เซฟโซนสุดกวนกับเชฟชวนประสาท•ตอนที่ 8

ออกเดินทางสู่ฟาร์มลับ

ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
"ถ้าคุณยังขับรถด้วยความเร็วระดับเต่าคลานแบบนี้ เกรงว่าเราคงจะได้ไปกินเห็ดพิษตายกันกลางป่า แทนที่จะได้วัตถุดิบทำซุปทรัฟเฟิลตามที่ตั้งใจไว้ค่ะ คุณเชฟมือหนึ่ง" เสียงหวานใสที่เจือความหงุดหงิดระคนหมั่นไส้ดังขึ้นทำลายความเงียบภายในห้องโดยสารของรถเอสยูวีคันหรู พริมตวัดสายตาคมกริบมองชายหนุ่มผู้มีตำแหน่งเป็นถึงเชฟมิชลินสตาร์ผู้โด่งดัง ซึ่งตอนนี้กำลังทำหน้าที่สารถีจำเป็นด้วยใบหน้าบึ้งตึงยิ่งกว่าก้นกระทะไหม้ ธันวาปรายตามองหญิงสาวแวบหนึ่ง ก่อนจะเหยียบคันเร่งเพิ่มขึ้นอีกนิดอย่างจำยอม มุมปากหยักลึกกระตุกยิ้มเยาะเล็กน้อย "ถ้าขับเร็วกว่านี้ เกรงว่าคนปากจัดแถวนี้คงได้กระเด็นมานั่งตักผมเพราะแรงเหวี่ยง แล้วถึงตอนนั้นผมไม่รับประกันนะว่าสมาธิในการขับรถจะเหลือสักกี่เปอร์เซ็นต์" "หลงตัวเอง!" พริมสวนกลับทันควันโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด ใบหน้าเนียนใสขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความหมั่นไส้ผสมความอับอาย เธอเบือนหน้าหนีออกไปมองทัศนียภาพนอกหน้าต่างรถที่เริ่มเปลี่ยนจากตึกรามบ้านช่องหนาแน่น เป็นทุ่งเขียวขจีและแนวภูเขาซับซ้อนของจังหวัดเชียงใหม่ นี่คือบทลงโทษจากการที่เธอเผลอไปท้าทายฝีมือการทำอาหารของเขาเมื่อคืนก่อน จนกลายเป็นการเดิมพันบ้าบิ่นที่ลากตัวเธอให้ต้องมาตะลุยป่าฝ่าดงตากแดดตากลมเพื่อตามหา 'เห็ดป่าหายาก' และ 'ยอดพืชสมุนไพรโบราณ' ที่ขึ้นอยู่เฉพาะในเขตพื้นที่ปิดของฟาร์มลับบนยอดดอยสูง สองต่อสอง... ย้ำว่า 'สองต่อสอง' ตามลำพัง ไร้ซึ่งทีมงานหรือผู้จัดการส่วนตัวใดๆ ทั้งสิ้น รถเอ,สยูวีคันโตแล่นเลี้ยวเข้าสู่ทางลูกรังขรุขระ แรงกระแทกทำให้ร่างของทั้งคู่โยกคลอนไปตามจังหวะ ธันวาขมวดคิ้วมุ่น สมาธิทั้งหมดจดจ่ออยู่กับการควบคุมพวงมาลัยในเส้นทางที่ยากลำบาก ขณะที่พริมต้องคอยเอามือยาะคอนโซลหน้ารถไว้เป็นระยะเพื่อไม่ให้หัวโขกกับกระจก "จับแน่นๆ ล่ะ ทางข้างหน้าชันกว่านี้อีก ถ้ากลואהจนร้องไห้ บอกได้นะ ผมเตรียมผ้าเช็ดหน้าไว้ซับน้ำตาให้... ในฐานะบริการเสริมพิเศษสำหรับลูกค้าVIP" น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววเย้าแหย่หลุดออกมาจากริมฝีปากของเชฟหนุ่ม "เก็บความหวังดีของคุณไว้ซับเหงื่อตอนโดนฉันรีวิวสับเละดีกว่าค่ะคุณธันวา คนอย่างพริมไม่มีวันเสียน้ำตาให้เรื่องแค่นี้หรอก" เธอยืดอกเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ในใจจะแอบหวั่นไหวกับความลาดชันของทางข้างหน้าที่มองเห็นอยู่รำไร บรรยากาศภายในรถกลับมาเงียบงันอีกครั้ง แต่เป็นความเงียบที่ไม่ได้อึดอัดเหมือนช่วงแรก มันเจือด้วยความตึงเครียดบางเบาและกระแสเคมีประหลาดที่วิ่งวนอยู่ระหว่างคนทั้งคู่ คนหนึ่งซึนปากร้ายแต่แอบใส่ใจทุกรายละเอียด อีกคนปากเก่งไม่เคยยอมใครแต่หัวใจกลับเต้นผิดจังหวะทุกครั้งที่เผลอสบตากัน ผ่านไปเกือบสองชั่วโมง รถก็พาพวกเขามาจอดสนิทหน้ากระท่อมไม้ไผ่หลังเล็กที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางแมกไม้นานาพันธุ์ อากาศที่นี่เย็นสบายและบริสุทธิ์จนเต็มปอด กลิ่นอายของดินและใบไม้หลังฝนตกช่วยชะล้างความเหนื่อยล้าจากการเดินทางได้เป็นอย่างดี ธันวาดับเครื่องยนต์แล้วก้าวลงจากรถ ก่อนจะเดินอ้อมมาเปิดประตูฝั่งที่พริม นั่งอยู่ มือหนายื่นออกไปตามสัญชาตญาณความเป็นสุภาพบุรุษ แม้ใบหน้าจะยังคงเรียบตึงไร้อารมณ์ก็ตาม พริมมองมือที่ยื่นมาตรงหน้าชั่ววินาทีหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเมินเฉย เธอปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วก้าวลงจากรถด้วยตัวเองอย่างคล่องแคล่ว "ไม่ต้องมาทำเป็นเจ้าชายขี่ม้าขาวหรอกค่ะ ฉันเดินเองได้ ขาไม่หัก" เชฟหนุ่มชักมือกลับช้าๆ มุมปากกระตุกยิ้มมุมปากอย่างนึกขันกับความพยศของแม่นักวิจารณ์สาว "ตามใจครับ แค่อยากจะเตือนด้วยความหวังดีว่า พื้นแถวนี้มันลื่นเพราะใบไม้ทับถม ถ้าคุณล้มก้นจ้ำเบ้าไป ผมคงต้องแบกคุณเดินขึ้นเขาต่อ ซึ่งบอกตรงๆ ว่าสังขารผมอาจจะไม่ไหว" "คุณ!" พริมแยกเขี้ยวใส่ อยากจะหยิบก้อนหินแถวนั้นปาใส่หน้าหล่อๆ ของเขาให้หายหมั่นไส้เสียจริงๆ แต่ก่อนที่สงครามประสาทขนาดย่อมจะได้เริ่มต้นขึ้น เสียงทักทายจากชายชราเจ้าของฟาร์มก็ดังแทรกขึ้นเสียก่อน "อ้าว... มากันแล้วเหรอพ่อหนุ่มธันวา นึกว่าจะถอดใจกลับกรุงเทพฯ ไปซะแล้ว" ลุงปั่น พรานป่าและเกษตรกรผู้ดูแลฟาร์มลับเดินถือตะกร้าไม่ไผ่ออกมาจากระท่อมด้วยรอยยิ้มใจดี "สวัสดีครับลุงปั่น ทางมาค่อนข้างทุลักทุเลไปหน่อยครับ พอดีมี... สัมภาระติดรถมาด้วยเลยช้ากว่ากำหนดนิดหน่อย" ธันวาเอ่ยทักทายพร้อมยกมือไหว้ด้วยความนอบน้อม ผิดกับลุคเชฟผู้หยิ่งทะนงในร้านอาหารมิชลินลิบลับ พริมหันขวับไปค้อนขวับใหญ่ให้กับคำว่า 'สัมภาระ' ของเขา แต่ก็ยอมยกมือไหว้ลุงปั่นตามมารยาท "สวัสดีค่ะคุณลุง พริมเป็นผู้ช่วย... เอ๊ย เป็นคนมาควบคุมการผลิตวัตถุดิบค่ะ" ลุงปั่นมองคนทั้งคู่สลับกันไปมาด้วยแววตารู้ทัน พลางหัวเราะร่วนในลำคอ "เอ้าๆ เดินทางเหนื่อยๆ เข้าไปนั่งพักดื่มน้ำสมุนไพรในกระท่อมก่อนเถอะ เดี๋ยวค่อยคุยกันเรื่องเข้าป่าไปหาเห็ดหอมป่าและรากโสมดอยที่ว่า" ทั้งคู่เดินตามลุงปั่นเข้าไปในกระท่อมไม้ไผ่ ภายในตกแต่งอย่างเรียบง่าย กลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรแห้งอบอวลไปทั่วบริเวณ พริมทรุดตัวลงนั่งบนเบาะรองนั่งไม้ไผ่ ยกแก้วน้ำชาสมุนไพรอุ่นๆ ขึ้นจิบเพื่อแก้กระหาย ธันวานั่งลงฝั่งตรงข้าม สายตาคมกราบมองสำรวจใบหน้าเนียนใสที่ตอนนี้มีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามไรผมด้วยความเหนื่อยอ่อน มือหนายื่นทิชชูที่หยิบมาจากกระเป๋าเสื้อยื่นไปตรงหน้าเธอเงียบๆ โดยไม่พูดอะไร พริมชะงัก ช้อนตาขึ้นมองเขาอย่างประหลาดใจ "อะไรคะ?" "เช็ดเหงื่อซะ หน้าตาคุณตอนนี้ดูเหมือนแมวตกน้ำมากกว่านักวิจารณ์อาหารฝีปากกล้าซะอีก" น้ำเสียงแม้จะเจือความกวนประสาท แต่แววตาที่มองกลับมีความอ่อนโยนซ่อนอยู่ลึกๆ อย่างปิดไม่มิด พริมเม้มปากแน่น หัวใจกระตุกวูบอย่างไม่มีสาเหตุ เธอยื่นมือไปแย่งกระดาษทิชชูมาจากมือเขาแรงๆ "ขอบคุณค่ะ แต่ไม่ต้องมาประชดกันจะดีกว่า" ธันวายิ้มรับบางๆ ในลำคอ ไม่ได้ต่อความยาวสาวความยืดอะไรอีก พลางหันไปคุยกับลุงปั่นเรื่องเส้นทางเดินป่าในวันพรุ่งนี้ เวลาล่วงเลยจนกระทบเข้าสู่ช่วงพลบค่ำ แสงอาทิตย์สีส้มอมแดงค่อยๆ ลับขอบฟ้าทิวเขา ความเงียบสงบเข้าปกคลุมพื้นที่ฟาร์มลับ ลุงปั่นจัดเตรียมที่หลับที่นอนให้เสร็จสรรพ โดยมีกระท่อมหลังเล็กแยกเป็นสัดส่วน แต่ปัญหาคือ... ที่นี่มีกระท่อมว่างสำหรับแขกเพียงหลังเดียว! "เอ่อ... คือว่ากระท่อมอีกหลังฝั่งโน้นหลังคาเพิ่งพังเพราะกิ่งไม้หักทับเมื่ออาทิตย์ก่อน ยังไม่ได้ซ่อมเลยวะพ่อหนุ่ม" ลุงปั่นเกาหัวแกรกๆ สีหน้าเกรงอกเกรงใจ "คืนนี้คงต้องรบกวนให้นอนพักรวมกันที่กระท่อมหลังนี้ไปก่อนนะ มีฟูกสองผืน กั้นฉากไม้ม่านตรงกลางเอา..." พริมเบิกตากว้าง หันขวับไปมองหน้าเชฟหนุ่มทันที "ไม่ได้นะคะ! จะให้ฉันนอนร่วมชายคาเดียวกับผู้ชายปากร้ายคนนี้ได้ยังไง!" ธันวาเลิกคิ้วสูง สีหน้าไม่ได้ตกใจหรือเดือดร้อนอะไรเลยแม้แต่น้อย กลับดูเหมือนจงใจซะด้วยซ้ำ "ทำไมล่ะคุณ หรือว่าคุณกลัวใจตัวเองว่าจะอดใจไม่ไหว แอบย่องข้ามฝากมาปล้ำผมกลางดึก?" "ยะ... ย่าฝันไปเถอะค่ะ!" พริมเสียงสูงปรี๊ด ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นสีแดงจัดด้วยความโกรธปนเขินอายจนแทบระเบิด "คนอย่างฉัน ต่อให้ในโลกนี้เหลือผู้ชายคนเดียวเป็นคนสุดท้าย ฉันก็ไม่มีวันชายตามองคุณหรอก!" "งั้นก็ดีครับ งั้นเราก็ต่างคนต่างนอน แยกย้ายหลังม่านกั้น ไม่เห็นจะมีอะไรเสียหายตรงไหน" ธันวาไหล่งออย่างไม่ยี่หรา ก่อนจะเดินเลี่ยงไปหยิบผ้าเช็ดตัวเพื่อเตรียมตัวไปอาบน้ำ พริมยืนกำมือแน่นด้วยความคับแค้นใจ อยากจะหันหลังเดินกลับไปขึ้นรถแล้วขับกลับเมืองหลวงเองเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่พอนึกถึงความมืดสนิทของเส้นทางลูกรังและหน้าผาสูงชันนอกหน้าต่างแล้ว... ความตายดูจะเป็นทางเลือกที่ใกล้เคียงที่สุด ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ทั้งคู่ต่างจัดการธุระส่วนตัวเสร็จสิ้น บรรยากาศภายในกระท่อมถูกแบ่งเป็นสัดส่วนด้วยม่านไม้ไผ่บางๆ แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันสาดส่องให้เห็นเงาสลัวของกันและกัน พริมล้มตัวลงนอนบนฟูกหนา พยายามข่มตาหลับแต่ทำอย่างไรก็ไม่สามารถข่มความหงุดหงิดลงได้ เสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอจากอีกฝั่งของม่านกั้น ยิ่งทำให้เธอรู้สึกฟุ้งซ่านจนหัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ ผ่านไปนานนับชั่วโมง ท่ามกลางความเงียบสงัด จู่ๆ เสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็เดินตรงมาหยุดอยู่ตรงหน้าม่านกั้น พริมสะดุ้งสุดตัว ผุดลุกขึ้นนั่งอัตโนมัติ หัวใจเต้นรัวระรัวเหมือนกลองเพล "คุณ..." เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เอ่ยเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าเล็กน้อย "คุณยังไม่นอนอีกเหรอ มีอะไหล่... หรืออยากหาเรื่องอะไรอีก?" ม่านไม้ไผ่ค่อยๆ ถูกมือหนาแหวกออกช้าๆ แสงสลัวจากตะเกียงเผยให้เห็นใบหน้าคมคายของเชฟหนุ่มที่ยืนประชิดตัว ดวงตาคมกริบพราวระยับจ้องมองตรงมาที่เธอด้วยประกายลึกล้ำที่ทำเอาลมหายใจของพริมสะดุดกتึก ธันวาโน้มตัวลงกระซิบชิดริมหูของเธอ น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่าจนสั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ "ผมไม่ได้อยากหาเรื่อง..." เสียงนั้นทิ้งจังหวะเว้นช่วงเล็กน้อย ก่อนจะกระซิบต่อด้วยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของพริมหยุดหมุนในวินาทีนั้น "...แต่ผมแค่อยากรู้ว่า... ระหว่างเห็ดป่าหายากกับปากจัดๆ ของคุณ อันไหนมันเคี่ยวให้หวานยากกว่ากันแน่... พริม" เอมเมอรัลด์อายส์ (ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความฟินปนกวนประสาทนี้นะคะ!)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดกวนกับเชฟชวนประสาท นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%