“หยุดนะเซเลสเทีย! ร่างกายเธอรับไม่ไหวแล้ว!”
เสียงตะโกนของคาร์ลอสแหบพร่าสั่นเครือ มันดังก้องอยู่ในโสตประสาทของฉัน ทว่าในจังหวะนั้น สัญชาตญาณของการเอาชีวิตรอดกลับกรีดร้องดังกว่า อักขระเวทสี่ธาตุหมุนวนรอบตัวฉันประหนึ่งพายุคลั่ง สีน้ำเงินของวารี สีแดงของอัคคี สีเขียวของพฤกษา และสีเหลืองทองของปฐพี ต่างแย่งชิงกันแผ่ซ่านผ่านเส้นเลือดจนฉันรู้สึกราวกับร่างจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
ความร้อนระอุจากเปลวเพลิงที่ปลายนิ้วปะทะเข้ากับความเย็นเยียบของกระแสน้ำที่ประคองอยู่อีกฝั่ง ฉันกำลังฝืนกฎแห่งธรรมชาติเพื่อต้านทานม่านพลังสีดำสนิทที่ขยายตัวออกมาจากกำแพงศิลาของหอคอยอาถรรพ์ เงาสีดำนั้นขยับเขยื้อนราวกับมีชีวิต มันกัดกินทุกสรรพสิ่ง มันคือความว่างเปล่าที่พยายามกลืนกินจิตวิญญาณของฉัน
“ฉัน... ยังหยุดไม่ได้” ฉันพึมพำผ่านริมฝีปากที่แห้งผาก รสคาวเลือดจางๆ ปะทะที่ปลายลิ้น
ความอดทนของร่างกายมาถึงขีดจำกัดแล้ว แรงกดดันมหาศาลถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน เส้นสายของพลังเวทที่เคยควบคุมได้อย่างเฉียบคมเริ่มบิดเบี้ยว ดวงตาของฉันพร่าเลือน เห็นเพียงเงาร่างของคาร์ลอสที่พยายามจะก้าวเข้ามาขวาง แต่เขาก็ถูกคลื่นพลังงานผลักจนกระเด็นไปกระแทกกับผนังหินเสียงดังสนั่น
“เซเลสเทีย! ยัยบ้า! ถ้าเธอฝืนต่อ ร่างกายเธอจะกลายเป็นเศษเสี้ยวเวทมนตร์นะ!” คาร์ลอสคำราม มือของเขาคว้าด้ามไม้เท้าเวทมนตร์ไว้แน่น พยายามจะร่ายมนตร์เกราะป้องกันให้ฉัน แต่เปลวไฟสีแดงฉานที่ฉันปลดปล่อยออกมากลับผลักดันทุกคนที่เข้าใกล้ให้ไกลออกไป
ฉันกัดฟันแน่นจนกรามแทบแตก ภาพของพ่อแม่ที่จากไปในเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อนย้อนกลับมาฉายชัดในความทรงจำ ความเจ็บปวดที่ฝังลึกในใจไม่ได้ต่างอะไรกับพลังธาตุที่กำลังเผาไหม้ร่างกายฉันอยู่ตอนนี้ หากฉันยอมแพ้ในวินาทีนี้ ทุกสิ่งที่พยายามไขว่คว้ามาตลอดทั้งชีวิตก็จะมลายหายไปพร้อมกับความมืดมิดที่กำลังกลืนกินโรงเรียนแห่งนี้
*อีกนิดเดียว...* ฉันบอกตัวเอง
อักขระตัวสุดท้ายถูกวาดขึ้นกลางอากาศด้วยปลายนิ้วที่สั่นเทา ทันใดนั้น ความเงียบงันประหลาดก็เข้าครอบงำหอคอย พลังทั้งสี่ธาตุพุ่งเข้าประสานกันตรงใจกลางของม่านพลังสีดำ มันไม่ใช่การระเบิด แต่มันคือการ "หลอมรวม"
วูบ—!
แรงอัดมหาศาลกวาดเอาทุกอย่างรอบตัวกระจัดกระจาย ฉันรู้สึกเหมือนมีใครบางคนมาดึงวิญญาณออกจากร่าง ความเหนื่อยล้าที่สะสมมานานนับปีถาโถมเข้ามาในคราวเดียวราวกับเขื่อนแตก หัวเข่าของฉันทรุดลงกระแทกกับพื้นหินเย็นเยียบ สติที่เคยประคองไว้จนถึงขีดสุดเริ่มดับวูบลงทีละน้อย
ภาพสุดท้ายที่ฉันเห็นคือคาร์ลอสที่ตะเกียกตะกายเข้ามาหา มือของเขาคว้าไหล่ฉันไว้แน่น แต่ทว่า... เหนือศีรษะของเขาขึ้นไป บนความมืดมิดที่ฉันเพิ่งจะทำลายลง กลับปรากฏใบหน้าของใครบางคน
ชายวัยกลางคนที่มีดวงตาดุจเหยี่ยว—อาจารย์ใหญ่มาคัส
เขายืนอยู่ตรงนั้น... มุมปากของเขายกยิ้มที่ทำให้หัวใจฉันหยุดเต้น มันไม่ใช่ยิ้มของคนดีใจที่ความมืดถูกกำจัด แต่เป็นรอยยิ้มของผู้ที่เฝ้ามองหมากบนกระดานเดินไปถึงจุดที่เขาต้องการแล้ว เสียงฝีเท้าของเขาที่ก้าวเข้ามาหาเราสองคนแผ่รังสีของอำนาจที่ฉันไม่เคยสัมผัสได้มาก่อน
"ทำได้ดีมาก เซเลสเทีย" เสียงของเขาเรียบเฉย แฝงด้วยความเย็นเยือกที่ทำให้น้ำแข็งในใจฉันสั่นสะท้าน "พลังที่ตื่นขึ้น... พร้อมกับจุดจบที่มาถึงเร็วกว่าที่คิด"
เขายื่นมือออกมา มือที่ดูสุภาพอ่อนโยนมือเดียวกับที่มอบทุนการศึกษาให้ฉันในวันแรก แต่ในวินาทีที่ปลายนิ้วของเขาแตะลงบนไหล่ของฉัน ความรู้สึกเย็นวาบที่ไม่ได้มาจากธาตุน้ำ กลับแล่นปราดไปทั่วร่าง พร้อมกับที่เขากระซิบข้างหูฉันด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ความหวังสุดท้ายมอดดับลง
"เธอน่ะ... ไม่ได้เป็นคนหยุดมันหรอกนะ แต่เธอคือ 'กุญแจ' ที่เปิดประตูบานถัดไปต่างหาก"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านขีดจำกัดของพลังไปกับเซเลสเทียนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
บันทึกเงาในหอคอยต้องห้าม: ปริศนาสี่ธาตุแห่งแอสทริด•ตอนที่ 32
ขีดจำกัดของพลัง
ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกเงาในหอคอยต้องห้าม: ปริศนาสี่ธาตุแห่งแอสทริด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!