"เจ้าเป็นใครกันแน่!"
เซเลสเทียกระชากเสียงลอดไรฟัน ร่างของเธอกำลังถูกเงาสีดำหนืดข้นรัดตรึงจนหายใจแทบไม่ออก กลิ่นดอกไม้แห้งที่หอมอบอวลจนน่าคลื่นไส้กัดกินสติสัมปชัญญะของเธอไปทีละน้อย ดวงตาสองสีคู่นั้น—สีน้ำเงินที่สะท้อนเงาของเธอ กับสีแดงฉานดุจโลหิตที่กำลังเดือดพล่าน—จ้องมองกลับมาด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก มันไม่ใช่ความโกรธเกลียด แต่มันคือความเวทนาที่กรีดลึกลงไปในใจของเด็กสาว
"เวลาของเจ้าเหลือน้อยกว่าที่คิดนะ เซเลสเทีย..." เสียงของบุคคลปริศนาแหบพร่าคล้ายเสียงใบไม้เสียดสีกัน "หากอยากรู้ว่าความจริงที่ถูกฝังไว้ใต้หอคอยนี้คืออะไร ก็จงเลิกใช้สมองที่เปี่ยมไปด้วยตรรกะ แล้วหัดใช้ 'สัญชาตญาณ' ของคนตระกูลวารีดูบ้าง"
ทันใดนั้น แรงพันธนาการก็หายวับไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น ร่างของเซเลสเทียทรุดลงกับพื้นหินเย็นเยียบ กลิ่นหอมประหลาดจางหายไปทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่กดดันจนหูอื้อ เธอรีบคว้าคทาสั้นที่ซ่อนไว้ในสาบเสื้อ เตรียมพร้อมสำหรับการร่ายเวทป้องกัน ทว่าสิ่งที่เธอพบในพริบตาถัดมา คือความว่างเปล่าของทางเดินมืดมิดที่มีเพียงแสงจันทร์สลัวลอดผ่านหน้าต่างทรงสูงเข้ามาเท่านั้น
"เซเลสเทีย! เจ้าไปมุดหัวอยู่ที่ไหนมา?"
เสียงกระซิบที่คุ้นเคยดังมาจากเงามืดด้านหลัง คาร์ลอสโผล่หน้าออกมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ เขากำลังพยายามสะเดาะกลอนประตูเหล็กดัดที่ขึ้นสนิมเขรอะด้วยเครื่องมือเวทมนตร์ขนาดจิ๋วที่ดูซับซ้อน
"ข้า... ข้าถูกขวางทางไว้" เธอตอบ พยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติ "คาร์ลอส อย่าถามอะไรตอนนี้เลย ประตูบานนั้นเปิดได้หรือยัง?"
"เจ้าคิดว่าฝีมือระดับทายาทตระกูลจอมเวทกลไกอย่างข้าจะพลาดหรือไง?" คาร์ลอสยักไหล่ แม้แววตาของเขาจะยังคงมีความกังวลฉายชัด "นี่คือทางเข้าสู่ห้องสมุดลับใต้ดินที่หายสาบสูญไปนานนับศตวรรษ หอคอยหลังนี้ไม่ได้มีแค่ชั้นเรียนที่พวกอาจารย์ใหญ่สอนเรา แต่มันมี 'หัวใจ' ที่เต้นผิดจังหวะอยู่ข้างล่างนั่น"
ประตูบานนั้นส่งเสียงกรีดร้องเสียดแทงแก้วหู ก่อนจะแง้มเปิดออกด้วยกลไกฟันเฟืองที่ขยับเขยื้อนอย่างยากลำบาก กลิ่นของกระดาษเก่าแก่ กลิ่นไอของเวทมนตร์ที่ถูกกักขัง และกลิ่นดอกไม้แห้งที่เธอเพิ่งเผชิญหน้ามาเมื่อครู่ พวยพุ่งออกมาต้อนรับพวกเขา
ภายในห้องนั้นมืดมิดจนมองไม่เห็นทางเดิน เซเลสเทียสะบัดข้อมือเบาๆ เปลวไฟสีฟ้าครามดวงเล็กๆ ก็ปรากฏขึ้นเหนือปลายนิ้ว แสงจากเวทมนตร์ธาตุไฟส่องกระทบให้เห็นชั้นหนังสือสูงตระหง่านที่ตั้งเรียงรายไปจนสุดสายตา กระดาษโน้ตที่กระจัดกระจายและตำราที่ถูกเขียนด้วยภาษาที่ไม่มีใครอ่านออกกำลังลอยวนเวียนอยู่กลางอากาศราวกับฝูงผีเสื้อที่กำลังหลับใหล
"ดูนั่นสิ..." คาร์ลอสพึมพำขณะเดินเข้าไปในห้อง แสงจากคทาของเขาเปิดเผยให้เห็นสัญลักษณ์เวทมนตร์สี่ธาตุที่ถูกสลักไว้อย่างประณีตบนพื้นห้อง "มันคือผังการไหลเวียนของเวทมนตร์ทั่วหอคอยแห่งนี้... เซเลสเทีย เจ้าเห็นวงจรสีแดงนั่นไหม? มันเชื่อมโยงกับห้องทำงานของอาจารย์ใหญ่มาคัสโดยตรง"
เซเลสเทียก้าวเข้าไปใกล้ แววตาของเธอเปลี่ยนไปเมื่อเห็นเอกสารแผ่นหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะไม้โอ๊กตัวใหญ่ ลายมือที่เขียนไว้ด้วยหมึกสีเลือดคือชื่อของเธอ—'เซเลสเทีย เคาน์เตสผู้รอดชีวิต'—และภายใต้นั้นมีบันทึกที่ระบุถึงเหตุการณ์ไฟไหม้เมื่อสิบปีก่อน ไดอารี่เล่มหนึ่งที่ถูกเปิดทิ้งไว้ทำให้หัวใจของเธอแทบหยุดเต้น
'ผู้ถือครองธาตุทั้งสี่ คือกุญแจที่จะปลดปล่อย หรือคือเชื้อเพลิงที่จะทำลายล้างหอคอยแห่งนี้ไปตลอดกาล'
"คาร์ลอส... ถ้าอาจารย์ใหญ่มาคัสรู้ว่าเราอยู่ที่นี่..." เซเลสเทียยังไม่ทันพูดจบ เสียงกุญแจเหล็กก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องสมุดลับที่ควรจะมีเพียงพวกเขาที่รู้ทางเข้า
แสงสว่างจ้าจากตะเกียงน้ำมันส่องสว่างผ่านช่องประตูที่เปิดแง้มไว้ เงาของใครบางคนทอดยาวเข้ามาในห้อง มันเป็นเงาที่สูงใหญ่และดูน่าเกรงขามเกินกว่าจะเป็นนักเรียนคนใดในโรงเรียนนี้
"ข้าบอกพวกเจ้าแล้ว... ว่าความอยากรู้อยากเห็นเป็นบาปที่ร้ายแรงที่สุดของจอมเวท"
เสียงของอาจารย์ใหญ่มาคัสไม่ได้ดุดัน แต่ทว่าแฝงไปด้วยกระแสกดดันมหาศาลจนอากาศรอบข้างหนาแน่นขึ้นจนแทบขยับตัวไม่ได้ เขาก้าวเข้ามาในห้องด้วยรอยยิ้มที่ดูใจดี ทว่าดวงตาสีเทาหม่นนั้นกลับไร้ซึ่งความปรานี
"และดูเหมือนว่าพวกเจ้า... จะค้นพบ 'บ้านหลังเก่า' ของครอบครัวเจ้าแล้วนะ เซเลสเทีย"
อาจารย์ใหญ่ดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว ผนังห้องสมุดก็เริ่มขยับเขยื้อน ตำรานับพันเล่มบินเข้าล้อมรอบตัวพวกเขาเหมือนกรงขัง เซเลสเทียสัมผัสได้ถึงพลังเวทมนตร์มหาศาลที่ถูกปล่อยออกมาจากตัวของอาจารย์ใหญ่ มันไม่ใช่ธาตุใดธาตุหนึ่ง แต่มันคือการ 'กลืนกิน' ทุกธาตุให้กลายเป็นความมืดมิด
"เจ้าเรียกตัวเองว่าผู้กอบกู้หรือ?" มาคัสหัวเราะเบาๆ "เจ้ายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า กลิ่นดอกไม้ที่เจ้าจำได้แม่นยำน่ะ... ไม่ใช่กลิ่นจากบ้านของเจ้าหรอกนะ แต่มันคือกลิ่นของสารสกัดจากวิญญาณ... ที่ข้าเป็นคนปรุงมันขึ้นมาเพื่อลบความทรงจำของเจ้าเองต่างหาก!"
ในขณะที่คาร์ลอสพยายามใช้เครื่องมือกลไกตัดวงจรเวทมนตร์ เซเลสเทียตัดสินใจปล่อยมือจากคทาของเธอ เธอไม่ได้หลบหนี แต่กลับหลับตาลงสัมผัสถึงความร้อนแรงของไฟ ความเย็นของน้ำ ความหนักแน่นของดิน และความอิสระของลมภายในร่างกายของตนเอง เธอรู้แล้วว่าไม่มีทางเลือกอื่น หากต้องการมีชีวิตรอดออกไปจากที่นี่ เธอต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่อาจารย์ใหญ่เพิ่งเปิดเผย
เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเธอไม่ได้เป็นสีน้ำเงินเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป มันเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินสลับแดงดุจบุคคลที่เธอพบเมื่อครู่ ก่อนจะระเบิดพลังเวทมนตร์ธาตุทั้งสี่ออกมาพร้อมกันจนห้องสมุดทั้งห้องสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
"ถ้าความทรงจำของข้าคือสิ่งที่ท่านสร้างขึ้น..." เซเลสเทียพูดด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นจนน่ากลัว "งั้นข้าก็จะพิสูจน์ให้เห็นว่า... พลังที่ท่านสร้างขึ้นมานี้แหละ ที่จะทำลายท่านให้สิ้นซาก!"
ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องของหนังสือที่ถูกไฟเผาไหม้และกำแพงที่กำลังถล่มลงมาก็กลบทุกสรรพเสียง ทว่าท่ามกลางความโกลาหลนั้น อาจารย์ใหญ่มาคัสไม่ได้ดูตื่นตระหนก เขากลับยิ้มกว้างออกมาจนเห็นฟันที่เรียงตัวกันน่าขนลุก พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้เซเลสเทียต้องชะงักค้างไปทั้งร่าง
"ดี... ดีมากเซเลสเทีย ในที่สุดเจ้าก็ยอมเผย 'ตัวตนที่แท้จริง' ออกมา... ร่างสถิตที่ข้าเฝ้ารอมาตลอดสิบปี!"
ท่ามกลางเศษหินที่ร่วงหล่นลงมา มาคัสไม่ได้เข้ามาทำร้าย แต่เขากลับคุกเข่าลงต่อหน้าเธอในท่าทีที่ดูเหมือนการเคารพสักการะ ราวกับว่าเขาไม่ได้เป็นศัตรู แต่เป็น 'คนรับใช้' ที่รอคอยนายหญิงของเขามาแสนนาน...
หวังว่าตอนที่สี่นี้จะทำให้ทุกท่านตื่นเต้นจนวางไม่ลงนะคะ ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับแอสทริดธาตุมนต์ค่ะ
บันทึกเงาในหอคอยต้องห้าม: ปริศนาสี่ธาตุแห่งแอสทริด•ตอนที่ 4
ห้องสมุดลับใต้ดิน
ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกเงาในหอคอยต้องห้าม: ปริศนาสี่ธาตุแห่งแอสทริด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!