือคุณเหรอคะ?” รินรดาหันกลับมาสบตาเขา ดวงตาของเธอเอ่อล้นด้วยหยาดน้ำตา “คุณจำรินได้ตั้งแต่แรก... ตั้งแต่วันที่รินแบกกระเป๋าหนีความล้มเหลวจากกรุงเทพฯ มาที่นี่เลยใช่ไหม?”
กวินยกยิ้มอ่อนโยน เขายกมือขึ้นเกลี่ยหยดน้ำตาที่ข้างแก้มเธออย่างแผ่วเบา “ผมไม่เคยลืมเลยต่างหากล่ะครับ... วันแรกที่คุณลงจากรถกระบะแล้วยืนมองสวนส้มด้วยแววตาที่แตกสลาย ผมก็รู้ทันทีว่าเป็นคุณ เด็กผู้หญิงที่เคยบอกว่า โตขึ้นอยากวาดรูปฉลากขวดแยมส้มให้ผม”
ความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นผ่านหัวใจที่เคยหนาวเหน็บของรินรดา ที่แท้โชคชะตาไม่ได้เหวี่ยงเธอมาที่นี่โดยบังเอิญ สวนแห่งนี้ไม่ใช่แค่ที่หลบภัย แต่เป็นสถานที่ที่ความทรงจำและความรักอันบริสุทธิ์เฝ้ารอการกลับมาของเธออยู่เสมอ
ทว่า... ในวินาทีที่ความจริงอันแสนหวานกำลังโอบกอดหัวใจ ปลายนิ้วของรินรดากลับสัมผัสได้ถึงความหนาผิดปกติที่ด้านหลังของแผ่นรูปถ่าย
เธอพลิกภาพดูช้าๆ แผ่นหลังของภาพถ่ายเก่าใบนั้นไม่ได้ว่างเปล่า มีกระดาษพับชิ้นเล็กๆ ถูกติดผนึกไว้ด้วยเทปกาวสีเหลืองกรอบ รินรดาค่อยๆ คลี่มันออก ลายมือหวัดสีหมึกซีดจางปรากฏขึ้นต่อหน้าเธอพร้อมตราประทับสีแดงชาดที่คุ้นตาอย่างน่าประหลาด
มันคือหนังสือสัญญายกกรรมสิทธิ์ที่ดินครึ่งหนึ่งของสวนส้มแห่งนี้... ให้แก่บิดาของเธอ
และที่ด้านล่างสุดของเอกสาร มีลายเซ็นของผู้มีอำนาจตัดสินใจคนสุดท้ายของบริษัทพัฒนาที่ดินที่ส่งคนมาล้อมสวนส้มไว้ในคืนนี้... ลายเซ็นนั้นคือชื่อของ "ศศิน" ที่ลงนามร่วมกับพ่อแท้ๆ ของรินรดาเอง!
ยังไม่ทันที่รินรดาจะได้เปล่งเสียงถาม แผ่นไม้กระดานตรงมุมห้องใต้ถุนก็ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด พร้อมกับเงาร่างของใครบางคนที่ค่อยๆ ดันฝาห้องใต้ดินเปิดขึ้นมาช้าๆ... เผยให้เห็นดวงตาคู่คมกริบที่จ้องมองมายังพวกเขาทั้งสองท่ามกลางความมืดมิด!
***
ขอขอบคุณคุณรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้สวนส้มแห่งนี้เสมอนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
ลมหายใจอุ่นไอในสวนส้ม: ความสุขที่ปลูกได้ข้างบ้านคุณ•ตอนที่ 42
ความทรงจำที่กลับมา
ผลงานโดย สวนส้มปลายฟ้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สวนส้มปลายฟ้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ลมหายใจอุ่นไอในสวนส้ม: ความสุขที่ปลูกได้ข้างบ้านคุณ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!