“คุณกลับไปก่อนเถอะริน... เรื่องนี้ฉันจัดการเอง”
น้ำเสียงของกวินที่เอ่ยออกมานั้นราบเรียบ ทว่าเย็นเยียบจนรินรดารู้สึกเหมือนมีหยดน้ำแข็งหล่นลงไปในหัวใจ หญิงสาวร่างสูงโปร่งที่ยืนอยู่ข้างกายเขานามว่า ‘พรรณราย’ ไม่ได้แสดงท่าทีคุกคาม แต่ดวงตาคมปลาบของหล่อนที่จ้องมองมายังรินรดา กลับเต็มไปด้วยการประเมินค่าอย่างที่เธอไม่เคยเจอมาก่อน
รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น มือของเธอที่กำชายเสื้อผ้าฝ้ายของตัวเองไว้จนยับย่น ความเงียบงันปกคลุมพื้นที่หน้าโรงบ่มท่ามกลางความมืดมิดของค่ำคืน เสียงจิ้งหรีดเรไรที่เคยเป็นจังหวะดนตรีกล่อมไร่ส้มกลับกลายเป็นเพียงเสียงที่บาดหู
“ฉัน... ฉันแค่เป็นห่วง” รินรดาพยายามเค้นเสียงออกมา แม้หัวใจจะเต้นรัวด้วยความรู้สึกไม่ชอบมาพากล “ถ้ามันเป็นเรื่องใหญ่ที่โรงบ่ม พนักงานทุกคนก็ควรรับรู้ ไม่ใช่หรือคะ?”
กวินหันกลับมามองเธอ ดวงตาที่เคยอบอุ่นเหมือนแดดยามเช้าบัดนี้กลับมีความหม่นแสงบางอย่างฉายชัด เขาถอนหายใจยาว ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้เพียงครึ่งก้าว กลิ่นส้มจางๆ ผสมกับกลิ่นดินหลังฝนที่ติดตัวเขามาตลอด ยังคงทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันความรู้สึกในใจของเธอได้ดีเสมอมา แต่ไม่ใช่ในคืนนี้
“เรื่องบางเรื่อง... รู้ไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นหรอกครับริน” กวินพูดทิ้งท้ายเพียงแค่นั้น ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้พรรณราย ทั้งสองก้าวเดินหายเข้าไปในความมืดของโรงบ่ม ทิ้งให้รินรดายืนเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกส้มที่กำลังบานสะพรั่งในช่วงต้นฤดู
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่ทราบได้ รินรดาตัดสินใจเดินทอดน่องกลับบ้านพักด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้ง แสงจันทร์คืนนี้สว่างจ้าจนเห็นเงาของตัวเองทอดยาวบนพื้นดิน แสงนวลตานั้นกลับทำให้ใจของเธออ้างว้างกว่าปกติ
“คุณริน!”
เสียงเรียกจากด้านหลังทำให้เธอสะดุ้งสุดตัว กวินเดินตามมาทันในจังหวะที่เธอกำลังจะเปิดประตูบ้านพัก เขามีท่าทางเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด เส้นผมสีน้ำตาลเข้มยุ่งเหยิงเล็กน้อยเหมือนผ่านการสางด้วยนิ้วมือมาอย่างหนัก
“คุณยังไม่นอนอีกหรือคะ?” รินรดาถามเบาๆ พยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด
“ผมเดินไปส่งคุณดีกว่า ดึกขนาดนี้... ทางเดินในสวนมันมืด” กวินเอ่ยขึ้นโดยไม่รอคำอนุญาต เขาเดินนำหน้าเธอไปตามทางเดินหินขรุขระที่มีแสงจันทร์ตกกระทบเป็นหย่อมๆ เราสองคนเดินเคียงข้างกันไปในความเงียบ มีเพียงเสียงรองเท้าผ้าใบที่กระทบพื้นหญ้าดังเป็นระยะ
“เรื่องที่โรงบ่ม...” รินรดาเกริ่นขึ้นท่ามกลางความนิ่ง “ถ้ามันหนักหนาเกินกว่าจะเล่าได้จริงๆ ก็ไม่เป็นไรนะคะ ฉันเข้าใจว่าทุกคนมีความลับ”
กวินหยุดเดินกะทันหัน จนรินรดาต้องเบรกตามเกือบชนแผ่นหลังกว้างของเขา เขาหมุนตัวกลับมา สายตาจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอราวกับจะค้นหาคำตอบอะไรบางอย่าง
“คุณโกรธผมไหม... ที่ผมไม่ได้พูดทุกอย่าง” เขาสวนกลับด้วยคำถามที่ซ่อนความอ่อนไหวเอาไว้ลึกๆ
“ฉันไม่มีสิทธิ์โกรธคุณค่ะ กวิน” รินรดาแค่นยิ้ม “เราเป็นเพื่อนบ้านกัน คุณช่วยเหลือฉันมาตลอด ทั้งเรื่องสวน เรื่องงาน... สิ่งที่คุณทำเพื่อฉันมันมากเกินพอแล้ว ชีวิตส่วนตัวของคุณ ฉันไม่มีหน้าที่ต้องก้าวก่ายหรอกค่ะ”
คำว่า ‘เพื่อนบ้าน’ ที่เธอจงใจเน้นย้ำ ทำให้กวินชะงักไปครู่หนึ่ง เขากำหมัดแน่นข้างลำตัว ก่อนจะผ่อนคลายลงช้าๆ ความอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นมาระหว่างคนทั้งสองราวกับก้อนเมฆทึบที่รอวันฝนตก
“สำหรับผม...” กวินเริ่มพูด เสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อย “คุณไม่ใช่แค่เพื่อนบ้าน ริน... คุณเป็นคนที่ทำให้สวนที่เคยเงียบเหงาของผมกลับมามีชีวิตอีกครั้ง แต่บางที ความจริงบางอย่าง... มันอาจจะทำลายความสดใสที่คุณกำลังพยายามสร้างขึ้นมาก็ได้ ผมแค่ไม่อยากเห็นคุณต้องเสียใจเพราะเรื่องของผม”
รินรดานิ่งงัน หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากอก ความสัมพันธ์ของเราสองคนดำเนินมาอย่างราบรื่นและอบอุ่นมาตลอดหลายเดือน กลิ่นหอมของไออุ่นในสวนส้มแห่งนี้คือสิ่งที่เธอโหยหามาทั้งชีวิต แต่ในวินาทีนี้ เธอกลับรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่บนขอบเหว
“ถ้าความลับนั้นมันเกี่ยวกับโรงบ่ม...” รินรดากลั้นใจถาม “มันเกี่ยวกับ... ครอบครัวของคุณใช่ไหมคะ?”
กวินหลบสายตาไปทางอื่น เขาไม่ตอบ แต่ความเงียบของเขาคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด รินรดารู้สึกเหมือนมีก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่ลำคอ เธอต้องการจะเอื้อมมือไปจับมือเขาไว้ ต้องการจะบอกว่าไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นอะไร เธอพร้อมจะยืนข้างๆ เขาเสมอ แต่ความกลัวที่ว่าเธออาจจะเป็นเพียง ‘คนนอก’ ก็ฉุดรั้งเธอไว้
“คืนนี้... ขอบคุณที่มาส่งนะคะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย พลางเอื้อมมือไปเปิดประตูบ้านพัก
“ริน!” กวินเรียกเธอไว้ก่อนที่เธอจะก้าวเท้าเข้าไปข้างใน เขาขยับเข้ามาใกล้จนรินรดาสามารถสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายของเขา “ถ้าวันหนึ่ง... วันที่ผมจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ผมขอโอกาสได้เล่าทุกอย่างให้คุณฟังได้ไหม? ในวันที่ผมพร้อม... ที่จะให้คุณเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความจริงเหล่านั้น”
รินรดาหันกลับมามองเขา แสงจันทร์อาบไล้ใบหน้าคมสันของกวิน ทำให้เธอมองเห็นความเจ็บปวดและความหวังที่ซ่อนอยู่ในแววตาคู่นั้น เธอกำลังจะเอ่ยปากตอบตกลง แต่แล้วเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากทางเดินหน้าไร่
บุคคลในชุดสูทสีเข้มที่ไม่ควรจะมาปรากฏตัวที่นี่ในเวลานี้ ยืนอยู่ภายใต้เงาของต้นส้มใหญ่ เขาถือแฟ้มเอกสารสีน้ำเงินในมือแน่น กวินหน้าถอดสีทันทีที่เห็นชายคนนั้น
“ไง กวิน... ไม่เจอกันนานเลยนะ” ชายคนนั้นกล่าวพลางยิ้มที่มุมปาก “หวังว่านายคงไม่ลืมนะว่า สัญญาที่นายทำไว้กับตระกูลวรโชติเมธี มันใกล้จะถึงกำหนดหมดอายุเต็มทีแล้ว และถ้าไร่ส้มนี้ยังมีปัญหาเรื่องการเงินแบบนี้ นายคงรู้ดีว่าผลลัพธ์จะเป็นยังไง”
กวินถอยหลังกรูดไปบังรินรดาไว้ข้างหลังโดยสัญชาตญาณ ขณะที่รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ นี่มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่... ไร่ที่กวินรักนักรักหนากำลังจะถูกยึดไปอย่างนั้นหรือ?
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันไออุ่นไปพร้อมกับสวนส้มของรินรดานะคะ
สวนส้มปลายฟ้า
ลมหายใจอุ่นไอในสวนส้ม: ความสุขที่ปลูกได้ข้างบ้านคุณ•ตอนที่ 32
ความในใจที่ยังไม่พูด
ผลงานโดย สวนส้มปลายฟ้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สวนส้มปลายฟ้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ลมหายใจอุ่นไอในสวนส้ม: ความสุขที่ปลูกได้ข้างบ้านคุณ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!