โลหิต... หยดลงบนพื้นหิมะสีขาวโพลนราวกับดอกเหมยอัสดงที่ผลิบานท่ามกลางความหนาวเหน็บ
ณ ด่านบูรพา ประตูเหล็กกล้าสูงตระหง่านเสียดฟ้าอันเป็นปราการด่านสุดท้ายก่อนเข้าสู่ดินแดนจงหยวน บัดนี้ถูกย้อมด้วยกลิ่นอายคาวเลือดและไอปราณอันเยือกเย็นจนแทบแช่แข็งวิญญาณ ลมหนาวพัดกรรโชกหวนไหว้ราวกับเสียงโหยหวนของดวงวิญญาณนับพันที่ไร้การผุดการเกิด ทว่า สิ่งที่ตรึงสายตาทุกคู่ให้อยู่กับที่มิใช่ทัศนียภาพอันรกร้างว่างเปล่า หากแต่เป็นร่างโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทปักด้ายเงินลายเมฆาอัสนีที่ยืนหยัดอยู่อย่างโดดเดี่ยวเบื้องหน้ากองกำลังนับหมื่น
“มู่หรงจ้าน... เจ้ากล้าดียังไงถึงบัง-อาจเหยียบย่างเข้ามายังเขตแดนภายใต้บัญชาของค่ายพยัคฆ์ทมิฬแห่งนี้”
เสียงตวาดก้องกังวานดั่งอสุนิบาดฟาดผ่าทำลายความเงียบงัน หลี่ชิงหาน แม่ทัพหญิงแห่งค่ายพยัคฆ์ทมิฬก้าวออกมาจากแถวหน้า อาภรณ์เกราะสีเงินยวงสะท้อนแสงประกายกล้า นางงดงามดั่งเทพเซียนผู้ลงทัณฑ์ แต่ดวงเนตรคู่คมกลับวาวโรจน์ด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น กระบี่หิมะมรกตในมือสั่นระริก ปล่อยไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมารอบรัศมีสาม丈
มู่หรงจ้านมิได้สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย เขายังคงยืนไขว่ห้างหลบมุมอยู่บนคานประตูเมืองเก่าคร่ำคร่า ดวงตาสีดำสนิทลึกล้ำดั่งห้วงสมุทรไร้ก้นบึ้งทอดมองลงมาเบื้องล่าง มุมปากหยักยิ้มเย้ยหยันเล็กน้อยอย่างผู้เหนือกว่า
“ท่านแม่ทัพหลี่... ด่านบูรพาแห่งนี้ หาใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของตระกูลหลี่ หรือแม้กระทั่งราชสำนักเน่าเฟะขององค์ชายรองเฟิงอวี้ไม่ เหตุไฉนข้าผู้เป็นเพียงนักเดินทางผู้หนึ่ง จึงจะเหยียบย่างผ่านทางมาไม่ได้เล่า?”
น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ทว่าทุกคำกลับทรงพลังราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจผู้ฟัง
หลี่ชิงหานขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นรอยนูน นางขบขันในความเย่อหยิ่งของบุรุษเบื้องหน้า ทว่าลึกๆ ในใจกลับตื่นตระหนกอย่างยิ่งยวด ข่าวกรองระบุว่ามู่หรงจ้านหายสาบสูญไปในหุบเขาอัสนีทมิฬนานถึงสามปีเต็ม ไฉนวันนี้เขากลับหวนคืนมาพร้อมกับขอบเขตพลังที่แม้แต่นางยังไม่อาจหยั่งถึงได้เล่า? ปราณรอบตัวเขามิได้แผ่ออกมาเลยแม้แต่น้อย ทว่ากลับทำให้ทหารกล้าในค่ายพยัคฆ์ทมิฬนับหมื่นนายรู้สึกราวกับมีภูเขาน้ำแข็งขนาดมหึมามากดทับอยู่บนบ่า
“ปากกล้าเช่นนี้ หวังว่าฝีมือกระบี่ของเจ้าจะยอดเยี่ยมสมคำโม้!”
สิ้นเสียงคำราม หลี่ชิงหานสะบัดข้อมือวูบ กระบี่หิมะมรกตพุ่งทะยานออกไปดั่งสายฟ้าแลบ แสงกระบี่เจิดจ้าผ่าแหวกม่านหิมะออกเป็นสองเสี่ยง กลิ่นอายกระบี่คมกริบพุ่งตรงเข้าใส่จุดตายกลางอกของมู่หรงจ้านในชั่วพริบตา นี่คือ “วิชากระบี่พยัคฆ์ทะยานนภา” เคล็ดวิชาประจำตระกูลหลี่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความดุดันและรวดเร็วไร้ผู้ต่อกร
ทว่า มู่หรงจ้านเพียงแค่กะพริบตาครั้งหนึ่ง ร่างของเขาก็เลือนหายไปจากจุดเดิมอย่างไร้ร่องรอย!
*เคร้ง!*
ประกายไฟสีทองสาดกระเซ็นสว่างวาบท่ามกลางความมืดมิดของหิมะโปรยปราย มู่หรงจ้านปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศอย่างไร้ซุ่มเสียง นิ้วชี้และนิ้วกลางมือขวาของเขาคีบคมกระบี่อันทรงพลังของหลี่ชิงหานเอาไว้ได้อย่างมั่นคงด้วยมือเปล่า!
ดวงตาของหลี่ชิงหานเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด นางพยายามเร่งเร้าพลังปราณทั้งหมดในตานtianเพื่อสะบัดกระบี่ออก ทว่าคมกระบี่กลับราวกับถูกตรึงไว้ด้วยค่ายกลเหล็กไหล ขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่น้อย ปราณอัสนีที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ฝ่ามือของมู่หรงจ้านเริ่มแผ่ซ่านเข้ากัดกินพลังปราณของนางทีละน้อย
“วิชากระบี่ของเจ้า... รวดเร็วจริง แต่น่าเสียดายที่ไร้ซึ่ง ‘จิตวิญญาณ’ แห่งวิถีเซียน” มู่หรงจ้านก้มลงกระซิบข้างหูของนาง เสียงของเขาแผ่วเบาราวกับสายลมหนาว ทว่ากลับดังชัดเจนก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของคนทั้งกองทัพ “เจ้ากำลังปกป้องสิ่งใดกันแน่? หลี่ชิงหาน... ปราสาททรายที่เจ้ากำลังสร้างขึ้นด้วยหยาดเหงื่อและโลหิต มันกำลังจะพังทลายลงในอีกสามคิมหันต์ฤดูนี้อยู่แล้ว”
“เจ้า... เจ้าหมายความว่าอย่างไร!” หลี่ชิงหานเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามดึงกระบี่กลับพร้อมกับตวัดฝ่ามือซ้ายซัดฝ่ามือเพลิงโลกันตร์เข้าใส่ใบหน้าของเขา
มู่หรงจ้านเพียงแค่สะบัดแขนเสื้อเบาๆ แรงลมปราณมหาศาลก็ซัดร่างของแม่ทัพหญิงผู้ยิ่งใหญ่แห่งค่ายพยัคฆ์ทมิฬถอยหลังไถลไปบนพื้นหิมะถึงส้าวก้าวเต็มๆ จนสตรีสาวต้องปักกระบี่ลงกับพื้นเพื่อพยุงร่างไม่ให้ล้มลง ทว่าใบหน้าอันงดงามกลับซีดเผือดและมีโลหิตสีแดงฉานไหลซึมออกมาจากมุมปาก
“แม่ทัพ!” เหล่ารองแม่ทัพและทหารองครักษ์นับร้อยนายต่างชักอาวุธพุ่งเข้าล้อมรอบมู่หรงจ้านทันที จิตสังหารนับหมื่นสายพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจนเมฆฝนสีดำสนิทม้วนตัวคำรามลั่นราวกับฟ้าดินกำลังพิโรธ
มู่หรงจ้านมิได้สนใจเหล่าทหารรอบกาย เขาปัดเศษหิมะบนไหล่เสื้อออกอย่างใจเย็น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามวิกาลที่บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม รอยยิ้มลึกล้ำปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง
ณ เบื้องบนยอดเขาสูงสุดของด่านบูรพา ธงประจำกองกำลังขององค์ชายรองเฟิงอวี้เพิ่งถูกชักขึ้นสู่ยอดเสา ทว่าสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวมิใช่ธงผืนนั้น หากแต่เป็นเงาร่างนับร้อยในชุดคลุมสีทองอร่ามที่กำลังยืนซุ่มอยู่บนหน้าผาสูง พร้อมกับคันธนูอาคมที่เล็งตรงลงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่ และหัวลูกศรนั้น... อาบด้วยพิษโลหิตอัสนีเก้าชั้นฟ้าที่พร้อมจะสังหารล้างบางทั้งกองทัพในคราเดียว!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าพายุหิมะและคมกระบี่ไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
ลิขิตฟ้าท้ากระบี่อัสนี ภายในสามคิมหันต์ฤดู•ตอนที่ 1
หิมะโปรยปราย ณ ด่านบูรพา
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ลิขิตฟ้าท้ากระบี่อัสนี ภายในสามคิมหันต์ฤดู นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!