เซียนปรุงโอสถในคราบสะใภ้รองยุคเจ็ดศูนย์•ตอนที่ 3

มิติฟาร์มที่หายไป

ผลงานโดย ไป๋เป่าเปาของแม่
“ถ้าคิดว่าการโยนเศษซากข้าวต้มก้นหม้อให้ฉันกับลูกกิน แล้วตระกูลจางจะลอยนวลจากความอัปยศนี้ได้ ก็ลองดูค่ะ... ว่าชื่อเสียงของตระกูลทหารเก่าแก่แห่งหมู่บ้านหง싱จะป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดีภายในสามวันพริบตาเดียวหรือไม่!” เสียงก้องกังวานของหลินหว่านยังคงก้องกังวลอยู่ในโสตประสาทของทุกคน ความเงียบงันราวกับป่าช้าแผ่ซ่านปกคลุมลานบ้านตระกูลจางทันที แม่สามีแซ่หวังอ้าปากค้าง ใบหน้าเหี่ยวย่นบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นจนเนื้อสั่นเทา นางอยากจะกรีดร้องด่าทอให้สมกับความสะใจ แต่ติดที่สายตาคมกริบราวกับใบมีดของชาวบ้านมุงที่ยืนออกันอยู่หน้าประตูรั้วกำลังจับจ้องทุกฝีก้าว หลินหว่านไม่สนใจสายตาที่มองมาด้วยความตกตะลึงระคนหวาดระแวงของคนบ้านจาง นางแค่นยิ้มในลำคออย่างเยือกเย็น ก่อนจะหมุนตัวอุ้มร่างเล็กผอมโซของลูกสาวและจูงมือลูกชายเดินกลับเข้าสู่ห้องพักคับแคบหลังบ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่ซุกหัวนอนอันแสนรันทดของสองแม่ลูก ประตูไม้เก่าแก่ถูกลงกลอนอย่างแน่นหนา ภายในห้องมืดทึบ กลิ่นอับชื้นและกลิ่นยาจีนราคาถูกคละคลุ้งจนน่าเวียนหัว หลินหว่านวางร่างของเสี่ยวเป่าลงบนเตียงไม้กระดานแข็งที่มีเพียงผ้าห่มเก่าๆ ขาดวิ่นรองรับ ดวงตาดอกท้อคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อย นางสูดหายใจเข้าลึก3 เพื่อตั้งสติในร่างใหม่นี้ ทันใดนั้น ความรู้สึกคุ้นเคยประหลาดก็แล่นพล่านผ่านปลายประสาทสัมผัส ความอบอุ่นแผ่ซ่านขึ้นมาจากกลางฝ่ามือ ราวกับมีกระแสธารพลังงานบริสุทธิ์กำลังไหลเวียนอยู่ในร่างกาย! หลินหว่านหลับตาลง จิตสำนึกพุ่งดิ่งลึกเข้าสู่ห้วงมิติภายในทันที—ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำเอาหัวใจของปรมาจารย์โอสถแห่งภพเซียนเต้นระรัวด้วยความปีติยินดี มิติฟาร์มสมุนไพรหมื่นลี้และเตาหลอมโอสถวิญญาณ... มันยังอยู่! พื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลถูกแบ่งออกเป็นสัดส่วน แปลงสมุนไพรหายากส่งแสงเรืองรองเรื่อเรไร น้ำพุวิญญาณสวรรค์ส่งไอหมอกสีขาวบริสุทธิ์ลอยกรุ่น และที่สำคัญที่สุดคือ ชั้นเก็บตำราโอสถโบราณและวัตถุดิบทางการแพทย์ที่นางสะสมมาตลอดชีวิตเซียน ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์แบบ! “เยี่ยม... สวรรค์ยังเมตตาข้า” หลินหว่านพึมพำกับตัวเอง มุมปากยกยิ้มขึ้นอย่างมีความหมาย ในยุคเจ็ดศูนย์ที่ข้าวยากหมากแพง ผู้คนอดอยาก และยารักษาโรคหายากยิ่งกว่าทองคำ มิติสมุนไพรนี้คือขุมทรัพย์ที่ทรงพลังที่สุดที่จะพลิกชีวิตของนางและลูกๆ ให้หลุดพ้นจากนรกโลกันตร์นี้ได้ ทว่า ทันใดนั้น เสียงหอบหายใจแผ่วเบาและอาการไอค็อกแค็กดังมาจากมุมเตียงดึงสติของนางกลับมา เสี่ยวเป่า ลูกสาวคนเล็กกำลังนอนตัวสั่นเร้า ใบหน้าเล็กๆ แดงก่ำด้วยพิษไข้ ริมฝีปากแห้งผากจนแตกปริ อาดRอดเรื้อรังที่สะสมมานานจากการขาดสารอาหารและถูกปล่อยปละละเลยกำลังกัดกินร่างเล็กๆ นี้ทีละน้อย หากปล่อยไว้ถึงพรุ่งนี้เช้า เกรงว่าเด็กน้อยคงจะไม่รอด หลินหว่านไม่ลังเลแม้แต่น้อย จิตสำนึกเคลื่อนไหววูบ หยดน้ำพุวิญญาณสวรรค์บริสุทธิ์หนึ่งหยดปรากฏขึ้นบนปลายนิ้วเรียว นางใช้นิ้วแตะริมฝีปากแห้งผากของบุตรสาวเบาๆ พร้อมกับถ่ายเทพลังปราณอ่อนๆ เข้าไปเพื่อชโลมเส้นชีพจรที่บอบช้ำ “แม่จ๋า... เจ็บคอ... หนาวเหลือเกินค่ะ” เสี่ยวเป่าส่งเสียงครางแผ่วเบา ดวงตากลมโตปรือปรี่แทบไม่ไหว “ไม่เป็นไรนะคนดี แม่รักษากลืนยาให้แล้ว ลูกจะหายในเร็วๆ นี้ค่ะ” หลินหว่านเอ่ยปลอบโยน น้ำเสียงของนางทุ้มนุ่มและเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นที่เด็กน้อยไม่เคยได้รับมาก่อน มือเรียวเล็กบรรจงลูบศีรษะลูกสาวอย่างทะนุถนอม เพียงชั่วพริบตาเดียว ปาฏิหาริย์ก็บังเกิด! ร่างกายที่เคยร้อนรุ่มดั่งไฟของเสี่ยวเป่าค่อยๆ เย็นลงอย่างเห็นได้ชัด สีหน้าที่เคยซีดเซียวราวกับกระดาษเริ่มมีเลือดฝาดกลับมา ลมหายใจที่เคยติดขัดและหอบถี่กลับราบเรียบสม่ำเสมอ เด็กน้อยหลับลึกไปด้วยความสบายตัว รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนดวงหน้าเล็กๆ แม้ในยามนิทรา หลินหว่านถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางรู้ดีว่าอาการป่วยเรื้อรังของเสี่ยวเป่าเพิ่งจะทุเลาลงเพียงภายนอก เพื่อให้หายขาดอย่างถาวร นางจำเป็นต้องปรุง “โอสถชำระไขกระดูกและบำรุงโลหิต” จากสมุนไพรในมิติฟาร์มออกมาให้เด็กๆ ได้ดื่มกินอย่างต่อเนื่อง แต่การจะนำสมุนไพรล้ำค่าเหล่านี้ออกมาใช้ในโลกภายนอก โดยที่คนตระกูลจางหรือชาวบ้านในหมู่บ้านไม่สงสัย จำเป็นต้องมี “ฉากหน้า” ที่แนบเนียน ขณะที่หลินหว่านกำลังวางแผนขั้นตอนต่อไป เสียงฝีเท้าหนักแน่นและคุ้นเคยก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้อง ปัง! ปัง! เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งอย่างระมัดระวัง ตามด้วยเสียงทุ้มต่ำคุ้นหูที่เจือความกังวลเล็กน้อยลอดเข้ามา “หลินหว่าน... เปิดประตูหน่อย ฉันเอง” จางหยาง... สามีผู้เงียบขรึมและเป็นทหารปลดประจำการที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านหลังนี้เมื่อตอนพลบค่ำ ชายผู้ที่คนในบ้านจางต่างพากันเกรงกลัว แต่สำหรับร่างเดิมแล้ว เขากลับเป็นเหมือนเงาที่ถูกละเลยและแทบไม่มีตัวตนในบ้านหลังนี้ เนื่องจากบาดแผลจากการรบทำให้เขาต้องปลดประจำการ และถูกครอบครัวตัวเองมองว่าเป็นตัวภาระ หลินหว่านขมวดคิ้วเล็กน้อย นางเดินไปปลดกลอนประตูแล้วดึงมันเปิดออก ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อผ้าทหารเก่าคร่ำคร่าแต่สะอาดสะอ้านยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แผ่นกว้างและใบหน้าคมคายที่มีรอยแผลเป็นจางๆ บริเวณขมับดูเคร่งเครียด ดวงตาคมปลาวาฬคู่นั้นกวาดมองสำรวจภายในห้องอย่างรวดเร็ว ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างของลูกสาวที่หลับสนิทอยู่บนเตียง จางหยางเม้มริมฝีปากแน่น มือหยาบกร้านกำหมัดเข้าหากันเบาๆ แววตาฉายความรู้สึกผิดและเจ็บปวดอย่างปิดไม่มิด “ลูก... เป็นยังไงบ้าง?” เขาเอ่ยถาม เสียงทุ้มแหบพร่าราวกับคนคอแห้งผาก “ตอนนี้ไข้ลดลงแล้วค่ะ แต่ร่างกายอ่อนแอเกินไป จำเป็นต้องบำรุงด้วยอาหารดีๆ และยาจีนอีกสักระยะ” หลินหว่านตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่นัยน์ตาดอกท้อกลับจับจ้องประเมินชายหนุ่มตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์ จางหยางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นห่อกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าๆ ส่งมาให้หลินหว่าน มือหนาสั่นเทาเล็กน้อยยามเมื่อวางมันลงบนโต๊ะไม้ตัวเล็ก “นี่... เงินเบี้ยเลี้ยงก้อนสุดท้ายที่ฉันเพิ่งได้จากการทางรถไฟ... และแป้งสาลีขาวครึ่งชั่งที่แอบแบ่งเก็บไว้จากโรงอาหาร... เธอเอาไปทำข้าวต้มให้ลูกกินเถอะ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ระคนความเกรงใจและรู้สึกผิด “ฉันขอโทษ... ที่ปกป้องพวกเธอไม่ได้ ปล่อยให้แม่กับพี่สะใภ้รังแกพวกเธอมาตลอด” หลินหว่านก้มมองห่อกระดาษในมือ เปิดออกดูพบธนบัตรยับยู่ยี่จำนวนหนึ่งและแป้งสาลีเนื้อเนียนละเอียด สำหรับครอบครัวชาวนาในยุคเจ็ดศูนย์ สิ่งนี้มีค่ามากพอจะซื้อชีวิตคนได้เลยทีเดียว นางเงยหน้าขึ้นสบตากับนายทหารหนุ่ม แววตาที่เคยแข็งกร้าวของจางหยางในยามนี้กลับเต็มไปด้วยความเวทนา ความห่วงใย และความคลั่งรักที่ซ่อนเร้นไว้อย่างแนบเนียนจนหัวใจของนางกระตุกวูบ นี่น่ะหรือ... สามีที่คนอื่นบอกว่าเย็นชาและไร้หัวใจ? หลินหว่านคลี่ยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ทำให้บรรยากาศอึมครึมในห้องแคบๆ ดלสว่างไสวขึ้นมาทันตาเห็น นางเอื้อมมือไปรับห่อแป้งสาลีและเงินนั้นมาถือไว้ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานและหนักแน่น “เก็บเงินของคุณไว้เถอะค่ะ... ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สามแม่ลูกตระกูลจาง จะไม่มีวันอดอยากและถูกใครหน้าไหนรังแกอีกต่อไป” จางหยางชะงักงัน หัวใจกระหน่ำเต้นรัวด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่ไม่อาจหาคำอธิบายได้ ร่างบางของภรรยาที่เคยหวาดกลัวและอ่อนแอ บัดนี้กลับยืนหยัดสง่างามราวกับพญาหงส์ที่รอวันผงาด ทว่า ในขณะที่ทั้งสองกำลังสบตากันด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ นั้น จู่ๆ เสียงทุบประตูกระแทกกระทั้นอย่างรุนแรงก็ดังขึ้นจากด้านนอก พร้อมกับเสียงแหลมปรี๊ดของแม่สามีแซ่หวังที่ตะโกนด่าทอเสียงดังลั่นบ้าน “นังตัวดี หลินหว่าน! แกกล้าดียังไงถึงบังอาจด่าทอฉันต่อหน้าชาวบ้าน! เปิดประตูให้ฉันเดี๋ยวนี้ หรืออยากให้ฉันลากคอแกกับลูกเนรคุณออกไปโบยประจานกลางลานหมู่บ้านกันแน่!” จางหยางหน้าเปลี่ยนสีทันที ดวงตาคมกริบฉายประกายอำมหิตขึ้นวูบหนึ่ง เขาขยับตัวก้าวมาบังหน้าภรรยาและลูกไว้โดยอัตโนมัติ ร่างสูงใหญ่แผ่รังสีความน่าเกรงขามออกมาจนน่ากลัว “แม่... หยุดพฤติกรรมบ้าๆ นี้เดี๋ยวนี้!” จางหยางตะโกนเสียงกร้าวผ่านประตูออกไป แต่ก่อนที่ใครจะได้ทันขยับตัวทำอะไรต่อ จู่ๆ ประตูไม้เก่าแก่ก็ถูกถีบจนพังโครมเข้าใส่เสียงดังสนั่นหวั่นไหว! พร้อมกับการปรากฏตัวของบุคคลที่ไม่คาดฝัน—หัวหน้าหมู่บ้านผู้ทรงอำนาจและชายแปลกหน้าในชุดสูทจีนสีเทาเข้มผู้หนึ่ง ที่ก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มลึกลับที่ชวนให้สันหลังวาบหวิว! --- ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "ไป๋เป่าเปาของแม่" เสมอนะคะ!
สารจากนักเขียน (ไป๋เป่าเปาของแม่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนปรุงโอสถในคราบสะใภ้รองยุคเจ็ดศูนย์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%