ปลายกระบอกปืนสีดำด้านที่สะท้อนกับแสงไฟนีออนสลัวในครัวไม่ได้ทำให้รวินท์มีอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นัยน์ตาคมกริบของนักสืบเอกชนหรี่ลงเล็กน้อย ประเมินระยะทาง น้ำหนัก และความเป็นไปได้ในการเคลื่อนไหวของชายฉกรรจ์สามคนที่ยืนขวางทางออกอยู่
ในขณะที่คริษฐ์ ซึ่งยืนอยู่ใกล้กับเคาน์เตอร์เตรียมอาหารมากที่สุด กลับสูดหายใจเข้าลึกอย่างลืมตัว ใบหน้าคมคายที่ปกติมักจะเชิดขึ้นด้วยความถือดีบัดนี้ตึงเครียดขึ้นมาถนัดตา เชฟหนุ่มไม่ได้กลัวตาย แต่เขากลัวว่าข้าวของราคาแพงและบรรยากาศอันสมบูรณ์แบบในเซฟเฮาส์ที่เขาบรรจงสร้างขึ้นจะถูกทำลายด้วยรอยกระสุนปืน
"ถ้าไม่อยากให้ห้องครัวราคาเจ็ดหลักนี่เปื้อนเลือดพวกคุณ ก็ช่วยถอยออกไปสามก้าวแล้ววางอาวุธซะ" รวินท์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังพอจะทำให้บรรยากาศรอบตัวลดอุณหภูมิลดลงฮวบฮาบ
"ปากดีนักนะไอ้หนู นายใหญ่ต้องการตัวพวกแกสองคน... เป็นๆ" หัวหน้ากลุ่มมือปืนแค่นยิ้มเหี้ยม นิ้วชี้เริ่มขยับเข้าใกล้โกร่งไก
แต่ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายไปมากกว่านั้น รวินท์ก็พุ่งตัวเข้าประชิดชายคนกลางอย่างรวดเร็วราวกับเสือชีตาร์ มือหนาคว้าข้อมือที่ถือปืนแล้วบิดกระชากด้วยมุมองศาที่บังคับให้กระบอกปืนหันขึ้นฟ้า เสียงลั่นไกดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับเศษปูนจากเพดานที่ร่วงกราวลงมา
"คริษฐ์! หลบไปทางขวา!" รวินท์ตะโกนสั่งเสียงเข้ม ขณะที่ศอกขวาซัดเข้าที่ปลายคางของมือปืนคนเดิมจนล้มคว่ำไปกองกับพื้น
คริษฐ์ไม่ได้ยืนรอให้ใครมาปกป้อง เชฟหนุ่มคว้ากระทะเหล็กหล่อด้ามยาวที่วางอยู่บนเตา ใช้ความเร็วที่มักจะใช้สับเนื้อสเต็กฟาดเข้าที่สีข้างของชายอีกคนที่พุ่งเข้ามาหาเขาเต็มแรง เสียงเหล็กกระทบซี่โครงดังทึบตามด้วยเสียงร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด
ใช้เวลาไม่ถึงสองนาที พื้นห้องครัวของเชฟชื่อดังก็กลายเป็นสังเวียนย่อมๆ ร่างของชายฉกรรจ์สามคนนอนโอ๊ดโอดอยู่บนพื้นกระเบื้อง บาดแผลไม่ได้รุนแรงถึงชีวิต แต่มันมากพอที่จะทำให้พวกเขาหมดสภาพในการต่อสู้
รวินท์สะบัดแขนเล็กน้อยเพื่อคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ เขากวาดสายตามองรอบห้องก่อนจะหันมาสบตากับเจ้าของบ้าน คริษฐ์ยืนหอบหายใจเบาๆ เม็ดเหงื่อผุดพรายอยู่ตามกรอบหน้าคมคาย เส้นผมสีเข้มที่มักจะเซ็ตไว้อย่างเนี้ยบยุ่งเหยิงเล็กน้อยจากการเคลื่อนไหวเมื่อครู่ แต่นั่นกลับทำให้เชฟหนุ่มดูมีเสน่ห์แบบดิบๆ อย่างที่รวินท์ไม่เคยเห็นมาก่อน
"คุณ... มือหนักเป็นบ้าเลยนะ" คริษฐ์พ่นลมหายใจออกทางจมูก พยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติ แม้ว่าหัวใจจะยังเต้นรัวเร็วอยู่ในอก "แล้วก็นั่น... กระทะเหล็กหล่อฝรั่งเศสใบโปรดของผม มันบุบไปแล้ว รู้ตัวไหม?"
รวินท์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เดินเข้าไปใกล้จนได้กลิ่นหอมจางๆ ของเครื่องเทศผสมกับกลิ่นกายเฉพาะตัวของอีกฝ่าย "ชีวิตคุณกับกระทะใบนั้น อันไหนมีค่ามากกว่ากันล่ะครับ คุณเชฟ"
"ถ้าเป็นเรื่องงานศิลปะในครัว สำหรับผมมันมีค่าเท่ากัน" คริษฐ์เชิดหน้าขึ้นเถียง แม้ระยะห่างระหว่างเขากับรวินท์ในตอนนี้จะใกล้เสียจนเขารับรู้ถึงไอออนอุ่นๆ จากร่างกายของอีกฝ่ายได้ "ว่าแต่... คนพวกนี้ตามรอยคุณมาสินะ รวินท์ บอกแล้วไงว่าอาชีพนักสืบของคุณมันนำพาแต่เรื่องน่าปวดหัวมาให้"
"ไม่ใช่เรื่องของผมคนเดียวหรอกครับ" รวินท์หรี่ตามองสำรวจคราบสกปรกบนเสื้อเชิ้ตของคริษฐ์ "เอกสารที่คุณเก็บไว้ในห้องทำงานต่างหากที่เป็นเป้าหมาย พวกมันไม่ได้มาเพื่อผม แต่มาเพื่อ 'เรา' ต่างหาก"
คำว่า 'เรา' ลอยเคว้งอยู่ในอากาศท่ามกลางความเงียบงัน คริษฐ์ชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาของนักสืบหนุ่ม พยายามค้นหาความหมายซ่อนเร้นบางอย่าง แต่มันกลับว่างเปล่าและลึกล้ำจนน่าใจหาย
ความตึงเครียดจากเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อครู่ค่อยๆ มลายหายไป ถูกแทนที่ด้วยบรรยากาศแปลกประหลาดที่ชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ รวินท์ขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด มือหนายื่นออกไปปัดเศษฝุ่นที่ติดอยู่บนปกเสื้อของคริษฐ์อย่างเบามือ สัมผัสแผ่วเบานั้นทำให้เชฟหนุ่มถึงกับสะดุ้งเล็กน้อยแต่ไม่ได้ถอยหนี
"คุณนี่นะ..." คริษฐ์พึมพำเสียงเบา หลบสายตาไปมองทางอื่นเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกวูบวาบในอก "ชอบทำตัวเป็นพระเอกลิเกอยู่เรื่อย"
"ผมเป็นนักสืบครับ ไม่ใช่พระเอก" รวินท์ตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มที่จงใจลดระดับเสียงลงจนชิดริมหีบปาก "แต่ถ้าจะต้องปกป้องเชฟปากร้ายแถวนี้ ผมคิดว่าผมทำได้ดีกว่าลวกเส้นพาสต้าเยอะ"
"นี่คุณกล้าดูถูกฝีมือการทำอาหารของผมเหรอ!" คริษฐ์หันขวับกลับมาเอาเรื่อง ดวงตาสวาวโรจน์ด้วยความท้าทาย แต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มบางๆ อย่างอดไม่ได้ "ไว้ถ้าคืนนี้เราผ่านเรื่องนี้ไปได้ ผมจะทำให้คุณรู้ซึ้งเลยว่า พาสต้าฝีมือผมมันเหนือกว่าฝีมือการต่อสู้ของคุณยังไง"
"ผมจะรอนะครับ" รวินท์ยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มหายากที่ทำเอาคนมองถึงกับลมหายใจสะดุด
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังหวานล้ำและเต็มไปด้วยเคมีอันร้อนแรง เสียงโทรศัพท์มือถือบนเคาน์เตอร์ก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ รวินท์ขมวดคิ้วเล็กน้อย เดินไปหยิบมันขึ้นมาหน้าจอแสดงเบอร์แปลกที่ไม่ปรากฏชื่อ
คริษฐ์เดินตามมาติดๆ มองหน้าจอด้วยความสงสัย "ใครโทรมาเวลานี้?"
รวินท์กดรับสายแล้วเปิด speaker phone ทันที เสียงทุ้มต่ำเย็นเยียบจากปลายสายดังลอดออกมาในห้องครัวที่เงียบสงบ
*"สนุกพอหรือยังครับ คุณนักสืบ... กับของเล่นชิ้นแรกที่ผมส่งไป"*
รวินท์หน้าเปลี่ยนสีทันทีเมื่อจำเสียงนั้นได้ มันคือเสียงของบุคคลที่เขาตามล่ามาแรมปี บุคคลที่ควรจะอยู่ห่างจากที่นี่เป็นพันไมล์
*"หวังว่าคุณจะชอบเซอร์ไพรส์นี้นะครับ... เพราะตอนนี้ คนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของคุณ กำลังนั่งดื่มกาแฟอยู่กับผมที่ระเบียงห้องพักของคุณเองแล้ว"*
สายตัดไปพร้อมกับเสียงสัญญาณเตือนภัยดังลั่น คริษฐ์เบิกตากว้างเมื่อนึกถึงบางสิ่งขึ้นมาได้ "รวินท์... แม่ผมอยู่ที่คอนโดของคุณ!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาสัมผัสความระทึกและเคมีอันร้อนแรงนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับ!
เซฟเฮาส์ลับกับเชฟสายเหวี่ยง•ตอนที่ 9
รสนิยมที่ต่างกัน
ผลงานโดย ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับกับเชฟสายเหวี่ยง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!