เสียงฟ้าร้องคำรามครั่นครื้นสนั่นหวั่นไหวเป็นจังหวะเดียวกับที่เครื่องยนต์รถยนต์คันหรูส่งเสียงแผดก้องเฮือกสุดท้าย ก่อนจะสงบลงอย่างถาวรท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาราวกับฟ้าถั่งทลาย
พริมถอนหายใจเฮือกใหญ่จนไอร้อนพ่นฝ้าจางๆ ติดกระจกหน้ารังวัดความหงุดหงิด เธอตวัดสายตาคมกริบมองชายหนุ่มผู้สร้างเรื่องด้วยการขับรถลุยเส้นทางลัดบ้าๆ นี่ จนเพลาขับหักคากลางทางลูกรังห่างไกลผู้คน
“คุณนี่มัน... ตัวซวยระดับมิชลินสตาร์จริงๆ เลยนะคะเชฟธันวา”
ธันวาไม่แม้แต่จะสะดุ้งสะเทือน เขายังคงนั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัย ใบหน้าคมคายภายใต้แสงไฟสลัวจากหน้าปัดรถฉายแวบเรียบเฉย แต่ดวงตาสีนิลคู่นั้นกลับพราวระยับด้วยประกายความขบขันยามเหลือบมองคนข้างกายที่กำลังฮึดฮัดเหมือนแมวเปอร์เซียขนฟูที่ถูกราดน้ำ
“ถ้าไม่ติดว่ายางอะไหล่แบนและสัญญาณโทรศัพท์ไม่มี คุณก็คงไม่ต้องมานั่งหายใจรดต้นคอผมในพื้นที่จำกัดแบบนี้หรอกค่ะ... พริม” เขาจงใจลากเสียงย้าวน้ำเสียงนุ่มทุบทำลายประสาท ย้ำคำสรรพนามที่เธอกระแทกใส่เขาเมื่อครู่ได้อย่างหน้าตาเฉย
“ใครรดต้นคอคุณไม่ทราบ! ถอยไปเลยนะ ปากดีนักนะพ่อคุณ” เธอผลักไหล่กว้างตามสัญชาตญาณความระแวง แต่พื้นที่ในห้องโดยสารมันแคบเกินไป ผลลัพธ์จึงกลายเป็นการพุ่งเข้าหาจนแผ่นอกกว้างของเขารองรับร่างเธอไว้พอดิบพอดี
กลิ่นหอมสะอาดเจือกลิ่นอายฝนจางๆ จากตัวเขาลอยเข้าแตะจมูก ปลุกหัวใจพริมให้กระตุกวูบอย่างไม่ทันตั้งตัว เธอชะงักค้าง สบเข้ากับดวงตาคมกริบที่ก้มมองลงมาพอดิบพอดี ระยะห่างระหว่างกันลดลงจนแทบไม่เหลือช่องว่าง บรรยากาศรอบตัวที่เคยอึมครึมด้วยความหงุดหงิดพลันเปลี่ยนเป็นความเงียบงันที่เต็มไปด้วยกระแสไฟฟ้าสถิตแล่นพล่าน
ธันวาไม่ขยับเขยื้อน เขากลับอาศัยจังหวะนี้โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนปลายจมูกแทบจะแตะกัน ลลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดพวงแก้มเนียนที่ขึ้นสีเรื่อโดยไม่รู้ตัว
“คำถามเมื่อตอนเย็น... คุณยังไม่ได้ตอบผมเลยนะ” เสียงทุบต่ำกระซิบชิดริมหีบปากเธอ แววตาคมปลาบนั้นเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้งที่สลัดมาดเชฟผู้หยิ่งผยองทิ้งไปเสียสิ้น “ระหว่างเห็ดป่าหายากกับปากจัดๆ ของคุณ... อันไหนมันเคี่ยวให้หวานยากกว่ากันแน่”
พริมรู้สึกเหมือนสติหลุดลอยไปชั่วขณะ สมองที่เคยประมวลผลคำวิจารณ์อาหารได้อย่างเฉียบคมกลับว่างเปล่า เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พยายามงัดเอาความมั่น
“ถ้าอยากรู้... คุณก็ต้องลองชิมดูเองสิคะ” สิ้นคำพูดท้าทายที่หลุดออกจากความถือดี ธันวาก็ชะงักไป ดวงตาคู่นคมเข้มวาวโรจน์ขึ้นวับราวกับสัตว์ป่าที่พบเหยื่ออันโอชะ
ก่อนที่เขาจะได้ทำตามความตั้งใจ เสียงเคาะกระจกรถดังขึ้นกะทันหันจนทั้งคู่สะดุ้งผละออกจากกันแทบไม่ทัน พริมรีบยกมือขึ้นเสยผมแก้เก้อ พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุดในเสี้ยววินาที ขณะที่ธันวาสบถเบาๆ ในลำคออย่างขัดใจก่อนจะลดกระจกٛลง
แสงไฟฉายสว่างวาบส่องเข้ามา พร้อมกับใบหน้ายิ้มแย้มของหญิงสูงวัยเจ้าของโฮมสเตย์ปลายทางที่เดินฝ่าสายฝนถือร่มคันโตมารอรับ “รถเสียตรงโค้งพอดีเลยสินะพ่อหนุ่ม แม่เห็นไฟหน้ารถดับไปนาน รีบเดินมาดู... เข้าไปหลบฝนข้างในก่อนเถอะจ่ะ ห้องพักเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว”
ยี่สิบนาทีต่อมา ทั้งคู่ก็ย้ายมาอยู่ในเรือนไม้สักเก่าแก่สไตล์วินเทจที่มีกลิ่นอายอบอุ่น ฝนยังคงโปรยปรายด้านนอก ขับเน้นบรรยากาศยามค่ำคืนให้เงียบสงบและเป็นส่วนตัวจนน่าใจหาย โฮมสเตย์แห่งนี้มีเตียงเดี่ยวขนาดใหญ่เพียงเตียงเดียวกลางห้อง เนื่องจากห้องอื่นถูกจองเต็มหมดแล้วจากเหตุนักท่องเที่ยวตกค้างพายุเข้า
พริมยืนกอดอกมองเตียงนอนหลังนั้นสลับกับร่างสูงที่กำลังเช็ดผมด้วยผ้าขนหนูสีขาวหย่อมเล็ก หยดน้ำที่เกาะพราวตามกรอบหน้าคมคายและไหปลาร้าชวนมองทำให้เธอบังคับสายตาให้มองไปทางอื่นได้ยากยิ่ง
“คุณนอนบนเตียงเดี๋ยวฉันนอนโซฟาเอง” พริมเอ่ยตัดบทเพื่อทำลายความเงียบที่ชวนให้ใจเต้นผิดจังหวะ
ธันวาโยนผ้าขนหนูลงบนเก้าอี้ เขาเดินตรงเข้ามาหยุดตรงหน้าเธอด้วยก้าวเท้ามั่นคง ดวงตาสีนิลจับจ้องนิ่งสนิท “เตียงแค่นั้นคุณนอนคนเดียวก็ตกขอบแล้ว โซฟานั่นสั้นกว่าตัวผมครึ่งท่อน... อยากให้ผมปวดหลังจนไม่มีแรงทำอาหารให้คุณกินพรุ่งนี้เช้าหรือไง”
“ฉันไม่ได้ขอให้คุณมาทำข้าวเช้าให้กินสักหน่อย!”
“แต่ผมอยากทำ” เสียงตอบรับนั้นเรียบเรื่อยแต่มั่นคงจนพริมเถียงไม่ออก ธันวาก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าว จนเธอต้องถอยหลังจนสะโพกชนขอบเตียง “แล้วก็... เรื่องเมื่อในรถ... ผมว่าเรายังเคลียร์กันไม่จบ”
“วะ... ว่าอะไรของคุณ เลิกพูดจาแปลกๆ ได้แล้วค่ะเชฟ” พริมเสมองไปทางอื่นเมื่อมือใหญ่เอื้อมมาปัดปอยผมที่เปียกชื้นออกจากแก้มเธออย่างเบามือสัมผัสอุ่นจัดนั้นทำให้ผิวเนื้อบริเวณที่ถูกแตะต้องร้อนผ่าวราวกับโดนไฟลวก
ธันวาโน้มตัวลงกระซิบชิดใบหู น้ำเสียงนุ่มทุบเปลี่ยนเป็นจริงจังจนหัวใจคนฟังกระตุกวูบ
“ผมไม่ได้พูดเล่น... พริม” เขากดเสียงต่ำ “ต่อให้ปากจัดแค่ไหน แต่ผมก็รู้ว่า... หัวใจคุณไม่ได้แข็งกระด้างอย่างที่ปากว่าหรอก”
ในเสี้ยววินาทีที่พริมเงยหน้าขึ้นสบตา เขาก็โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีก เรี่ยวแรงทั้งหมดเหมือนถูกสูบหายไปจากร่าง ริมฝีปากอุ่นร้อนเคลื่อนเข้าหาอย่างเชื่องช้าเปิดโอกาสให้เธอปฏิเสธ ทว่าเธอกลับทำเพียงหลับตาลงรับสัมผัสนุ่มนวลที่แนบชิดลงมา ท่ามกลางเสียงสายฝนที่โหมกระหน่ำด้านนอกราวกับโลกทั้งใบเหลือเพียงแค่เราสองคน
ทว่า... ก่อนที่จูบนั้นจะลึกซึ้งไปมากกว่าเดิม เสียงเคาะประตูก็จู่โจมดังขึ้นรัวๆ ขัดจังหวะ พร้อมกับเสียงตะโกนโหววกเหวกที่ดังแทรกเข้ามาจากระเบียงทางเดิน
“เชฟธันวา! คุณอยู่ข้างในไหมครับ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว ทางกองบรรณาธิการนิตยสารติดต่อเข้ามา บอกว่ามีคนปล่อยข่าวลับเรื่องสูตรอาหารใหม่ของคุณหลุดออกไปแล้ว!”
ธันวาผละออกจากริมฝีปากเธออย่างรวดเร็ว ใบหน้าที่เคยอ่อนโยนเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเยียบเย็นคมกริบในพริบตาเดียว ดวงตาสีนิลวาวโรจน์ด้วยประกายเพลิงแห่งโทสะที่ถูกจุดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว
พริมเบิกตากว้างเมื่อตระหนักได้ทันทีว่า... ปมปัญหาที่น่ากลัวที่สุดกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและเติมความหวานให้หัวใจยัยปากจัดกับเชฟซึนคนนี้เสมอนะคะ เอมเมอรัลด์อายส์
เซฟโซนสุดกวนกับเชฟชวนประสาท•ตอนที่ 9
ค่ำคืนใต้แสงดาว
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดกวนกับเชฟชวนประสาท นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!