ลมหายใจอุ่นไอในสวนส้ม: ความสุขที่ปลูกได้ข้างบ้านคุณ•ตอนที่ 43

รอยยิ้มที่คุ้นเคย

ผลงานโดย สวนส้มปลายฟ้า
"คุณไม่ได้โกหกฉันใช่ไหมคะ... ว่าคุณเพิ่งเคยเห็นไร่ส้มนี้ครั้งแรกจริงๆ ตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกัน" น้ำเสียงของรินรดาไม่ได้เจือความโกรธเคือง มีเพียงความสั่นพร่าบางเบาที่ลอดผ่านริมฝีปากอิ่ม ซึ่งเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง ใต้แสงไฟสีส้มวลนวลจากตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะไม้สักในห้องครัว กลิ่นหอมกรุ่นของแยมส้มโฮมเมดที่เพิ่งเคี่ยวเสร็จใหม่ๆ ลอยอวลอยู่ในอากาศ ทว่าบรรยากาศกลับอึมครึมจนแทบหายใจไม่ออก กวินไม่หลบสายตา ร่างสูงใหญ่ในเสื้อเชิ้ตพับแขนจนถึงข้อศอกนิ่งค้างไปชั่วขณะ มือที่ถือทัพพีไม้ค้างอยู่เหนือหม้อเคลือบ เขาถอนหายใจยาวนาน เป็นความเงียบที่หนักหน่วงราวกับก้อนเมฆฝน ก่อนที่มุมปากหยักลึกจะยกขึ้นนิดๆ—ไม่ใช่รอยยิ้มยโส แต่เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความรู้สึกนึกย้อนที่รินรดาไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อนตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา "ผมไม่เคยโกหกคุณสักครั้งเดียวครับ... เอ่อ หมายถึง... ฉันไม่เคยโกหกคุณเลยสักคำต่างหากล่ะคะ ริน" เขาเผลอหลุดคำลงท้ายแบบที่รินรดาชอบใช้บ่อยๆ จนเจ้าตัวต้องรีบแก้คำพูดด้วยรอยยิ้มฝื่อนๆ ที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูเจือความผิดบาปเล็กๆ ในแววตาคู่นั้น รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สมองของเธอย้อนกลับไปถึงวันแรกที่เธอหอบกระเป๋าใบบัวบก ลากสังขารและจิตใจที่พังทลายจากเมืองหลวงอันวุ่นวายมาถึงบ้านไม้หลังเก่าปลายสวนส้ม วันนั้น... ผู้ชายคนนี้โผล่มาพร้อมกับตะกร้าใส่ผลไม้สดและรอยยิ้มอบอุ่นเหมือนแดดอ่อนยามเช้า เขาแนะนำตัวว่าเป็นเกษตรกรข้างบ้านที่ใจดีและพร้อมช่วยเหลือทุกอย่าง เธอยังจำความรู้สึกซาบซึ้งใจในวันนั้นได้ดี เธอคิดว่าเขาคือ ‘ความบังเอิญที่งดงามที่สุด’ ในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดของชีวิต ทว่า วันนี้... แผ่นกระดาษเก่าๆ ที่เธอพบโดยบังเอิญในลิ้นชักลับใต้ถุนบ้าน—สมุดบันทึกเล่มเก่าของเจ้าของบ้านคนเดิม และภาพถ่ายเก่าๆ ที่มีเด็กชายตัวโตคนหนึ่งยืนยันรอยยิ้มกว้างอยู่ข้างต้นส้มต้นแรกของไร่—กลับพลิกทุกอย่างคว่ำคะมำ "ถ้าอย่างนั้น... ช่วยอธิบายให้ฉันฟังหน่อยได้ไหมคะ กวิน ว่าทำไมเด็กผู้ชายในรูปถ่ายเมื่อสิบห้าปีមុន ที่ยืนอยู่กับคุณลุงเจ้าของสวน ถึงมีใบหน้าละม้ายคล้ายกับเชฟหนุ่มที่ใจดีคอยซ่อมรั้วบ้านให้ฉันเมื่อหกเดือนก่อนเหลือเกิน" รินรดาดึงภาพถ่ายใบเก่าออกจากกระเป๋าเสื้อกันหนาว วางแปะลงบนโต๊ะไม้ด้วยมือที่สั่นเทา รูปโพลารอยด์ซีดจางเผยให้เห็นเด็กหนุ่มมัธยมปลายคนหนึ่งกำลังกอดคอชายชราเจ้าของเดิมอย่างสนิทสนม กวินมองภาพนั้นนิ่งนาน เขาไม่ได้ตกใจอย่างที่ควรจะเป็น มีเพียงความไหววูบในดวงตาคู่คมคู่นั้นที่ฉายชัดขึ้นมาครู่หนึ่ง ก่อนจะจางหายไปแทนที่ด้วยความนิ่งสงบ "เพราะเด็กคนนั้น... คือผมเองครับ... เอ๊ย คือฉันเองค่ะ" กวินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงทุ้มนุ่มนั้นเจือความระKายเคืองใจเล็กน้อยที่ยังเผลอใช้สรรพนามผิด "โอเค ยอมจำนนก็ได้ค่ะ ริน... ฉันแพ้สายตาจับผิดของคุณเข้าให้แล้ว" รินรดานิ่งงัน หัวใจเต้นรัวระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความโกรธที่ควรจะมีกลับถูกแทนที่ด้วยความสับสนอลหม่าน "ทำไม... ทำไมคุณต้องแกล้งทำเป็นคนแปลกหน้า ทำไมต้องทำเหมือนเราเพิ่งเคยเจอกันวันแรกที่คุณเอาแยมส้มมาต้อนรับฉัน ทำไมคุณถึงทำเหมือนบังเอิญอยู่ข้างบ้านฉัน ทั้งที่... ทั้งที่จริงแล้วที่นี่คือบ้านของคุณตั้งแต่แรกใช่ไหมคะ?" กวินค่อยๆ วางทัพพีลง เขาขยับตัวเข้ามาใกล้โต๊ะไม้อีกนิด ระยะห่างระหว่างเขากับรินรดาลดลงจนได้กลิ่นหอมจางๆ ของเปลือกส้มและกลิ่นอายแดดที่ติดตัวเขามาเสมอ สายตาที่เขามองเธอนั้นลุ่มลึก อ่อนโยน และเต็มไปด้วยความหมายล้นปรี่จนรินรดาต้องเบือนหน้าหนีไปทางหน้าต่างกระจกที่สะท้อนเงาของคนทั้งคู่ "วันแรกที่คุณก้าวลงมาจากรถตู้โทรมๆ คันนั้น ริน..." กวินเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าก้องกังวานในความเงียบ "สภาพของคุณเหมือนลูกนกปีกหักที่ร่วงหล่นจากฟ้า สายตาของคุณมองต้นไม้ใบหญ้าด้วยความว่างเปล่า ไหล่ห่อๆ นั้นแบกความกดดันจากโลกสีเทaๆ มาจนแทบจะแหลกสลายอยู่แล้ว..." รินรดาชะงัก เปลือกตาบางกะพริบถี่เพื่อไล่หยาดน้ำหน้าที่รื้นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว "ถ้าวันนั้น... ฉันเดินเข้าไปหาคุณแล้วบอกว่า *'สวัสดีครับคุณริน ผมคือกวิน หลานชายของเจ้าของสวนเก่าที่คุณมาเช่าบ้านอยู่นะครับ ผมรู้จักทุกซอกทุกมุมที่นี่ดี'*... คุณคิดว่าคุณจะกล้าเปิดประตูรับแยมส้มถ้วยแรกจากฉันไหมคะ?" กวินถามกลับด้วยคำถามที่ทำให้รินรดาต้องนิ่งคิด เธอรู้คำตอบดี... ถ้าวันนั้นเธ้ารู้ว่าเจ้าของบ้านตัวจริงคือชายหนุ่มรูปงามเจ้าของไร่ข้างๆ ที่แสนจะเพอร์เฟกต์ เธอคงจะรู้สึกอึดอัด วิตกกังวล และรีบเก็บกระเป๋าหนีกลับกรุงเทพฯ ไปตั้งแต่วันแรกแล้ว เพราะความหวาดกลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับสายตาคาดหวัง หรือความเกรงใจที่จะต้องรบกวนคนอื่น "คุณกลัวคนแปลกหน้า... แต่คุณไม่กลัวธรรมชาติ" กวินพูดต่อ น้ำเสียงนุ่มนวลขึ้นราวกับกำลังปลอบประโลมเด็กน้อย "ฉันเลยเลือกที่จะเป็นแค่นายกวิน คนข้างบ้านใจดีที่เก่งเรื่องซ่อมหลังคารั่วและทำอาหารอร่อยๆ ให้คุณกิน เพื่อให้คุณได้มีพื้นที่ปลอดภัยในการเยียวยาหัวใจตัวเอง โดยไม่ต้องรู้สึกติดหนี้บุญคุณใคร... โดยไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองกำลังอาศัยอยู่ใต้ชายคาของคนอื่น" หยดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้หยดลงบนหลังมือของรินรดา ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านจากกลางอกกระจายไปทั่วร่าง ความลับที่ถูกเปิดเผยไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกถูกหลอกลวง ตรงกันข้าม... มันกลับทำให้หัวใจที่ด้านชามานานนับปีพองโตขึ้นอย่างน่าประหลาด ความใส่ใจทุกกระเบียดนิ้ว ตู้ไม้ที่เขาทำให้ รั้วแปลงผักที่เขาช่วยขุดดิน และคำแนะนำเรื่องการปลูกส้มที่ไม่เคยล่วงเกินเกินขอบเขต... ทุกอย่างประกอบกันขึ้นมาจากความรักและความเข้าใจอันลึกซึ้งที่เขามีต่อเธอมาโดยตลอด "คุณใจร้ายมากเลยนะคะ..." รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา หยาดน้ำตาคลอหน่วยในดวงตากลมโต ทว่าริมฝีปากกลับคลี่ยิ้มออกมาบางๆ "ปล่อยให้ฉันโง่เขลาคิดว่าตัวเองเก่งมากที่สามารถฟื้นฟูสวนส้มนี้ขึ้นมาได้เองตั้งนาน... ที่แท้ก็มีโปรดิวเซอร์มือฉมับคอยจัดฉากให้อยู่เบื้องหลังนี่เอง" กวินหัวเราะเบาๆ ออกมาเป็นครั้งแรก เป็นเสียงหัวเราะที่อบอุ่นและโล่งอกที่สุดในรอบหลายเดือน "ฉันไม่ได้จัดฉากอะไรเลยสักนิดนะคะริน... หยาดเหงื่อทุกหยดที่ตกลงบนดิน ความพยายามที่คุณอดหลับอดนอนอ่านตำราเกษตรออร์แกนิก และรอยยิ้มแรกที่คุณมีให้ต้นส้มต้นแรกที่ออกผล... ทุกอย่างมันมาจากคุณ เป็นตัวคุณเองจริงๆ ที่ทำมันขึ้นมา" เขาเอื้อมมือหนามาวางทับลงบนหลังมือที่สั่นเทาของรินรดาอย่างแผ่วเบา สัมผัสอุ่นๆ นั้นส่งผ่านความมั่นคงมาสู่หัวใจของเธอได้อย่างน่าอัศจรรย์ ไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกมาอีก มีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงจิ้งหรีดเรไรยามค่ำคืนนอกหน้าต่างที่ขับกล่อมบรรยากาศให้ลึกซึ้งเกินกว่าจะบรรยาย รินรดาลดสายตาลงมองมือของเขาที่กุมมือเธอไว้ รอยยิ้มคุ้นเคยที่เธอมักจะได้รับเสมอยามเช้า ตอนนี้มันกลับชัดเจนและมีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ทว่า... ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังจะละลายกลายเป็นความหวานละมุนนั้นเอง เสียงเคาะประตูกระจกหน้าร้านที่ดังขึ้นอย่างกะทันหัน ก็ทำลายความเงียบสงบลงราวกับมีใครเอาค้อนมาทุบกระจกแตกเป็นเสี่ยงๆ *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* ทั้งคู่สะดุ้งสุดตัว กวินรีบชักมือกลับทันที รินรดาหันขวับไปมองทางหน้าต่างด้วยความตกใจ ในยามวิกาลแบบนี้ ไม่มีชาวบ้านคนไหนมาเคาะประตูบ้านเธอแน่ๆ เงาร่างสูงโปร่งที่ทาบทับอยู่หลังกระจกมัวๆ กำลังขยับเคลื่อนไหว ร่างนั้นเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นรอยยิ้มกวนๆ ที่ส่งผ่านกระจกเข้ามา แม้จะมองไม่ชัดเจนนัก แต่เสียงทุ้มต่ำที่ตะโกนลอดเข้ามาผ่านบานประตูกลับชัดเจนจนทำให้เลือดในกายของกวินและรินรดาเย็นเฉียบลงพร้อมๆ กัน "อ้าว! ไฟยังสว่างอยู่ แสดงว่ายังไม่นอนสินะ... น้องรินครับ พี่ชายสุดหล่อคนนี้อุตส่าห์บินตรงจากปารีสมาเซอร์ไพรส์ถึงหน้าบ้าน... ไม่คิดจะเปิดประตูต้อนรับหน่อยเหรอครับ?" รินรดาหน้าถอดสีทันที เมื่อจำได้แม่นว่าเสียงกวนประสาทนี้คือเสียงของใคร—อดีตคู่หมั้นหนุ่มไฮโซผู้เป็นต้นเหตุทั้งหมดที่ทำให้เธอต้องหนีมาซ่อนตัวอยู่ที่นี่! และก่อนที่เธอจะได้ขยับตัว กวินก็ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ดวงตาคมกริบทอประกายวับวายอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ความโกรธขึงพาดผ่านใบหน้าหล่อเหลาจนน่ากลัว เมื่อเขาพึมพำลอดไรฟันด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบจนรินรดาต้องหันขวับกลับมามอง "ไอ้สารเลว... มันกล้าตามมาถึงที่นี่ได้ยังไง..." ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับ "สวนส้มปลายฟ้า" ในตอนนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (สวนส้มปลายฟ้า)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ลมหายใจอุ่นไอในสวนส้ม: ความสุขที่ปลูกได้ข้างบ้านคุณ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%