บันทึกเงาในหอคอยต้องห้าม: ปริศนาสี่ธาตุแห่งแอสทริด•ตอนที่ 7

บทเรียนธาตุไฟ

ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
กลิ่นคาวสนิมเหล็กและไอความร้อนที่แผดเผาจนแสบจมูกยังคงติดตรึงอยู่ในโสตประสาท ประโยคเยียบเย็นของชายปริศนาคนนั้น... *“เพราะมันอยู่ในสายเลือดของเธอมาตั้งแต่แรกแล้ว”* ยังคงวนเวียนกรีดแทะสติสัมปชัญญะของฉันราวกับหนอนร้ายในความมืด “เซเลสเทีย... เธอเหม่ออีกแล้วนะ” เสียงกระซิบที่เจือด้วยความกังวลของคาร์ลอสเรียกฉันให้หลุดจากภวังค์ แสงไฟสีส้มวาบจากคบเพลิงเวทมนตร์ภายในห้องเรียนปฏิบัติการธาตุไฟส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของเขา คาร์ลอสในชุดคลุมจอมเวทสีชาดกำลังมองฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม มือเรียวยาวของเขากำไม้เท้าเวทมนตร์แน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด เขารู้... เขารู้ดีว่าคำพูดเมื่อคืนก่อนก่อนหน้านี้มันสั่นคลอนหัวใจฉันมากแค่ไหน “ฉันไม่เป็นไรค่ะ คาร์ลอส” ฉันตอบเสียงเรียบ พยายามบังคับมือที่ยังคงสั่นเทาไม่ให้เขาสังเกตเห็น บรรยากาศภายในห้องเรียนปฏิบัติการธาตุไฟเวลานี้ช่างน่าอึดอัด อุณหภูมิรอบตัวพุ่งสูงขึ้นจนเหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผม นักเรียนคนอื่นๆ ต่างถอยร่นไปชิดผนังห้อง ดวงตาหวาดหวั่นจับจ้องมาที่ฉันเป็นตาเดียว อาจารย์โวาทิส ผู้ควบคุมการสอนประจำวิชา ยืนกอดอกใบหน้าบึ้งตึงอยู่หน้าแท่นศิลาเวทมนตร์ ดวงตาของเขาหรี่แคบลงอย่างจับผิด “เอาล่ะ เซเลสเทีย ถึงตาเธอแล้ว” เสียงแหบห้าวของอาจารย์โวาทิสเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ “จงรวบรวมพลังธาตุไฟในตัวแล้วจุดคบเพลิงกลางห้องให้ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงบริสุทธิ์ แสดงให้เห็นว่าทฤษฎีอัจฉริยะที่ใครๆ พูดถึง มันใช้งานได้จริงไม่ใช่แค่บนกระดาษ” ฉันสูดลมหายใจเข้าลึก, พยายามปัดเป่าภาพเงาลึกลับและคำพูดบ้าคลั่งนั้นออกไปจากสมอง ปิดกั้นเสียงกระซิบของสายเลือดที่ตื่นตระหนก หลับตาลงแล้วเชื่อมต่อกับกระแสมานาภายในร่างกาย... ปกติแล้ว ในฐานะผู้ใช้เวทมนตร์สี่ธาตุที่สมดุล ฉันควรจะดึงเอาธาตุไฟออกมาใช้ได้อย่างนุ่มนวลและแม่นยำเหมือนดั่งสายน้ำที่ไหลริน แต่วันนี้... มันไม่ใช่ ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกับอากาศเหนือแท่นศิลา ความร้อนระอุสายหนึ่งก็พุ่งทะยานขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ ราวกับสัตว์ป่าที่ถูกขังกรงมานานและเพิ่งพังทรูดโซ่ตรวนออกมาได้ มันไม่ใช่ความอบอุ่นของธาตุไฟที่คุ้นเคย แต่มันคือ ‘เปลวเพลิงสีคราม’ ที่แผดเผา ลุกโชน และเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ไม่อาจควบคุม พรึบ! เสียงระเบิดของอากาศดังสนั่น เปลวไฟสีฟ้าเข้มพุ่งทะยานขึ้นสู่เพดานห้องในชั่วพริบตา ความร้อนของมันรุนแรงจนกระจกหน้าต่างห้องเรียนเริ่มแตกร้าวเป็นลายงา กลิ่นอายของความพินาศแผ่ซ่านไปทั่วทิศทาง “กรี๊ด! ไฟไหม้!” เสียงกรีดร้องของเพื่อนร่วมชั้นดังประสานกันอลหม่าน ทุกคนต่างวิ่งหนีตายไปที่ประตูทางออกอย่างไม่คิดชีวิต “เซเลสเทีย! ตั้งสติสิ!” เสียงของคาร์ลอสตะโกนแข่งกับเสียงคำรามของเปลวเพลิง เขาพยายามร่ายเวทมนตร์ป้องกันเพื่อต้านทานความร้อนที่แผดเผาร่างฉัน ฉันลืมตาขึ้นมองภาพเบื้องหน้าด้วยความตื่นตระหนก เปลวไฟสีครามในมือฉันกำลังกลายสภาพเป็นรูปร่างของอสูรกาย มันกำลังกัดกินและแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า ลามเลียไปยังชั้นหนังสือโบราณและม่านกำมะหยี่สีแดงของห้องเรียน ฉันพยายามจะดึงมานาธาตุน้ำและธาตุลมเข้ามาระงับยับยั้งตามตำราที่เคยเรียนมา แต่ยิ่งฉันพยายามกดมันมากเท่าไหร่ เปลวไฟนั้นกลับยิ่งทวีความรุนแรงและร้อนแรงขึ้นราวกับมันกำลังหัวเราะเยาะความอ่อนหัดของฉัน *“มันอยู่ในสายเลือดของเธอมาตั้งแต่แรกแล้ว...”* เสียงนั้นดังซ้ำขึ้นมาในหัว พร้อมกับพลังงานแปลกประหลาดที่ไหลทะลักออกจากขั้วหัวใจ มันคือเพลิงแห่งการทำลายล้าง... เพลิงที่ไม่ใช่ของฉัน... หรือบางที มันอาจจะเป็นของฉันมาตั้งแต่ต้น แต่มันถูกผนึกไว้ด้วยเวทมนตร์โบราณบางอย่างที่ตอนนี้กำลังเสื่อมสลายลง? “อาจารย์โวาทิส ช่วยด้วยค่ะ! ฉันควบคุมมันไม่ได้!” ฉันตะโกนสุดเสียง ขณะที่เหงื่อหยดสุดท้ายระเหยกลายเป็นไอทันทีที่สัมผัสกับผิวหนัง อาจารย์โวาทิสเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าซีดเผือกเมื่อเห็นลักษณะเฉพาะของเปลวไฟสีครามนั้น เขารีบยกไม้เท้าขึ้นท่องคาถาบทใหญ่เพื่อสร้างม่านพลังน้ำแข็งเข้ากดดัน แต่ทว่า... ทันทีที่เวทมนตร์น้ำแข็งสัมผัสกับเพลิงสีครามของฉัน มันกลับระเหยหายไปในพริบตาเสมือนหยดน้ำบนเตาไฟที่ร้อนจัด “บ้าน่า... นั่นมันไม่ใช่เวทมนตร์ธาตุไฟธรรมดา... หรือว่าข่าวลือเรื่องทายาทแห่ง...” อาจารย์โวาทิสพึมพำด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างปิดไม่มิด ในวินาทีที่เปลวเพลิงมหึมากำลังจะพุ่งเข้ากลืนกินเสาหลักของห้องเรียน และคาร์ลอสกำลังพุ่งเข้ามาหาฉันโดยไม่คิดชีวิตเพื่อเอาตัวเข้าแลก ฉันตัดสินใจกัดฟันกรอด รวบรวมสติที่เหลืออยู่น้อยนิด พุ่งมือทั้งสองข้างลงไปที่พื้นศิลาเพื่อดึงธาตุดินขึ้นมาเป็นเกราะกำบัง แม้จะรู้ว่ามันอาจจะสายเกินไป... ตูม! แรงระเบิดจากการปะทะกันระหว่างเพลิงสีครามและเวทมนตร์ธาตุดินทำให้ฝุ่นควันตลบอบอวลไปทั่ว ฉันหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ร่างกายทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นหินที่แตกละเอียด ดวงตาพร่ามัวมองไม่เห็นสิ่งรอบตัว มีเพียงเสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงปรบมือช้าๆ ที่ดังมาจากความมืดตรงทางเข้าประตูห้องเรียน *แปะ... แปะ... แปะ...* “ช่างเป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมเสียจริงนะ องค์หญิงน้อย... การสูญเสียการควบคุมมันเป็นแค่อาการเริ่มต้นของความจริงที่เธอพยายามปฏิเสธมาตลอดต่างหาก” น้ำเสียงทุ้มต่ำและคุ้นเคยเอ่ยขึ้น ท่ามกลางควันไฟที่ค่อยๆ จางลง ร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวเข้ามา ประกายตาสีอำพันภายใต้เงาฮู้ดจ้องมองมาที่ฉันด้วยรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของฉันหยุดเต้นไปชั่วขณะ อาจารย์ใหญ่มาคัส... ยืนอยู่ตรงนั้น พร้อมกับรอยยิ้มที่กุมความลับทั้งหมดของหอคอยอาถรรพ์เอาไว้ ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและไขปริศนาไปกับเซเลสเทียนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกเงาในหอคอยต้องห้าม: ปริศนาสี่ธาตุแห่งแอสทริด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%