“ข้าไม่ได้ต้องการพลังของเจ้าเพื่อทำลายหอคอยนี้ แต่ข้าต้องการมันเพื่อที่จะไม่ถูกหอคอยนี้กลืนกินต่างหาก”
เซเลสเทียกระชากเสียงต่ำพลางถอยหลังกรูด หลังของเธอชนเข้ากับผนังหินเย็นเยียบภายในห้องลับใต้ดินที่ไร้แสงสว่าง เบื้องหน้าของเธอคือ ‘ศิลาแห่งปฐพี’ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงก้อนหินธรรมดา แต่มันคือหัวใจของหอคอยที่กำลังเต้นตุบๆ ราวกับสิ่งมีชีวิต แรงสั่นสะเทือนจากมันสะท้อนไปถึงกระดูกสันหลังของเธอ
คาร์ลอสที่ยืนหอบหายใจอยู่ไม่ไกลนักพยายามยื่นมือมาคว้าไหล่เธอไว้ ดวงตาของเขาฉายแววตื่นตระหนก “เซเลสเทีย! อย่าฟังเสียงกระซิบของมัน! มาคัสทิ้งกับดักไว้ที่นี่ เจ้าก็รู้ว่าอาจารย์ใหญ่ไม่ได้ต้องการให้ใครครอบครองธาตุดิน!”
“แต่ถ้าข้าไม่ครอบครองมันตอนนี้ เราก็ไม่มีวันไขปริศนาตราประทับชั้นที่สิบห้าได้” เซเลสเทียสวนกลับ ดวงตาคู่คมจ้องมองศิลาสีน้ำตาลหม่นที่เริ่มร้าวราน ราวกับกำลังรอคอยการสัมผัสจากผู้ที่คู่ควร
ความเงียบงันที่น่าอึดอัดปกคลุมห้องโถงกว้าง เสียงหัวใจของทั้งสองเต้นรัวจนแทบจะกลบเสียงคำรามของหอคอยที่อยู่ภายนอก คาร์ลอสกัดริมฝีปากจนห้อเลือด เขาไม่ใช่คนขี้ขลาด แต่เขารู้ดีว่าพลังธาตุดินนั้นแปรปรวนและหนักอึ้งเพียงใด มันไม่ใช่พลังที่จะควบคุมได้ง่ายเหมือนลมหรือน้ำ แต่มันคือพลังที่เรียกร้อง ‘ราคา’ ที่ต้องจ่ายเป็นความเยือกเย็นในจิตวิญญาณ
“หากเจ้าจะทำ... ก็จงทำเสีย” คาร์ลอสถอนหายใจยาว ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ “แต่จงจำไว้ว่าหากเจ้าสูญเสียการควบคุม ข้าจะเป็นคนหยุดเจ้าเอง ไม่ใช่ในฐานะคู่คิด แต่ในฐานะจอมเวทที่จะปกป้องความสมดุลของที่นี่”
เซเลสเทียไม่ได้ตอบ แต่เธอเอื้อมมือไปข้างหน้าอย่างช้าๆ นิ้วเรียวสัมผัสลงบนผิวหินที่ขรุขระ ทันทีที่ปลายนิ้วแตะลง กระแสพลังงานมหาศาลไม่ได้พุ่งเข้าหาเธอในฐานะศัตรู แต่มันไหลวนราวกับสายน้ำที่รอวันกลับคืนสู่ลำธาร หินรอบข้างเริ่มหลอมละลายเหมือนดินเหนียวที่ถูกปั้นด้วยฝีมือช่างผู้ชำนาญ พลังธาตุดินที่เคยดุดันกลับอ่อนน้อมภายใต้จิตวิญญาณที่สงบนิ่งและโดดเดี่ยวของเธอ
เส้นใยเวทมนตร์สีทองค่อยๆ ถักทอจากพื้นหินขึ้นมาโอบรัดข้อมือของเธอ เซเลสเทียรู้สึกถึงน้ำหนักของมัน—น้ำหนักของแผ่นดินที่แบกรับประวัติศาสตร์นับพันปี เธอเห็นภาพอดีตแวบเข้ามาในห้วงคำนึง: หอคอยนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อกักขัง แต่ถูกสร้างมาเพื่อ ‘ปกป้อง’ อะไรบางอย่างที่ร้ายกาจกว่าความตาย
“เซเลสเทีย... เจ้ากำลังทำอะไร?” คาร์ลอสพึมพำเมื่อเห็นสัญลักษณ์ลึกลับปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของหญิงสาว มันคือตราประทับโบราณที่สาบสูญไปนับศตวรรษ
“ข้ากำลังทำพันธสัญญาค่ะ” เซเลสเทียเอ่ยเสียงเรียบ ขณะที่ดวงตาของเธอเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลประกายทอง “ไม่ใช่แค่กับดิน... แต่กับเจตจำนงที่หลงเหลืออยู่ในหอคอยนี้”
ในวินาทีที่เธอตัดสินใจรับพลังนั้นเอง แรงอัดมหาศาลก็ระเบิดออกจนกำแพงหินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ฝุ่นควันฟุ้งกระจายไปทั่วห้องจนมองไม่เห็นแม้แต่มือของตนเอง ทว่าในความมืดมิดนั้น เซเลสเทียกลับสัมผัสได้ถึงทุกอณูของหอคอย เธอรู้ว่าใครกำลังเดินอยู่ชั้นบน เธอรู้ว่าอาจารย์ใหญ่มาคัสกำลังยืนอยู่ที่หน้าประตูหอคอย และที่สำคัญที่สุด... เธอรู้ว่าสิ่งที่อาจารย์ใหญ่ซ่อนไว้ไม่ใช่ความลับ แต่เป็น ‘กรงขัง’
ทว่าในขณะที่เธอกำลังดื่มด่ำกับพลังอำนาจใหม่ เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากทางเดินมืดมิดด้านหลัง มันเป็นเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเชื่องช้า... เสียงที่เธอกลัวที่สุด
“ช่างน่าประทับใจจริงๆ เซเลสเทีย” เสียงทุ้มต่ำของอาจารย์ใหญ่มาคัสแทรกผ่านความโกลาหลเข้ามา “ข้าเฝ้ารอวันนี้มานาน... วันที่ภาชนะที่สมบูรณ์แบบที่สุดจะยอมรับพันธสัญญา เพื่อที่ข้าจะได้ไม่ต้องลงมือลบเจ้าด้วยตัวเอง”
เงาร่างสูงโปร่งของมาคัสค่อยๆ ปรากฏขึ้นภายใต้แสงตะเกียงเวทที่เขาสร้างขึ้น ดวงตาของเขาไม่ได้มีความเมตตาอย่างที่เคยแสดงออก มีเพียงความกระหายที่ซ่อนอยู่ในความเยือกเย็นนั้น
เซเลสเทียขยับมือเบาๆ พื้นดินใต้เท้าของมาคัสพลันยกตัวขึ้นเป็นเกราะกำบัง แต่มาคัสกลับหัวเราะเบาๆ ก่อนจะสะบัดมือเพียงครั้งเดียว พลังเวทมนตร์สีม่วงเข้มก็พุ่งเข้าทำลายเกราะดินของเธอจนแตกละเอียดราวกับเศษแก้ว “เจ้าคิดหรือว่าพลังที่ข้าเป็นผู้ ‘คัดเลือก’ จะสามารถต้านทานผู้สร้างมันขึ้นมาได้?”
เขาก้าวเข้ามาใกล้จนลมหายใจเย็นยะเยือกของเขาปะทะกับใบหน้าของเธอ “เจ้าไม่ได้ครอบครองพลังนั้น เซเลสเทีย... เจ้าแค่กลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน เพื่อรอวันเวลาที่เหมาะสมในการ ‘ถ่ายโอน’ เท่านั้น”
ก่อนที่เซเลสเทียจะทันได้ตั้งตัว มาคัสก็ยื่นมือมาคว้าลำคอของเธอไว้ พลังธาตุดินในร่างเธอสั่นไหวอย่างบ้าคลั่งราวกับกำลังหวาดกลัวต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มาคัสกำลังปลดปล่อยออกมาจากแหวนวงหนึ่งบนนิ้วของเขา
เซเลสเทียเบิกตากว้างเมื่อเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังหมวกคลุมของมาคัส... มันไม่ใช่ใบหน้าของมนุษย์ที่เธอเคยรู้จัก แต่มันเป็นรอยแยกมิติที่กำลังดูดกลืนแสงสว่างทั้งหมดในห้องนี้ไป และสิ่งที่หลุดออกมาจากรอยแยกนั้น... ไม่ใช่อาจารย์ใหญ่ แต่เป็นร่างจำลองของ ‘เธอเอง’ ในวัยเด็กที่ถือศัสตราเวทสี่ธาตุครบสมบูรณ์!
“เอาล่ะ เซเลสเทีย” มาคัสกระซิบที่ข้างหู “มาดูกันว่าระหว่างต้นฉบับกับของเลียนแบบ ใครกันแน่ที่จะได้เป็นผู้ครอบครองหอคอยนี้ตลอดกาล”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันเข้มข้นของเซเลสเทียมาจนถึงบทนี้ และขอให้ทุกท่านเตรียมใจไว้ให้ดีนะคะ เพราะบทต่อไปจะไม่มีใครปลอดภัยอีกต่อไปค่ะ
บันทึกเงาในหอคอยต้องห้าม: ปริศนาสี่ธาตุแห่งแอสทริด•ตอนที่ 15
พันธสัญญาแห่งดิน
ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกเงาในหอคอยต้องห้าม: ปริศนาสี่ธาตุแห่งแอสทริด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!