เซียนปรุงโอสถในคราบสะใภ้รองยุคเจ็ดศูนย์•ตอนที่ 11

ข่าวลือที่จางลง

ผลงานโดย ไป๋เป่าเปาของแม่
“ถ้ารสชาติมันยังจืดชืดเหมือนน้ำล้างหม้อ เจ้าก็เอาคืนไปเถอะค่ะ ป้าซุน” เสียงหวานใสแต่กังวานกังสดาลดังขึ้นท่ามกลางลานตากัญชาของหมู่บ้านหง Hง สะกดให้เสียงซุบซิบร้ายกาจที่เคยดังเซ็งแซ่พลันเงียบกริบลงทันตา หลินหว่านในชุดเสื้อผ้าฝ้ายสีครามเรียบร้อย ทว่าสะอาดสะอ้านและตัดเย็บเข้ารูปพอดีตัว กำลังยื่นห่อกระดาษสีน้ำตาลที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นของ ‘พะโล้ตุ๋นยาจีน’ ให้แก่หญิงสูงวัยผู้หนึ่ง สตรีผู้นั้นคือป้าซุน เพื่อนบ้านผู้ขึ้นชื่อเรื่องปากตลาดและมักตามติดกระแสข่าวลือเพื่อคอยเหยียบย่ำบ้านรองตระกูลจางมาโดยตลอด ป้าซุนอ้าปากค้าง ดวงตาฝ้าฟางตามวัยเบิกกว้างด้วยความตะลึงลาน ห่อกระดาษในมือหนักอึ้งไปด้วยเนื้อหมูสามชั้นติดมันสวยงามที่ตุ๋นจนเปื่อยนุ่ม ชุ่มฉ่ำด้วยเครื่องเทศชั้นดีที่หลินหว่านแอบนำออกมาจากมิติฟาร์มผสมผสานกับวัตถุดิบในท้องถิ่น นี่ไม่ใช่ครั้งแรกในสัปดาห์นี้ที่ภรรยาของจางหยางสร้างความประหลาดใจให้คนในหมู่บ้าน ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน เด็กหญิงตัวน้อยบ้านป้าเฉินเกือบช็อกหมดสติด้วยพิษไข้ป่า หลินหว่านเป็นคนแรกที่วิ่งฝ่าสายฝนนำลูกประคบสมุนไพรและน้ำต้มรากโสมป่าไปช่วยชีวิตไว้ทันท่วงที วันต่อมา เธอยังแบ่งปันแป้งสาลีเนื้อเนียนที่หาได้ยากยิ่งในยุคขาดแคลนนี้ให้แก่บ้านตระกูลหวังที่เพิ่งคลอดบุตรและไม่มีน้ำนมให้ทารกน้อย สายตานับสิบคู่ที่เคยทอดมองมาด้วยความรังเกียจ เดียดฉันท์ และรอวันซ้ำเติม ในยามนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นความซับซ้อน ละอายใจ และระคนชื่นชม “นี่มัน... หว่านหว่าน ลูกเอ๋ย ของมีค่าเช่นนี้ ป้าจะรับไว้ได้อย่างไรกัน” ป้าซุนเสียงสั่นเครือ มือเหี่ยวย่นสั่นเทาขณะรับห่อกระดาษอุ่นๆ นั้นไว้ ความหวาดระแวงว่าหญิงสาวคนนี้จะมาไม้ไหนมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความตื้นตันจนขอบตาร้อนผ่าว “ครอบครัวเจ้าเองก็ปากกัดตีนถีบไม่ใช่หรือ ข้า... ข้าเคยพูดจาไม่เข้าหูเจ้าไว้ตั้งหลายครั้ง เจ้ายัง...” “เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไปเถอะค่ะ ป้าซุน” หลินหว่านยิ้มบางๆ รอยยิ้มนั้นไม่ได้ประจบสอพลอ ทว่าจริงใจและสง่างามราวกับคุณหญิงผู้สูงศักดิ์หลงยุค “คนเราอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ยามทุกข์ยามยากไม่ช่วยเหลือกันแล้วจะให้ไปพึ่งใคร จริงไหมคะ? อีกอย่าง ข้าเพียงแต่ทำในสิ่งที่ควรทำเท่านั้นเองค่ะ” เสียงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดังขึ้นจากรอบด้าน หลายคนก้มหน้าลงหลบสายตาด้วยความละอายใจ คำครหาที่ว่าสะใภ้รองตระกูลจางเป็น ‘หญิงไร้ค่า มือเติบ และเห็นแก่ตัว’ บัดนี้ได้ถูกชะล้างด้วยความใจกว้างและการกระทำที่ประจักษ์ชัดเจนทีละน้อย ข่าวลือที่เคยเป็นคมมีดกรีดแทงเธอ ค่อยๆ จางหายไปราวกับหมอกยามเช้าที่ถูกความอบอุ่นของแสงอาทิตย์แผดเผา ในมุมหนึ่งของลานกว้าง ใต้ร่มเงาของต้นไทรใหญ่ ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อผ้าทหารสีเขียวเข้มที่ซีดจางตามกาลเวลาแต่ยังคงรีดเรียบไร้รอยยับยืนนิ่งสงบ สายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านม่านใบไม้ จางหยางกอดอก ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งขรึมและเย็นชาเป็นนิตย์ แต่หากสังเกตให้ดี นัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นกลับไหววับด้วยประกายความอ่อนโยนล้ำลึก หัวใจแกร่งที่ผ่านสมรภูมิรบมาโชกโชนกำลังพองโตขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ ภรรยาตัวน้อยของเขา... ช่างเติบโตและงดงามขึ้นทุกวัน เธอไม่ได้ใช้แค่กำปั้นหรือวาจาเชือดเฉือนเพื่อเอาชนะผู้คนเหมือนชาติก่อน ทว่าเธอกลับใช้ ‘น้ำใจ’ และ ‘สติปัญญา’ สยบความอคติของคนทั้งหมู่บ้านได้อย่างราบคาบโดยไม่ต้องเปลืองแรง จางหยางก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้ เมื่อผู้คนเห็นนายทหารหนุ่มร่างสูงใหญ่เดินตรงเข้ามา ต่างก็พากันหลีกทางให้อย่างเกรงใจ แม้จางหยางจะบาดเจ็บจนต้องปลดประจำการและดูเงียบขรึม แต่รัศมีน่าเกรงขามของอดีตนายทหารระดับสูงยังคงฝังรากลึกในความรู้สึกของชาวบ้าน “เสร็จหรือยัง?” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามภรรยา สายตาอ่อนลงเมื่อหยุดยืนเคียงข้างเธอ มือหนายื่นไปแย่งตะกร้าไม้ไผ่เปล่าจากมือเรียวมาถือไว้เสียเองอย่างเป็นธรรมชาติ หลินหว่านช้อนตาขึ้นมองสามี หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบอย่างห้ามไม่อยู่ นางพยักหน้ารับเบาๆ “เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ กลับกันเถอะค่ะ อาหารกลางวันคงได้ที่พอดี” สองสามีภรรยาเดินเคียงคู่กันไปตามคันนา ท่ามกลางแสงแดดยามสายที่ทอประกายอบอุ่น ภาพของนายทหารหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่เดินถือตะกร้าเคียงข้างภรรยาสาวหน้าตางดงาม สร้างความอิจฉาตาร้อนให้แก่บรรดาแม่บ้านและหญิงสาววัยออกเรือนในหมู่บ้านไม่น้อย ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากนินทาพวกเขาลับหลังอีกต่อไปแล้ว เมื่อกลับมาถึงเรือนพักตระกูลจาง กลิ่นหอมฉุยของเครื่องเทศและเนื้อตุ๋นก็ลอยตลบอบอวลไปทั่วบริเวณบ้านทันทีที่เปิดประตูรั้วไม้ไผ่ หลินหว่านล้างมือให้สะอาดก่อนจะเตรียมตัวทำอาหารจานเด็ดสำหรับมื้อนี้ ทว่าก่อนที่เธอจะได้หยิบจับสิ่งใด อ้อมแขนแกร่งก็สวมกอดเธอจากด้านหลังอย่างกะทันหัน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอระหง พร้อมกับเสียงทุ้มกระซิบชิดริมใบหู “เก่งมาก... ภรรยาของพี่” หลินหว่านสะดุ้งเล็กน้อย ใบหน้างามแดงก่ำขึ้นมาทันทีด้วยความเขินอาย เธอยังไม่ชินกับการแสดงความรักอย่างโจ่งแจ้งของสามีปากแข็งคนนี้เสียที “ปล่อยเลยค่ะ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า...” “บ้านเราปิดประตูรั้วแล้ว ไม่มีใครกล้าเข้ามาหรอก” จางหยางกระชับวงแขนให้แน่นขึ้น ปลายคางสากระคายเกลี่ยคลอเคลียอยู่กับลาดไหล่บาง “เจ้าทำให้คนทั้งหมู่บ้านยอมสยบได้ด้วยหมูพะโล้ไม่กี่ชิ้น... บอกพี่หน่อยสิ หว่านหว่าน ยายปีศาจตระกูลหลิวที่ชอบมาหาเรื่องบ้านเรา จะกล้ามาเหยียบเรือนเราอีกไหม?” หลินหว่านหัวเราะคิกคักในลำคอ ดวงตาเป็นประกายเจ้าเล่ห์ “นางอาจจะยังไม่กล้า แต่วันนี้... ข้าได้กลิ่นบางอย่างที่แปลกไปค่ะ” จางหยางชะงัก คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันทันที “กลิ่นอะไร?” “ไม่ใช่กลิ่นอาหารค่ะ...” หลินหว่านหันกลับมาเผชิญหน้ากับสามี รอยยิ้มบนเรียวปากบางระเรื่อค่อยๆ หุบลง เปลี่ยนเป็นความจริงจังที่ทำเอาบรรยากาศรอบตัวเย็นเยียบลงถนัดตา “แต่เป็นกลิ่นอายของ ‘คนแปลกหน้า’ ที่ซุ่มอยู่แถวชายป่าหลังบ้านเรามาตั้งแต่เมื่อคืนแล้วค่ะ และดูเหมือนว่า... เขาจะไม่ได้มาดีเสียด้วย” ติชมและให้กำลังใจ "ไป๋เป่าเปาของแม่" ได้เสมอนะคะ
สารจากนักเขียน (ไป๋เป่าเปาของแม่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนปรุงโอสถในคราบสะใภ้รองยุคเจ็ดศูนย์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%