ลิขิตฟ้าท้ากระบี่อัสนี ภายในสามคิมหันต์ฤดู•ตอนที่ 2

ค่ายกลสะท้านฟ้า

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
กลิ่นคาวโลหิตเจือจางในสายหมอกยามราตรี คละเคล้ากับไอเย็นยะเยือกของหุบเขาอัสดงราวกับภูตผีกำลังร่ำไห้ "ถอยร่น! ทุกคนถอยร่นไปตั้งหลักที่แนวผาหินดำ!" สุ้มเสียงของหลี่ชิงหานตวาดก้องผ่านความอลหม่าน นางในชุดเกราะเงินยวงอาบโลหิต มือเรียวดั่งลำหยกกำกระบี่ประจำกายแน่นจนข้อต่องอขาวซีด เบื้องหน้าของกองกำลังค่ายพยัคฆ์ทมิฬเวลานี้ มิใช่คู่อริในสนามรบปกติ หากแต่เป็นค่ายกลอสูรโลหิตที่ถูกชักใยจากเงามืด ทหารกล้านับร้อยนายล้มตายในพริบตา ราวกับถูกกลืนกินด้วยความมืดมิดที่ไร้ก้นบึ้ง นี่คือการซุ่มโจมตีอันเหี้ยมโหดที่คำนวณมาอย่างสมบูรณ์แบบ เป้าหมายมิใช่เพียงแค่การกวาดล้างกองกำลังของนาง หากแต่เป็นการตัดแขนตัดขาตระกูลหลี่ให้สิ้นซากในคิมหันต์ฤดูนี้ *ครืนนน—!* แผ่นดินเบื้องล่างสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ลูกศรอาบยาพิษนับหมื่นดอกพุ่งแหวกอากาศลงมาดั่งห่าฝน ความตายแผ่ซ่านเข้ามาประชิดลมหายใจ หลี่ชิงหานเงີยหน้าขึ้นมอง ปราการเหล็กกล้าที่นางภาคภูมิใจกำลังจะถูกบดขยี้ในอีกไม่ถึงลมหายใจ ดวงตาดอกท้อคู่สวยฉายแววเด็ดเดี่ยว นางเตรียมยกกระบี่ขึ้นรับมือกับความตายด้วยตนเอง ทว่า... "ช้าก่อน แม่ทัพหลี่" สุ้มเสียงทุ้มนุ่มทว่ากังวานก้องราวน้ำค้างแข็งกระทบศิลาหยกดังขึ้นเบื้องหลัง มู่หรงจ้านก้าวออกมาจากเงาไม้ ยามนี้ดวงตาคมกริบของเขาสะท้อนประกายแสงสีครามวาบวับ มือขวาดึงพัดเหล็กจารึกอักขระโบราณออกจากอก เสื้อคลุมสีหมึกปลิวไสวท้าทายพายุโลหิตรอบด้าน "ท่าน...?" หลี่ชิงหานขมวดคิ้วมุ่นยามเหลือบมองบุรุษผู้ลึกลับผู้นี้ ความระแวงสงสัยแล่นริ้วผ่านหัวใจ นางไม่เคยไว้วางใจผู้ใดโดยง่าย ยิ่งเป็นบุรุษที่ปรากฏตัวในยามวิกฤตเช่นนี้ ยิ่งน่าสงสัยว่าเป็นมิตรหรือศัตรู มู่หรงจ้านมิได้ใส่ใจสายตาเคลือบแคลงของนาง มุมปากหยักยกยิ้มบางเบาอย่างผู้กุมความลับแห่งฟ้าดิน "หากท่านยังรักชีวิตของทหารใต้บังคับบัญชา จงสั่งให้พวกเขาทั้งหมดก้าวเท้าซ้ายถอยหลังสามก้าว ประทับกระบี่ลงบนพื้นศิลา แล้วโคจรพลังปราณคุ้มกันจุดตันเถียน" "เจ้าบ้าไปแล้วหรือ! ในสถานการณ์เช่นนี้ให้ถอยหลังและละทิ้งกระบี่ เท่ากับรนหาที่ตาย!" นางตะคอกกลับด้วยความเดือดดาล ลมหายใจหอบกระชั้น "เชื่อใจข้าสักครา แม่ทัพหลี่" น้ำเสียงของเขานิ่งสนิท ทว่าทรงพลังอำนาจสะกดข่มจิตใจผู้คนอย่างประหลาด ชั่วเสี้ยววินาทีที่สบตากัน แววตาของมู่หรงจ้านไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงความล้ำลึกดั่งห้วงมหาสน และความเด็ดเดี่ยวที่สั่นคลอนหัวใจอันเย็นชาของนาง หลี่ชิงหานกัดฟันกรอด ตัดสินใจเดิมพันครั้งใหญ่ด้วยชีวิตของกองทหารทั้งหมด "กองกำลังค่ายพยัคฆ์ทมิฬฟังคำสั่ง! ถอยหลังสามก้าว ประทับกระบี่! โคจรปราณคุ้มกันเดี๋ยวนี้!" สิ้นเสียงคำสั่งเด็ดขาดของแม่ทัพหญิง เหล่าทหารกล้าที่ฝึกฝนมาอย่างดีปฏิบัติตามทันทีแม้จะเต็มไปด้วยความเคลือบแคลง *ฟิ้วววว— โฮกกกก!* ทันใดนั้น มู่หรงจ้านสะบัดพัดเหล็กในมือ อักขระโบราณนับพันตัวเปล่งแสงเจิดจ้าพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องนภาราวกับกลุ่มดาวที่ร่วงหล่น แผ่นดินเบื้องล่างสั่นสะเทือนรุนแรงยิ่งกว่าเก่า ค่ายกลโบราณที่หลับใหลมานับพันปีถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยโลหิตและหยาดเหงื่อ อาณาเขตพลังงานสีทองอร่ามแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง กลายเป็นม่านพลังโปร่งใสรูปดอกบัวสวรรค์ ครอบคลุมกองทัพค่ายพยัคฆ์ทมิฬเอาไว้ทั้งหมด ห่าฝนธนูพิษที่พุ่งลงมาปะทะเข้ากับม่านพลังดอกบัวสวรรค์ กลับสะท้อนกลับด้วยความเร็วและอานุภาพที่รุนแรงเป็นร้อยเท่า เสียงกรีดร้องโหยหวนของมือสังหารในเงามืดดังระเบิดขึ้นทั่วทุกสารทิศ ค่ายกลอสูรโลหิตที่ฝ่ายตรงข้ามเตรียมการมาแรมปี ถูกแผดเผาจนมลายหายไปในพริบตาด้วยอักษรโบราณเพียงไม่กี่ตัวของมู่หรงจ้าน ความเงียบงันเข้าปกคลุมหุบเขาอัสดงอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ไร้ซึ่งกลิ่นคาวโลหิตของฝ่ายตน มีเพียงซากปรักหักพังของศัตรูที่เกลื่อนกลาด หลี่ชิงหานยืนตะลึงงัน มองแผ่นหลังของบุรุษชุดหมึกที่ยืนสง่านิ่งอยู่เบื้องหน้า หัวใจของนางเต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน วิชานี้... เป็นเคล็ดวิชาโบราณที่สูญหายไปตั้งแต่ยุคบรรพกาล เหตุใดบุรุษผู้นี้จึงครอบครองมัน? เขาเป็นใครกันแน่? ความระแวงสงสัยพุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุด พร้อมๆ กับความรู้สึกบางอย่างที่เริ่มกัดเซาะกำแพงในใจนาง นางก้าวเข้าไปใกล้ ชักกระบี่ออกจากฝักเล็กน้อย ปลายคมกระบี่จ่อชิดแผ่นหลังของเขาอย่างระแวดระวัง น้ำเสียงเย็นเยียบเอ่ยลอดไรฟัน "มู่หรงจ้าน... เจ้าเป็นใครกันแน่? เหตุใดจึงล่วงรู้ค่ายกลโบราณที่สูญหายไปแล้ว และเหตุใด... จึงยื่นมือเข้าช่วยข้า?" มู่หรงจ้านค่อยๆ หันกลับมา รอยยิ้มลึกลับปรากฏขึ้นที่มุมปาก ใบหน้าหล่อเหลาคมคายอยู่ห่างจากนางเพียงแค่ลมหายใจกั้น เขาก้มลงกระซิบข้างใบหูของนางด้วยสุ้มเสียงแผ่วเบาที่ทำเอาแม่ทัพหญิงผู้เกรียงไกรถึงกับชะงักงัน "เพราะหนี้เลือดของตระกูลมู่หรง... ยังต้องชำระด้วยโลหิตของผู้ที่อยู่เบื้องหลังเจ้า... และเพราะข้าไม่อาจปล่อยให้สตรีที่ข้าปักใจ... ต้องดับสูญไปต่อหน้าต่อตา" ยังไม่ทันที่หลี่ชิงหานจะได้เอ่ยปากซักถามสิ่งใด แสงไฟจากคบเพลิงนับพันก็สว่างวาบขึ้นที่ยอดผาเบื้องบน เงาร่างนับร้อยปรากฏขึ้นพร้อมกับธงศึกของ "องค์ชายรองเฟิงอวี้" ที่โบกสะบัดท่ามกลางสายลมราตรี และเสียงปรบมือเยาะหยันก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ "ยอดเยี่ยม! ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจยิ่งนัก ยอดกุนซือผู้พลิกฟ้ากับแม่ทัพผู้ไร้พ่าย..." น้ำเสียงเยียบเย็นอันคุ้นเคยเอ่ยขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษในอาภรณ์หรูหราปักลายมังกรห้าเล็บ องค์ชายรองเฟิงอวี้ก้าวออกมาจากเงาจันทร์ รอยยิ้มบนใบหน้าของเขานั้นงดงามราวกับหยกสลัก ทว่าแววตากลับเหี้ยมเกรียมดั่งอสรพิษร้าย "ดูท่า... ข้าจะมาขัดจังหวะเวลาชมจันทร์ของพวกเจ้ากระนั้นหรือ?" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าพายุหิมะและคมกระบี่ไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ลิขิตฟ้าท้ากระบี่อัสนี ภายในสามคิมหันต์ฤดู นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%