"ของปลอมก็คือของปลอมวันยังค่ำนะคะ... น้ำขิง เธอเอาหน้าตาที่ไหนมาเดินเฉิดฉายอยู่ในงานระดับไฮโซแบบนี้ หรือว่าแอบยักยอกเงินสามีเก่าที่เพิ่งโดนไล่ออกจากบริษัทมาซื้อกระเป๋าใบนี่เหรอคะเนี่ย"
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของ 'พิมพิلا' ไฮโซสาวเซเลบชื่อดังดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบของห้องรับรองแขกวีไอพีในโรงแรมหรูระดับเจ็ดดาว ร่างระหงในชุดราตรีแบรนด์เนมคอลเลกชันล่าสุดก้าวเข้ามาขวางทาง พร้อมกับสายตาที่กวาดมอง 'น้ำขิง' ตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความเหยียดหยามอย่างไม่คิดจะปิดบัง
น้ำขิงกะพริบตาปริบๆ หญิงสาวในชุดเดรสเรียบหรูสีมุกที่รินทร์เป็นคนเลือกให้ด้วยตัวเองไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เธอยังคงรักษารอยยิ้มละมุนบนใบหน้าไว้ได้อย่างงดงาม ราวกับสายลมเย็นที่พัดผ่านความน่ารำคาญใจไปอย่างไร้ร่องรอย
"ขิงว่ากระเป๋าใบนี้ก็ดูปกติดีนะคะคุณพิม... หรือว่าสายตาของคุณพิมกำลังมีปัญหา มองอะไรก็เป็นของปลอมไปหมดเสียทุกอย่างคะ" น้ำขิงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่ทุกคำพูดกลับเชือดเฉือนจนพิมพิลาหน้าชาซ่าน
"นี่! เธอ! กล้าดียังไงมาว่าฉันตาถั่ว!" พิมพิลาหน้าตึงขึ้นมาทันที มือเรียวที่สวมแหวนเพชรกระชับกระเป๋าแบรนด์หรูในมือแน่นด้วยความโกรธ "ใครๆ ในสังคมเขาก็รู้กันทั้งนั้นว่าสามีเธอเป็นแค่พนักงานกระจอกๆ ที่เพิ่งโดนไล่ออกจากบริษัทเพราะยักยอกเงินบริษัทไม่ใช่เหรอคะ! เงินเดือนผัวเธอยังไม่พอซื้อค่าที่จอดรถในโรงแรมนี้ด้วยซ้ำ อย่ามาทำเป็นปากดีแถวนี้เลย!"
เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นรอบบริเวณ บรรดาไฮโซและแขกเหรื่อในงานต่างหันมามองเป็นตาเดียว บ้างก็มองด้วยสายตาสมเพช บ้างก็รอสมน้ำหน้า เพราะในแวดวงสังคมนี้ เงินและอำนาจคือสิ่งชี้วัดคุณค่าของมนุษย์ และในสายตาของคนพวกนี้ น้ำขิงกับรินทร์เป็นเพียงเศษฝุ่นที่บังเอิญหลุดเข้ามาในดินแดนของคนชั้นสูงเท่านั้น
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด มืออุ่นจัดของใครบางคนก็โอบกอดเข้าที่เอวบางของน้ำขิงอย่างอ่อนโยน กลิ่นน้ำหอมราคาแพงระเหยผสมผสานกับความอบอุ่นที่คุ้นเคย รินทร์ก้าวเข้ามาเคียงข้างภรรยาด้วยท่าทีสงبนิ่ง ทว่าแววตากลับคมกริบราวนับมีดโกนที่เคลือบด้วยน้ำแข็ง
"พนักงานกระจอกๆ อย่างผมเหรอครับ... ที่คุณพิมกำลังพูดถึงอยู่" รินทร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่กลับทรงพลังจนทำให้คนที่ได้ยินถึงกับสันหลังวาบ
พิมพิลาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นรินทร์ แต่เมื่อตั้งสติได้ เธอก็เชิดหน้าขึ้นด้วยความเย่อหยิ่งเช่นเดิม "อ้าว! ตัวต้นเหตุโผล่มาพอดีเลยเหรอคะเนี่ย นึกว่าจะมุดหัวอยู่รูไหนเสียอีก ตกงานแล้วยังจะกล้าพากันมาเดินลอยชายในงานกาลาดินเนอร์การกุศลที่ค่าบัตรเข้างานใบละหลักแสนอีกเหรอคะ หรือว่าแอบยืมเงินใครมาอีกแล้วล่ะคะ ถึงได้กล้าหน้าด้านขนาดนี้"
รินทร์ไม่ได้โกรธเกรี้ยว เขากลับคลี่ยิ้มเยርออกมา เป็นรอยยิ้มที่ทำให้พิมพิลาถึงกับใจกระตุกอย่างไม่มีสาเหตุ มันเป็นรอยยิ้มของคนที่ถือไพ่เหนือกว่าทุกประตู
"เงินหลักแสนเหรอครับ..." รินทร์ปรายตามองพิมพิลาด้วยหางตา "สำหรับคุณพิมมันคงเป็นเงินก้อนใหญ่ที่ต้องใช้เวลาเก็บหอมรอมริบนานโข แต่สำหรับผมแล้ว... มันเป็นแค่เศษเงินทอนเวลาผมสั่งไวน์ขวดโปรดให้ภรรยาผมดื่มต่างหากล่ะครับ"
"ปากดี! สามีตกงานอย่างแกเนี่ยนะจะมีปัญญาพูดคำนี้ออกมา! รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวซะบ้างเถอะว่าตัวเองยืนอยู่ตรงไหน!" พิมพิลาตวาดลั่นด้วยความเหลืออด เธอยกมือขึ้นกอดอก มองรินทร์ด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์ "ถ้าพวกแกสองคนยังมีศักดิ์ศรีเหลืออยู่บ้าง ก็ไสหัวออกไปจากงานนี้ซะ! อย่ามาทำตัวเป็นเสนียดจัญไรให้งานนี้ต้องแปดเปื้อนเลย!"
"คนที่ควรจะไสหัวออกไป... น่าจะเป็นคุณพิมมากกว่านะครับ"
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังแทรกขึ้นท่ามกลางความชุลมุน กวินที่เพิ่งเดินเข้ามาสมทบหลังจากไปคุยธุระกับนักธุรกิจใหญ่ ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจ เขาจำรินทร์และน้ำขิงได้ทันที อดีตลูกน้องที่เขาเคยเหยียบย่ำและเขี่ยทิ้งอย่างไร้เยื่อใยบัดนี้กลับมายืนอยู่ต่อหน้าด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
"รินทร์ แกยังกล้าโผล่หน้ามาที่นี่อีกเหรอวะ?" กวินก้าวเข้ามาประชิดตัวด้วยท่าทางคุกคาม "แกคงไม่รู้ใช่ไหมว่างานนี้ใครเป็นเจ้าภาพ และใครเป็นผู้สนับสนุนหลัก... หึ แกมันก็แค่ไอ้ขี้แพ้ที่โดนฉันเขี่ยทิ้งเหมือนสุนัขข้างถนน อย่ามาอาจหาญทำตัวเทียบชั้นกับคนในสังคมนี้เลย!"
น้ำขิงเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความโกรธ เธอกำลังจะก้าวออกไปปกป้องสามี แต่รินทร์กลับยกมือขึ้นปราบเบาๆ พร้อมกับส่งยิ้มอ่อนโยนให้ภรรยาเพื่อบอกว่าเขาสามารถจัดการเรื่องนี้ได้ด้วยตัวเอง
รินทร์หันกลับมามองกวิน สายตาที่มองไปยังศัตรูเก่าเต็มไปด้วยความสมเพชเวทนา ราวกับกำลังมองมดปลวกที่กำลังดิ้นรนอยู่บนฝ่ามือ
"คุณกวินครับ... คุณพูดถูกเรื่องหนึ่ง" รินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "ผมเคยเป็นลูกน้องที่คุณเคยเขี่ยทิ้ง... แต่คุณคงลืมไปแล้วกระมังครับว่า กฎของโลกใบนี้ คนที่ถือเงินสดและอำนาจสูงสุดต่างหากที่เป็นคนกำหนดเกม"
กวินหัวเราะร่วนออกมาเสียงดังลั่น "ฮ่าๆๆๆ! แกเนี่ยนะถือเงินสดและอำนาจ? บ้าไปกันใหญ่แล้วรินทร์ แกฝันกลางวันอะไรอยู่เนี่ย! แกมันก็แค่คนตกงานที่กำลังจะอดตาย!"
รินทร์ไม่ตอบคำถาม เขาเพียงแค่ควักกระเป๋าเสื้อสูทออกมาช้าๆ แล้วหยิบการ์ดสีดำสนิทที่ขอบเคลือบด้วยทองคำแท้ ฝังชิปอัจฉริยะที่ไม่มีวันลอกล่อน ออกมาถือไว้ในมืออย่างสบายๆ
ทันทีที่การ์ดใบนั้นปรากฏแก่สายตา บรรดาผู้บริหารระดับสูงและนักธุรกิจที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ถึงกับเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดกึกโดยอัตโนมัติ เพราะพวกเขารู้จักการ์ดใบนี้ดีกว่าใคร... มันคือ "Black Infinite Card" บัตรเครดิตอภิสิทธิ์สูงสุดระดับโลกที่มีผู้ถือครองทั่วโลกไม่ถึงสิบคน และหนึ่งในนั้นคือเจ้าของกลุ่มธนาคารระดับนานาชาติที่เพิ่งซื้อกิจการโรงแรมแห่งนี้ไปหมาดๆ!
พิมพิลาขมวดคิ้วด้วยความไม่รู้เรื่อง "การ์ดอะไรของแกวะ? ทำเป็นเอาของปลอมมาอวดอ้าง คิดว่าจะทำให้พวกฉันกลัวเหรอคะ? น่าสมเพชจริงๆ!"
รินทร์ไม่สนใจคำดูถูกของไฮโซสาว เขาหันไปพยักหน้าให้กับการ์ดรักษาความปลอดภัยระดับสูงของโรงแรมที่ยืนอยู่ไม่ไกล ซึ่งกำลังวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก เมื่อผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมเห็นหน้าการ์ดสีดำในมือรินทร์ เขาก็รีบพุ่งเข้ามาคุกเข่าลงแทบเท้าของรินทร์ทันทีท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนในงาน!
"ท่านประธานครับ! ขอประทานอภัยที่ผมต้อนรับท่านไม่ดีพอครับ!" เสียงของผู้จัดการโรงแรมสั่นเครือด้วยความหวาดกลัว
กวินและพิมพิลาหน้าซีดเผือดลงในพริบตา สมองของพวกเขามึนงงจนประมวลผลไม่ถูก ประธาน? ใครคือประธาน?
รินทร์ก้มมองผู้จัดการโรงแรมด้วยแววตาราบเรียบ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้กวินและพิมพิคาราวกับถูกสายฟ้าฟาดกลางกระหม่อม
"ลุกขึ้นเถอะครับ... พอดีผมแค่รู้สึกรำคาญเสียงแมลงหวี่แมลงวันบางตัวในโรงแรมของคุณ ช่วยกรุณาเชิญแขกที่ไร้มารยาทสองคนนี้ออกไปจากพื้นที่ของผมให้พ้นสายตาภรรยาผมทีนะครับ"
"รับทราบครับท่านประธาน!" ผู้จัดการโรงแรมลุกขึ้นยืนทันที ก่อนจะหันไปสั่งการ์ดรัดกุม "เชิญคุณกวินและคุณพิมพิลาออกจากโรงแรมของเราเดี๋ยวนี้! และขึ้นบัญชีดำห้ามเข้ามาเหยียบที่นี่ตลอดชีวิต!"
กวินและพิมพิลาหน้าซีดเซียว ขາแทบไม่มีแรงยืน ร่างกายสั่นเทาด้วยความตกใจและหวาดกลัวสุดขีด พวกเขาหันมามองหน้ารินทร์และน้ำขิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
น้ำขิงซุกตัวเข้าอิงแอบแนบชิดกับรินทร์อย่างมีความสุข พลางเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มหวานหยดย้อยให้สามีสุดที่รัก
รินทร์ยิ้มตอบอย่างคลั่งรัก เขายกมือขึ้นโอบเอวภรรยาแน่นขึ้น พร้อมกับดึงบัตรสีดำในมือหมุนเล่นเบาๆ ก่อนจะหันไปสบตากับกวินที่กำลังจะล้มทั้งยืน
"ทีนี้..." รินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น "คุณกวิน... อยากรู้ไหมครับว่า ระหว่างคุณกับผม ใครกันแน่ที่ไร้ค่าในสายตาของโลกใบนี้"
สิ้นเสียงของรินทร์ ผู้จัดการโรงแรมก็ยื่นโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูมาให้เขา พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนจากระบบธนาคารที่เด้งขึ้นมาบนหน้าจอ... หน้าจอที่แสดงยอดเงินในบัญชีหลักสิบล้านล้านบาท ซึ่งกำลังจะถูกใช้เพื่อถอนหุ้นบริษัทของกวินให้กลายเป็นศูนย์ภายในสามวินาทีข้างหน้า!
โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ
(เค้กวานิลลา)
ขอโทษที... พอดีผมเป็นเจ้าของธนาคารที่คุณกำลังจะกู้•ตอนที่ 21
ใครกันแน่ที่ไร้ค่า
ผลงานโดย เค้กวานิลลา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เค้กวานิลลา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอโทษที... พอดีผมเป็นเจ้าของธนาคารที่คุณกำลังจะกู้ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!