เสียงสัญญาณเตือนภัยความถี่ต่ำดังทุ้มอยู่ในโสตประสาท ราวกับเสียงเต้นของหัวใจจักรกลที่กำลังคลุ้มคลั่ง กลิ่นควันจาง ๆ ที่ลอยอวลมาจากช่องระบายอากาศเมื่อครู่ ถูกแทนที่ด้วยความเย็นยะเยือกของระบบปรับอากาศอัตโนมัติที่ถูกเปลี่ยนโหมดเป็น 'สถานการณ์ฉุกเฉิน' ทันทีที่รหัสผ่านระดับสูงสุดถูกป้อนเข้าสู่ระบบ
"ถอยไป"
รวินท์เอ่ยเสียงต่ำ มือข้างหนึ่งคว้าแขนของคริษฐ์ที่กำลังจะก้าวเข้าไปใกล้แผงควบคุมระบบรักษาความปลอดภัยดึงเข้ามาด้านหลัง สัญชาตญาณนักสืบเอกชนทำงานเร็วกว่าความคิด ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบครัวที่เคยเป็นสนามประลองคารมอันร้อนระอุ บัดนี้มันกลายเป็นพื้นที่ปิดตายที่อันตรายที่สุด
คริษฐ์สะบัดแขนออกเล็กน้อย แม้ใบหน้าหล่อเหลาจะซีดเผือดลงไปถนัดตาจากข่าวร้ายเมื่อครู่ แต่ศักดิ์ศรีของเชฟเจ้าของร้านไม่มีวันยอมให้ใครมาสั่งง่าย ๆ "อย่ามาออกคำสั่งในครัวของผมนะ รวินท์! อีกอย่าง... คุณบอกว่ารหัสผ่านนั่นมีแค่พวกเราสามคนไม่ใช่เหรอ งั้นแปลว่าเกลือมันเป็นหนอนจากฝั่งไหนสักฝั่ง... หรือไม่ก็ไอ้ภาคินนั่นแหละที่เล่นตลกอะไรบ้า ๆ!"
"ผมไม่เล่นตลกกับความตายหรอกนะคุณคริษฐ์" เสียงทุ้มต่ำของภาคินแทรกผ่านลำโพงบลูทูธมุมห้อง น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความจริงจังจนน่าขนลุก "เช็คกล้องวงจรปิดรอบนอกสิครับ รวินท์... ทางหนีทีไล่ถูกปิดตายทุกเส้นทางแล้ว แขกไม่เชิญคนนั้นไม่ได้มาเพื่อเจรจาแน่"
รวินท์ไม่เสียเวลาเถียง เขาก้าวฉับ ๆ ไปที่หน้าจอแท็บเล็ตหลัก นิ้วเรียวกดรัวปลดล็อกระบบดูภาพจากกล้องวงจรปิดภายนอกเซฟเฮาส์ ภาพบนจอแสดงให้เห็นร่างสูงโปรดในชุดสูทสีเข้มยืนอยู่หน้าประตูกระจกนิรภัยด้านหลัง ท่าทางสบาย ๆ และรอยยิ้มเยือกเย็นที่ส่งตรงมายังเลนส์กล้อง ราวกับรู้ดีว่าพวกเขากำลังมองอยู่
"ชิบ..." รวินท์สบถเบา ๆ ในลำคอ "ไอ้สารวัตรธนา... มันมาได้ยังไง"
คริษฐ์ชะביกคอเข้ามามองจอภาพ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ "สารวัตรธนาจากกองปราบ? เขาเป็นเพื่อนร่วมงานเก่าคุณไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงต้องใช้รหัสผ่านฉุกเฉินบุกเข้ามาแบบนี้... หรือว่าเซฟเฮาส์นี่ถูกจับตาดูตั้งแต่แรกแล้ว!"
"ถ้าถูกจับตาดูจริง เราคงโดนรวบตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้ามาแล้วครับ" รวินท์หันกลับมาสบตากับเชฟหนุ่ม แววตาของนักสืบหนุ่มฉายแววครุ่นคิดอย่างหนัก สมองประมวลผลสถานการณ์ด้วยความรวดเร็ว "แต่นี่มันหมายความว่า... มีคนในองค์กรขายข้อมูล หรือไม่ก็รหัสผ่านถูกขโมยไปตอนที่เรากำลัง..."
รวินท์เว้นจังหวะไปชั่วขณะ ภาพเหตุการณ์เมื่อไม่กี่นาทีก่อนผุดขึ้นมาในหัว ตอนที่พวกเขากำลังปะทะคารมกันอย่างดุเดือดจนเกือบจะข้ามเส้นความสัมพันธ์ทางธุรกิจ... ใครบางคนฉวยโอกาสนั้นเจาะระบบ
"มัวแต่ยืนอึ้งอะไรอยู่ล่ะครับคุณนักสืบผู้เยือกเย็น!" คริษฐ์เอ่ยเสียงเฉียบขาด แม้ริมฝีปากจะยังสั่นเล็กน้อยด้วยความตื่นตระหนก แต่ร่างโปรดก็เริ่มขยับตัวอย่างคล่องแคล่ว มือเรียวคว้ามีดเชฟด้ามยาวสเตนเลสสตีลชั้นดีขึ้นมาถือไว้กระชับ "ในเมื่อประตูหลังกำลังจะพังระบบล็อกนิรภัย... เรามีเวลาอีกไม่ถึงสองนาทีีก่อนที่มันจะเปิดออก"
รวินท์มองท่าทางของคนตรงหน้าแล้วเผลอยิ้มออกมาบาง ๆ ท่ามกลางสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขัด "คุณถือมีดทำครัวไปจะสู้กับตำรวจยศสารวัตรพกปืนเหรอครับคุณคริษฐ์"
"อย่างน้อยมันก็ดีกว่ายืนรอให้เขามาใส่กุญแจมือผมคาเคาน์เตอร์ทำขนมก็แล้วกัน!" คริษฐ์ตวัดสายตาคมกริบกลับมามองด้วยความไม่พอใจ "ถ้ารักษาความปลอดภัยห่วยแตกนัก ทำไมไม่หาทางหนีล่ะครับ หรือว่าสมองอันปราดเปรื่องของนักสืบดังจะคิดอะไรไม่ออกนอกจากยืนแซะผม"
"ใครว่าผมคิดไม่ออก"
รวินท์ก้าวเข้าไปประชิดตัวเชฟหนุ่มด้วยความเร็วที่ทำให้อีกฝ่ายผงถอยหลังจนแผ่นหลังชนเข้ากับเคาน์เตอร์ครัว ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนแทบไม่มีอากาศหายใจ กลิ่นหอมจาง ๆ ของวนิลลาและเครื่องเทศผสมผสานกับกลิ่นอายความตึงเครียดรอบตัว สร้างเคมีที่ร้อนรุ่มแปลกประหลาดขึ้นมาอีกครั้งแม้ในยามวิกฤต
"คุณ... จะทำอะไร" คริษฐ์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เมื่อมือใหญ่ของรวินท์เอื้อมมาวางทับลงบนข้อมือที่ถือมีดเอาไว้ กดมันลงเบา ๆ บนพื้นผิวเคาน์เตอร์
"ส่งมีดมา... แล้วฟังผมให้ดี" รวินท์กระซิบชิดริมหู เสียงทุ้มต่ำจริงจังจนคนฟังใจกระตุก "ทางหนีหลักถูกปิด แต่ยังมีท่อส่งอากาศสำรองขนาดใหญ่หลังห้องครัว... มันพอดีตัวคุณ แต่... อาจจะคับไปนิดสำหรับผม"
"แล้วคุณล่ะ?" คริษฐ์ช้อนตาขึ้นมอง สัมผัสอุ่นจากมือของอีกฝ่ายส่งผ่านผิวเนื้อจนใจสั่นอย่างไม่รู้ตัว "คุณคิดจะสละเรือแล้วรับหน้าคนเดียวเหรอ อย่ามาทำเป็นพระเอกลิเกหน่อยเลยรวินท์"
"ผมไม่ใช่พระเอกลิเก... แต่ผมไม่ชอบเป็นหนี้บุญคุณใคร โดยเฉพาะกับเชฟปากจัดที่ทำอาหารอร่อยเกินกว่าจะมาติดคุกเพราะคดีบ้า ๆ นี่" รวินท์ยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่งและเต็มไปด้วยเสน่ห์เหลือร้าย "หนีไปทางท่อซะ ภาคินรอรับอยู่ด้านนอกแล้ว... ส่วนผม จะออกไปต้อนรับเพื่อนเก่าเอง"
"ไม่-"
ปัง!
เสียงทุบประตูกระจกด้านหลังดังสนั่นหวั่นไหว ตามมาด้วยเสียงสัญญาณเตือนภัยที่เปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน รหัสผ่านระดับสูงสุดถูกถอดรหัสสำเร็จแล้ว! เงาร่างสูงใหญ่ของสารวัตรธนาปรากฏขึ้นลาง ๆ ผ่านกระจกฝ้า พร้อมกับกระบอกปืนในมือที่ถูกยกขึ้นเตรียมพร้อม
เวลาถูกบีบให้เหลือเพียงเสี้ยววินาที
คริษฐ์มองหน้ารวินท์ด้วยแววตาที่ไหววระริก ความเย่อหยิ่งทระนงตนถูกแทนที่ด้วยความห่วงใยที่ซ่อนเร้นไม่มิด มือเรียวที่เคยถือมีดเปลี่ยนมาคว้าปกเสื้อสูทของนักสืบหนุ่มไว้แน่น ดึงเข้ามาหาตัวด้วยแรงทั้งหมดที่มี
"ถ้าคุณตายคาครัวของผม... ผมจะตามไปสาปแช่งคุณทุกชาติไป รวินท์!"
พูดจบ คริษฐ์ก็ไม่รอให้อีกฝ่ายได้ตอบโต้ ร่างโปรดปีนขึ้นไปบนเคาน์เตอร์อย่างคล่องแคล่วแล้วหายลับเข้าไปในช่องระบายอากาศด้านบนด้วยความช่วยเหลือจากระบบรอกที่ภาคินควบคุมจากระยะไกล
รวินท์ยืนมองช่องว่างที่ว่างเปล่าครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อเรียกสติ ความเย็นชาและสุขุมเยือกเย็นกลับมาประทับบนใบหน้าหล่อเหลาอีกครั้ง ดวงตาสนุกสนานเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นคมกริบดั่งใบมีดโกน
ประตูนิรภัยด้านหลังเลื่อนเปิดออกพร้อมกับเสียงปรบมือช้า ๆ และเสียงทุ้มกังวานที่คุ้นเคยดังลอดเข้ามาในความเงียบ
"เก่งมาก... ที่พาหนูทดลองหนีไปได้ทัน รวินท์"
สารวัตรธนาก้าวเข้ามาในห้องครัว ปืนในมือลดระดับลงเล็กน้อย รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนใบหน้าคมสันของนายตำรวจหนุ่ม "แต่แกคิดจริง ๆ เหรอ... ว่าไอ้หนูตระกูลใหญ่คนนั้น จะเป็นแค่เชฟธรรมดาอย่างที่แกเข้าใจ?"
รวินท์ชะงักไปเล็กน้อย หัวใจกระตุกวูบเมื่อได้ยินประโยคที่ทิ้งปมปริศนาชิ้นใหญ่ไว้กลางอก
---------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาสัมผัสความระทึกและเคมีร้อนแรงในตอนนี้ด้วยนะครับ!
เซฟเฮาส์ลับกับเชฟสายเหวี่ยง•ตอนที่ 4
รอยร้าวในจานอาหาร
ผลงานโดย ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับกับเชฟสายเหวี่ยง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!