"ความเงียบในหอคอยชั้นนี้... มันไม่ได้เกิดจากความว่างเปล่า แต่มันเกิดจาก 'แรงกดดัน' ที่กดทับวิญญาณของผู้บุกรุกต่างหาก"
เซเลสเทียเอ่ยขึ้น ท่ามกลางความมืดสลัวที่ถูกฉีกกระชากด้วยแสงสลัวจากคทาเวทมนตร์ในมือของคาร์ลอส เธอไม่ได้หันไปมองคู่คิดที่กำลังคุกเข่าอยู่หน้าแท่นศิลาโบราณ สายตาของเธอจับจ้องไปที่รอยร้าวบนผนังหินที่สลักอักขระเวทโบราณ มันไม่ใช่รอยร้าวธรรมดา แต่มันคือการ 'ถูกกัดกร่อน' จากพลังงานที่เก่าแก่เกินกว่าตำราในห้องสมุดจะจดบันทึกไว้
"เธอคิดว่ามันกำลังสื่อสารกับเราหรือเปล่า เซเลสเทีย?" คาร์ลอสถาม เสียงของเขาแหบพร่า มือที่สัมผัสแท่นศิลานั้นสั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะแรงสะท้อนของเวทมนตร์มหาศาลที่ไหลวนอยู่ใต้ฝ่ามือ "รอยแยกพวกนี้... มันดูเหมือนภาษาที่เขียนด้วยความเจ็บปวด"
เซเลสเทียก้าวเข้าไปใกล้ แววตาของเธอเปลี่ยนเป็นสีฟ้าประกายเงิน พลังสี่ธาตุในกายกำลังหมุนวนอย่างเชื่องช้าเพื่อปรับจูนเข้ากับสนามพลังรอบข้าง "มันไม่ใช่ภาษาหรอกคาร์ลอส แต่มันคือ 'รหัสพันธุกรรมของโลก' ต่างหาก" เธอใช้นิ้วเรียวสัมผัสที่รอยแยกนั้นเบาๆ ทันใดนั้น ภาพนิมิตสีขาวโพลนก็พุ่งเข้าใส่ดวงตาของเธอ—ภาพของหอคอยแห่งนี้ในวันที่ยังรุ่งโรจน์ ภาพของศิลาเวทที่เปล่งแสงสีทองเรืองรองก่อนจะถูกสาปแช่งโดยน้ำมือของผู้ที่ควรจะปกป้องมัน
'อาจารย์ใหญ่มาคัส'
ชื่อนั้นผุดขึ้นมาในห้วงความคิดพร้อมความรู้สึกเย็นวาบที่สันหลัง เซเลสเทียถอนมือออกอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายของกลิ่นกำยานและคราบเลือดจางๆ ลอยมาแตะจมูก เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่สถานที่สำหรับนักเรียน แต่เป็น 'หลุมฝังศพ' ของความจริงที่ถูกปิดตาย
"ศิลานี้ไม่ได้ถูกเก็บรักษาไว้เพื่อให้โรงเรียนคงอยู่" เซเลสเทียเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นจนคาร์ลอสต้องเงยหน้าขึ้นมอง "แต่มันถูกกักขังเพื่อเป็นแบตเตอรี่คอยสูบเอาพลังชีวิตของจอมเวทที่อ่อนแอที่สุดในโรงเรียนไปหล่อเลี้ยงอำนาจของใครบางคน"
"เธอหมายความว่ายังไง?" คาร์ลอสลุกขึ้นยืน ดวงตาเบิกกว้าง "จอมเวทที่หายสาบสูญไปก่อนหน้านี้... พวกเขาไม่ได้ลาออกไปตามที่ข่าวลือบอกงั้นหรือ?"
"ลองดูที่ฐานของแท่นศิลานี่สิ" เซเลสเทียชี้นิ้วไปยังรอยสลักรูปเกลียวคลื่นที่ดูเหมือนการไหลเวียนของมานา "มันเชื่อมต่อกับเส้นชีพจรเวทมนตร์ของโรงเรียนโดยตรง ถ้าใครสักคนจะควบคุมหอคอยนี้ได้ทั้งหมด พวกเขาต้องใช้ 'กุญแจ' ที่มีความสมดุลของสี่ธาตุ ซึ่งในยุคนี้... นอกจากฉันแล้ว ก็ไม่มีใครทำได้"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง กึกก้องไปด้วยเสียงหัวใจที่เต้นรัวของคนทั้งสอง ในวินาทีนั้นเอง กลิ่นอายกดดันที่คุ้นเคยก็แผ่ซ่านมาจากทางเดินด้านหลัง แสงคบเพลิงสีม่วงวาบขึ้นล้อไปกับเงาที่ทอดยาวบนพื้นหิน
"ช่างเป็นเด็กที่ฉลาดและช่างสังเกตเสียจริง เซเลสเทีย"
เสียงแหบต่ำที่แฝงไปด้วยความเมตตาจอมปลอมดังขึ้น ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทของอาจารย์ใหญ่มาค้าก้าวออกมาจากความมืด สายตาของเขาไม่ได้มองไปยังศิลาเวท แต่มองตรงมาที่เซเลสเทียด้วยความพึงพอใจอย่างน่าขนลุก
"การที่เธอค้นพบความลับนี้ได้เร็วกว่ากำหนด หมายความว่าพันธุกรรมในตัวเธอเริ่มตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้วสินะ" มาคัสยกมือขึ้นช้าๆ อากาศรอบตัวเซเลสเทียและคาร์ลอสหนักอึ้งราวกับถูกบีบด้วยแรงมหาศาล "น่าเสียดายที่ความรู้อันล้ำค่านั้น มักจะนำมาซึ่งจุดจบที่รวดเร็วเสมอ"
เซเลสเทียไม่ได้ถอยหนี เธอหยัดกายยืนตรง ประสานพลังธาตุทั้งสี่ไว้ในฝ่ามือ แม้ใจจะสั่นไหวแต่แววตาของเธอกลับมุ่งมั่นและเยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็ง "ท่านไม่ได้ต้องการศิลาเวทเพื่อปกป้องโรงเรียน ท่านต้องการมันเพื่อทำลาย 'สมดุล' ของโลกเวทมนตร์เสียเองใช่ไหมคะ?"
มาคัสหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว ประตูหินหนักอึ้งที่เพิ่งเปิดเข้ามากลับปิดสนิทลงพร้อมกับกลไกเวทมนตร์ที่ล็อกตาย ทุกอย่างมืดมิดลงชั่วพริบตา ก่อนจะมีเสียงกระซิบที่คุ้นเคยแว่วมาจากด้านหลังของเธอ—ไม่ใช่เสียงของมาคัส แต่เป็นเสียงของใครบางคนที่ควรจะตายไปตั้งแต่สิบปีก่อน
"เซเลสเทีย... อย่าไว้ใจคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเจ้า"
หัวใจของเธอแทบหยุดเต้น เมื่อแสงจากศิลาเวทที่หม่นแสงลงกลับสว่างวาบขึ้นเป็นสีเลือด และเงาที่ทอดยาวออกมาจากแท่นหินนั้นกลับกลายเป็นร่างของหญิงสาวในชุดคลุมสีขาวที่หน้าตาเหมือนเธอราวกับถอดแบบกันมาทุกประการ!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับความลับอันดำมืดนี้ไปพร้อมกับแอสทริดธาตุมนต์นะคะ
บันทึกเงาในหอคอยต้องห้าม: ปริศนาสี่ธาตุแห่งแอสทริด•ตอนที่ 34
ตำนานยุคโบราณ
ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกเงาในหอคอยต้องห้าม: ปริศนาสี่ธาตุแห่งแอสทริด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!