"อย่าขยับตัวเด็ดขาด... ถ้าเจ้าไม่อยากให้รากไม้พวกนั้นแทงทะลุหัวใจก่อนที่จะได้สูดลมหายใจเฮือกสุดท้าย"
เสียงกระซิบแหบพร่าจากคาร์ลอสทำให้เซเลสเทียหยุดชะงัก ร่างของเด็กสาวแข็งค้างอยู่ท่ามกลางดงแมกไม้ที่ดูเหมือนจะมีชีวิต พวกมันไม่ใช่แค่ต้นไม้ธรรมดา แต่เป็น 'รากแห่งพงไพรต้องสาป' ที่บิดเบี้ยวราวกับร่างกายของมนุษย์ที่กำลังทรมาน กลิ่นอายของเวทมนตร์ธาตุดินที่ปนเปื้อนด้วยไอสังหารคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ จนแม้แต่การหายใจเข้าลึกๆ ยังรู้สึกแสบร้อนในโพรงจมูก
"นายแน่ใจนะว่านี่คือเส้นทางที่อาจารย์มาคัสระบุไว้ในแผนที่?" เซเลสเทียกระซิบถามตอบ ดวงตาสีไพลินกวาดมองไปรอบด้านอย่างระแวดระวัง มือขวาของเธอซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อ พร้อมที่จะรวบรวมไอเวททั้งสี่ธาตุไว้ที่ปลายนิ้วทุกเมื่อ
คาร์ลอสชะงักไปครู่หนึ่ง เขาขยับแว่นสายตาที่เบี้ยวผิดรูปจากการปะทะกับเถาวัลย์เมื่อครู่ "แผนที่น่ะถูกต้อง แต่มันเป็นการล่อลวง... เซเลสเทีย มองดูรอยสลักที่โคนต้นไม้ใหญ่เบื้องหน้านั่นสิ"
เซเลสเทียหรี่ตาลงมองตามทิศทางที่เพื่อนชายชี้ แสงสลัวจากท้องฟ้าที่ถูกปกคลุมด้วยยอดไม้หนาทึบทำให้เห็นรอยอักขระเวทโบราณจางๆ มันไม่ใช่สัญลักษณ์ของเขตทดสอบภาคสนาม แต่เป็น 'ผนึกพันธนาการ' ที่ใช้สำหรับกักขังอสูรเวทระดับสูง
"เราไม่ได้ถูกส่งมาเพื่อทดสอบการเอาตัวรอด" เด็กสาวพึมพำ ความเย็นเยียบแล่นพล่านไปถึงกระดูกสันหลัง "เราถูกส่งมาเป็นเครื่องสังเวยเพื่อกระตุ้นอะไรบางอย่างในป่าแห่งนี้ต่างหาก"
ยังไม่ทันที่คาร์ลอสจะโต้ตอบ พื้นดินใต้เท้าของพวกเขาก็สั่นสะเทือนรุนแรงจนทั้งคู่เสียหลัก เสียงคำรามทุ้มต่ำที่ฟังดูเหมือนเสียงหินบดเสียดสีกันดังกึกก้องมาจากใต้ผืนดิน รากไม้ที่เคยสงบนิ่งกลับพุ่งขึ้นจากพื้นดินราวกับอสรพิษ คาร์ลอสควักกลไกนาฬิกาเวทมนตร์ออกมาหมุนปรับองศาอย่างรวดเร็ว กรงล้อมเวทมนตร์สีเงินสว่างวาบขึ้นปกป้องพวกเขาจากคมหนามที่พุ่งเข้าใส่
"เซเลสเทีย! ใช้ธาตุไฟและลมพร้อมกันที่จุดศูนย์กลางของผนึกนั่นเดี๋ยวนี้! ถ้าเราไม่ทำลายรอยสลักนี้ก่อนที่มันจะตื่นเต็มที่ เราได้กลายเป็นปุ๋ยให้ต้นไม้พวกนี้แน่!" คาร์ลอสตะโกนแข่งกับเสียงคำรามของผืนป่า
เซเลสเทียสูดลมหายใจเข้าลึก เธอหลับตาลงชั่วครู่ ตัดความหวาดกลัวทั้งหมดทิ้งไป เหลือเพียงความเย็นชาที่เธอใช้เป็นเกราะป้องกันใจ พลังธาตุสี่สายในกายหมุนวนอย่างสมดุล เธอไม่ได้เลือกใช้ไฟเพียงอย่างเดียว แต่เธอรีดเร้นเอาธาตุลมมาห่อหุ้มเปลวไฟสีฟ้าครามให้กลายเป็นคมมีดที่เฉียบคมและทรงพลังที่สุด
*วูบ!*
ลำแสงเพลิงสีฟ้าพุ่งออกจากปลายนิ้วของเธอราวกับลูกศรที่แฝงไปด้วยเจตจำนงสังหาร มันแหวกอากาศและรากไม้ที่พยายามขัดขวางจนแหลกสลาย ก่อนจะปะทะเข้ากับรอยสลักที่โคนต้นไม้ใหญ่อย่างจัง
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว แรงปะทะทำให้ร่างของเซเลสเทียกระเด็นไปด้านหลังจนแผ่นหลังกระแทกกับโขดหิน คาร์ลอสรีบพุ่งเข้าไปประคองเพื่อนสาวไว้ แต่สิ่งที่เขาเห็นเมื่อฝุ่นควันจางลงกลับทำให้ทั้งคู่ต้องหยุดหายใจ
รอยสลักแตกออก... ไม่ใช่เพื่อทำลายผนึก แต่เพื่อ 'เปิด' ทาง
ความมืดมิดที่หนาแน่นยิ่งกว่าเงามืดใดๆ ค่อยๆ ไหลทะลักออกมาจากรอยแยกนั้น มันรวมตัวกันเป็นรูปร่างของชายร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าของเขาถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากครึ่งซีกที่สลักลวดลายเดียวกับสัญลักษณ์ในหอคอยต้องห้าม
ชายปริศนาคนนั้นค่อยๆ ก้าวเท้าออกมาจากรอยแยก สายตาที่จ้องมองมายังเซเลสเทียนั้นเต็มไปด้วยความสมเพชและอำนาจที่กดทับจนแม้แต่จะขยับตัวยังทำได้ยาก
"ยินดีด้วย เซเลสเทีย..." เสียงของชายคนนั้นแหบพร่าและเย็นชาจนน่าประหลาด "เธอทำสำเร็จ... ในการเปิดประตูกลับสู่ความตายที่เธอควรจะได้เห็นตั้งแต่วันที่ครอบครัวของเธอถูกลบหายไปจากบันทึกของสภาเวทมนตร์"
เซเลสเทียเบิกตากว้าง มือที่สั่นเทาของเธอร่วงตกลงข้างลำตัว "ท่าน... ท่านเป็นใคร"
ชายคนนั้นหยุดยืนตรงหน้าเธอพอดี ก่อนจะยื่นมือที่มีนิ้วเรียวยาวออกมาแตะที่ปลายคางของเด็กสาว แสงสีแดงวาบขึ้นที่ดวงตาของเขา ก่อนที่เขาจะกระซิบคำสั่งที่ทำให้โลกทั้งใบของเซเลสเทียพังทลายลงในพริบตา
"ถามหาชื่อข้าทำไม ในเมื่อชื่อของข้า... ก็คือชื่อที่อยู่บนฎีกาพิพากษาคดีของพ่อเธออย่างไรล่ะ"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและไขปริศนาไปกับเซเลสเทียนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
แอสทริดธาตุมนต์
บันทึกเงาในหอคอยต้องห้าม: ปริศนาสี่ธาตุแห่งแอสทริด•ตอนที่ 13
ป่าต้องสาป
ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกเงาในหอคอยต้องห้าม: ปริศนาสี่ธาตุแห่งแอสทริด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!