"ถ้าสิ่งที่ฉันเห็นคือความจริง งั้นคำลวงที่เขาสร้างขึ้นมาตลอดสิบปีล่ะ... คืออะไรกันแน่คะ?"
เซเลสเทียวางรูปถ่ายใบเก่าที่ขอบมุมเริ่มเปื่อยยุ่ยลงบนโต๊ะไม้โอ๊กของคาร์ลอส นิ้วเรียวของเธอสั่นเทาเพียงเล็กน้อยขณะชี้ไปยังร่างเด็กหญิงในรูปที่ยืนเคียงข้างมาคัส ในดวงตาของเด็กหญิงคนนั้นไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงความนับถือที่บริสุทธิ์เกินกว่าจะเป็นภาพตัดต่อ
คาร์ลอสไม่ได้ตอบทันที เขายืนพิงชั้นวางกลไกเวทมนตร์ มือที่มักจะว่องไวในการประกอบชิ้นส่วนอุปกรณ์ตอนนี้กลับกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ดวงตาของเขาไม่ได้มองที่รูปภาพ แต่มองทะลุไปในความว่างเปล่าที่ห่างไกลออกไป
"เซเลสเทีย..." เขาเอ่ยขึ้น เสียงของเขาทุ้มต่ำและแหบพร่า "ฉันจำเสียงของนาฬิกากลไกในห้องทำงานของเขาได้"
"คาร์ลอส? คุณกำลังพูดถึงอะไรคะ?" เซเลสเทียขยับเข้าไปใกล้ จ้องมองใบหน้าที่ดูเหมือนจะแตกสลายของชายหนุ่ม
"ตอนที่ฉันยังเด็ก... ก่อนที่ตระกูลของฉันจะส่งฉันมาที่นี่ ฉันเคยหลงเข้าไปในห้องทำงานของมาคัสครั้งหนึ่ง" คาร์ลอสหลับตาแน่น ภาพเหตุการณ์ในอดีตเริ่มฉายซ้ำเหมือนฟิล์มที่ถูกกรอด้วยพลังเวทที่ฝืนธรรมชาติ "มันไม่ใช่ห้องทำงานธรรมดา มันคือห้องทดลอง... ฉันจำได้ว่าเห็นเด็กคนหนึ่งนอนอยู่ในแคปซูลแก้ว มีสายระโยงระยางเหมือนรากไม้สีดำเกาะกินขมับของเธอ"
คาร์ลอสลืมตาขึ้น ดวงตาสีน้ำเงินเข้มคู่นั้นฉายแววหวาดหวั่นอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน "มาคัสไม่ได้แค่สอนเวทมนตร์ให้เรา เขาใช้ความทรงจำของเราเป็นวัตถุดิบในการสร้าง 'อาวุธ' เซเลสเทีย... และดูเหมือนว่า 'อาวุธ' ที่ประสบความสำเร็จที่สุดชิ้นหนึ่ง จะยืนอยู่ตรงหน้าฉันตอนนี้"
บรรยากาศในห้องเงียบงันจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวของเซเลสเทีย ราวกับจังหวะของกลองรบที่กำลังจะเริ่มขึ้น พลังธาตุสี่สายในกายเธอปั่นป่วนจนอากาศรอบตัวเริ่มสั่นไหวเป็นละอองน้ำค้างแข็งผสมกับเปลวไฟจางๆ ความจริงที่ว่ามาคัสอาจไม่ใช่แค่อาจารย์ใหญ่ แต่เป็นผู้กุมชะตากรรมอดีตของเธอ ทำให้ความเยือกเย็นที่เธอพยายามสร้างขึ้นมาตลอดชีวิตเริ่มพังทลายลง
"เขาไม่ได้ลบความทรงจำฉันไปทั้งหมด..." คาร์ลอสพึมพำ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งกับเก้าอี้ด้วยความเหนื่อยอ่อน "เขาสลับมัน... เขาสลับความทรงจำของฉันกับความทรงจำของใครบางคนที่ตายไปแล้วเพื่อให้ฉันภักดีต่อเขา แต่เหตุการณ์ในหอคอยอาถรรพ์เมื่อคืนนี้... การที่ฉันแตะต้องตราประทับนั่น มันกระตุ้นให้ส่วนที่เขาพยายามฝังกลบไว้มันพุ่งกลับมา"
เซเลสเทียก้าวเข้าไปใกล้ ลูบไหล่ของชายหนุ่มแผ่วเบา สัมผัสถึงความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเขา "เราต้องหาทางดึงมันออกมาให้หมดค่ะคาร์ลอส ถ้าเราไม่ทำ เราก็จะเป็นเพียงหมากในกระดานของเขาไปตลอดกาล"
"ถ้าฉันจำได้ทั้งหมด..." คาร์ลอสเงยหน้าขึ้นมองเธอ แววตาของเขาเปลี่ยนไป มันดูว่างเปล่าและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด "ฉันอาจจะกลายเป็นคนแปลกหน้าสำหรับคุณ... บางทีความลับที่ถูกลบไป อาจจะดีกว่าความจริงที่ต้องเผชิญ"
"ฉันไม่สนหรอกค่ะว่าคุณจะเคยเป็นใคร หรือเคยทำอะไรมาก่อน" เซเลสเทียกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เธอคุกเข่าลงตรงหน้าเขา ประสานมือของเธอเข้ากับมือของเขา พลังเวทธาตุดินและน้ำเริ่มไหลวนเชื่อมโยงกันอย่างเป็นจังหวะ "สิ่งที่สำคัญที่สุดคือตอนนี้ เราคือสองคนสุดท้ายที่รู้ว่าหอคอยนั่นไม่ได้มีไว้เพื่อการศึกษา แต่มันมีไว้เพื่อ 'กักขัง' อะไรบางอย่างที่ร้ายกาจกว่าที่มาคัสจะเป็นได้"
ทว่า ในขณะที่ทั้งคู่กำลังจมดิ่งอยู่กับความเปราะบางของสถานการณ์ เสียงเคาะประตูที่หนักแน่นและเชื่องช้าก็ดังขึ้นสามครั้งติดกัน
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
ไม่ใช่เสียงเคาะประตูไม้ธรรมดา แต่เป็นเสียงที่แฝงไปด้วยพลังเวทที่กดดันจนบานพับประตูส่งเสียงครวญคราง เซเลสเทียและคาร์ลอสผุดลุกขึ้นทันที ความหวาดระแวงเข้าเกาะกุมหัวใจพวกเขาในเสี้ยววินาทีนั้น
"เข้ามาได้" คาร์ลอสขานรับด้วยเสียงที่พยายามทำให้มั่นคงที่สุด
บานประตูค่อยๆ เปิดออก ปรากฏร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าของเขายังคงเปื้อนรอยยิ้มใจดีที่ดูอบอุ่นเหมือนพ่อ แต่ในแววตาของมาคัสนั้นกลับเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลก เขาก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นอายของเวทมนตร์ต้องห้ามอบอวลไปทั่วจนหายใจแทบไม่ออก
"ดูเหมือนพวกเธอสองคนจะเจอของเล่นชิ้นที่น่าสนใจเข้าแล้วสินะ" มาคัสเอ่ยขึ้นพลางมองรูปถ่ายใบนั้นบนโต๊ะ ก่อนจะเหลือบสายตามาที่คาร์ลอสด้วยรอยยิ้มที่ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ "คาร์ลอส... ดูเหมือนการลบความทรงจำครั้งก่อนของฉัน จะมีจุดบกพร่องเล็กน้อยสินะ ถึงได้ปล่อยให้ขยะพวกนี้กลับมาทำร้ายความรู้สึกของเด็กๆ ได้"
มาคัสยกมือขึ้นช้าๆ นิ้วชี้ที่ดูเรียวยาวราวกับกรงเล็บแหลมคมส่องประกายด้วยสีม่วงเข้ม "ถ้าการที่เธอได้รับความทรงจำคืนมามันจะทรมานขนาดนี้... งั้นให้ฉันช่วยลบมันออกไปอีกรอบไหมล่ะ ครั้งนี้... ฉันจะลบออกไปให้หมดจด ไม่ให้เหลือแม้แต่ชื่อของเธอเองในใจของใคร"
เซเลสเทียกางมือออกทันที พลังธาตุลมและไฟหมุนคว้างรอบตัวเธอราวกับพายุขนาดย่อม แต่มาคัสกลับเลิกคิ้วขึ้นอย่างเย้ยหยัน พลางหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ มันคือสร้อยคอรูปเข็มทิศที่มีอัญมณีสีเลือดฝังอยู่ตรงกลาง ซึ่งเป็นสิ่งของที่ทำให้เซเลสเทียต้องหยุดชะงักและเบิกตากว้างจนแทบหยุดหายใจ
เพราะนั่นคือเครื่องประดับชิ้นเดียวที่เธอจำได้ว่าแม่ของเธอกำไว้ในมือ... ในวันที่บ้านของเธอถูกเพลิงเผาผลาญจนไม่เหลือซาก
"อยากรู้ไหมว่าใครเป็นคนจุดไฟเผาบ้านของเธอกันแน่... เซเลสเทีย?"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับความลับอันดำมืดในครั้งนี้ด้วยกันนะคะ
บันทึกเงาในหอคอยต้องห้าม: ปริศนาสี่ธาตุแห่งแอสทริด•ตอนที่ 44
ความลับที่แตกสลาย
ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกเงาในหอคอยต้องห้าม: ปริศนาสี่ธาตุแห่งแอสทริด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!