เซียนปรุงโอสถในคราบสะใภ้รองยุคเจ็ดศูนย์•ตอนที่ 2

แยกบ้านคือทางรอด

ผลงานโดย ไป๋เป่าเปาของแม่
“ถ้าพวกท่านยังคิดจะเอาเงินเดือนทหารย้ายไปจดทะเบียนเข้ากองกลางของบ้านใหญ่จนหมดเกลี้ยงละก็ วันนี้ต่อให้ฟ้าถล่มลงมา ข้า… หลินหว่าน ผู้นี้ก็ขอประกาศตรงนี้เลยว่า… เรา ‘แยกบ้าน’ กันเถอะค่ะ!” เสียงตบโต๊ะไม้เนื้อแข็งดังปังจนชามกระเบื้องเคลือบสีหม่นบนโต๊ะอาหารสั่นสะท้าน น้ำแกงผักป่าใสแจ๋วที่มีมันหมูอยู่เพียงสามชิ้นลอยหน้ากระฉอกออกมาเปรอะเปื้อนขอบชาม ความเงียบงันระดับป่าช้าเข้าปกคลุมห้องโถงคับแคบของตระกูลจางทันที ราวกับอากาศถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น หลินหว่านยืนหลังตรงแน่ว ดวงตาดอกท้อคู่คมกวาดมองหน้าสมาชิกในครอบครัวจางทีละคนด้วยรังสีความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาจากจิตวิญญาณของเซียนปรุงโอสถผู้เคยเหยียบย่ำอยู่บนจุดสูงสุดของดินแดนเซียน เหตุการณ์เมื่อครู่ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว จังหวะที่หัวใจของเธอกระตุกวูบจากพิษไข้เดิมที่เจ้าของร่างเก่าแบกรับไว้ ประกอบกับความหน้าด้านหน้าทนของแม่สามีอย่าง ‘นางเฉิน’ ที่ยื่นมือเรียวแห้งราวกิ่งไม้มาฉกถุงผ้าบรรจุเงินหยวนและคูปองอาหารหยาดเหงื่อแรงกายของจางหยางสามีหนุ่มผู้บาดเจ็บกลับมาจากค่ายทหาร มันคือฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้วิญญาณแห่งเซียนโอสถผู้ยิ่งใหญ่ตื่น “นัง... นังสะใภ้รอง! แกกล้าดียังไงถึงพูดคำว่าแยกบ้านออกมาจากปากเน่าๆ ของแก!” นางเฉินสะดุ้งสุดตัวก่อนจะกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจและโกรธเกรี้ยวจนใบหน้าเหี่ยวย่นบิดเบี้ยว นางตบโต๊ะฉาดใหญ่ลุกขึ้นยืนชี้หน้าหลินหว่านด้วยความโมโห “บ้านจางเรายังไม่ตาย แกแต่งเข้ามาเป็นสะใภ้ยังไม่ทันครบปี คิดจะมากำหนดยศถาบรรดาศักดิ์แยกบ้านรึไง! คิดว่าสามีแกพิการขาเดี้ยงกลับมาจากชายแดนแล้วจะปีกกล้าขาแข็งรึไงห๊ะ!” “แม่คะ!” เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังขึ้นขัดจังหวะ จางหยางที่นั่งเงียบอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่มาตลอดค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาคมกริบราวเหยี่ยวภูเขาตวัดมองมารดาแท้ๆ ของตนเองด้วยแววตาที่เย็นชาจนน่ากลัว ขาทั้งสองข้างของเขาแม้จะได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติภารกิจจนต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุง แต่รัศมีคุกคามของนายทหารผู้ผ่านสนามรบมาอย่างโชกโชนยังคงทำให้ตระกูลจางถึงกับผงะถอยหลังไปก้าวหนึ่ง จางหยางเอื้อมมือหนาไปดึงข้อมือของหลินหว่านเข้ามาใกล้ตัวเบาๆ สัมผัสอุ่นจัดจากฝ่ามือของเขาถ่ายเทความเย็นเยียบในใจของหญิงสาวให้บรรเทาลงอย่างน่าประหลาด สายตาที่เขามองภรรยามีความอ่อนโยนระAคนเจ็บปวดที่ปล่อยให้เธอต้องมารับหน้าเผชิญความอัปยศแทนตน “เงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงบาดเจ็บของผม คือหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อที่ผมแลกมา” จางหยางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบคมดั่งใบมีดโกน “ตลอดห้าปีที่ผ่านมา เงินทุกหยวนของผมถูกส่งเข้ากองกลางบ้านใหญ่จนหมด แม้แต่เงินซื้อหายามาทาแผลผ่าตัด ผมยังต้องขอร้องแม่ แต่วันนี้... สิ่งที่ผมเห็นคือภรรยาของผมต้องอดมื้อกินมื้อจนเป็นลมล้มพับไป ส่วนน้องชายและน้องสะใภ้ใหญ่กลับสวมเสื้อผ้าเนื้อดีนอนเอกเขนกอยู่ในห้อง!” “พี่รอง! แกพูดจาแบบนี้หมายความว่ายังไง! พวกเราเป็นพี่น้องท้องเดียวกันนะ!” จางเฉียง พี่ชายคนโตของบ้านที่รูปร่างอ้วนท้วนจากการกินอิ่มนอนหลับลุกขึ้นโวยวายทันที ใบหน้ามันเยิ้มแดงก่ำด้วยความไม่พอใจ “แกจะมาเห็นแก่ตัวเพราะเมียหน้าเงินคนเดียวไม่ได้นะเว้ย!” “หน้าเงินงั้นเหรอ?” หลินหว่านแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ น้ำเสียงของเธอกลั้วไปด้วยความเย้ยหยัน รอยยิ้มที่มุมปากงดงามแต่กลับทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกเสียวสันหลังวาบ หญิงสาวสะบัดมือออกจากการกุมเบาๆ ก่อนจะก้าวไปยืนเผชิญหน้ากับพี่ใหญ่ตระกูลจาง ดวงตาดอกท้อฉายแววเฉียบคมราวกับมองทะลุปรุโปร่งถึงสันดานดิบของคนตรงหน้า “พี่ใหญ่จาง... ตลอดสามปีที่ผ่านมา พี่สะใภ้ใหญ่ซื้อจักรเย็บผ้าใหม่เอี่ยม เสื้อผ้าไนลอนเนื้อดีให้น้องเล็กใส่ไปโรงเรียนโดยใช้เงินกองกลางจากหยวนที่สามีฉันส่งกลับมาใช่ไหมคะ? แล้วไหนจะค่าเหล้าค่าบุหรี่ที่ท่านพ่อสูบกินทุกวันล่ะ? ถ้าจะนับว่าใครหน้าเงินและสูบเลือดสูบคนที่สุดในบ้านหลังนี้ เกรงว่าตระกูลจางสายใหญ่คงต้องละอายใจจนแทบแทรกแผ่นดินหนีแล้วกระมังคะ!” “นังสารเลว! ปากดีนักนะ แกกล้าด่าพ่อแม่และพี่ชายเหรอ วันนี้ฉันจะสั่งสอนแกแทนลูกชายฉันเอง!” นางเฉินทนไม่ไหวอีกต่อไป นางเงื้อมมือเหี่ยวย่นที่มีเล็บแหลมคมพุ่งตรงเข้ามาหมายจะตบหน้าหลินหว่านให้หายแค้น ความโกรธแค้นบังตาจนลืมไปว่าหลินหว่านในตอนนี้ไม่ใช่หญิงสาวอ่อนแอขี้โรคคนเดิมที่ยอมให้ใครรังแกอีกต่อไป ทว่า... หมัดของนางยังไม่ทันเข้าใกล้แก้มเนียน หลินหว่านก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเรวราวจับวาง นิ้วเรียวสวยดีดเข้าที่จุดชีพจรตรงข้อมือของแม่สามีอย่างแม่นยำ *แป๊ก!* “โอ๊ย! มือฉัน! แขนฉันชาไปหมดแล้ว!” นางเฉินร้องโหยหวนออกมาเสียงดังลั่นบ้าน ทรุดฮวบลงไปนั่งกองกับพื้น ความเจ็บแปลบวิ่งพล่านไปทั่วแขนขวาจนขยับไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว นางเงยหน้ามองลูกสะใภ้ด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ราวกับว่าผู้หญิงตรงหน้าไม่ใช่คนธรรมดา หากแต่เป็นปีศาจจำแลงกายมา “อย่ามาแตะต้องภรรยาผม” จางหยางขยับตัวเข้ามาบังหน้าภรรยาไว้ น้ำเสียงของเขาต่ำทุ้มและเย็นเยียบจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลง “ถ้าพวกท่านยังยืนกรานที่จะไม่ยอมให้เราแยกบ้าน วันนี้... ผมจะไปพบผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าคอมมูนด้วยตัวเอง เพื่อทำเรื่องปลดชื่อผมออกจากทะเบียนบ้านตระกูลจางซะ!” “แก... แกกล้าเนรคุณเรอะ ไอ้ลูกอกตัญญู!” ผู้เฒ่าจางที่นั่งเงียบสูบกล้องยาสูบมานานกระแทกไม้เท้าลงกับพื้นด้วยความโมโหจัด ใบหน้าชราภาพเขียวคล้ำ “ถ้าแกกล้าก้าวออกจากประตูบ้านนี้ไป แกก็ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าพ่ออีก! และอย่าหวังว่าจะได้ข้าวสารแม้แต่เมล็ดเดียวติดตัวไป!” “ท่านพ่อพูดเองนะคะว่าจะไม่ให้” หลินหว่านแย้มยิ้มหวานหยาดเยิ้มออกมาทันที เป็นรอยยิ้มที่งดงามราวกับบุปผาแรกแย้ม แต่กลับแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์อันตรายที่ทำเอาคนมองถึงกับหนาวเยือก “คำพูดของลูกผู้ชาย หนักแน่นดั่งทองคำ หวังว่าท่านจะไม่กลับคำทีหลังนะคะ... เพราะพวกเราเองก็ ‘ไม่ต้องการ’ อะไรจากบ้านหลังนี้อยู่แล้วนอกจากเอกสารการแยกบ้านและที่ดินรกร้างแปลงท้ายหมู่บ้านนั่น!” คำพูดของหลินหว่านทำให้ทุกคนในบ้านตระกูลจางชะงักงัน ที่ดินรกร้างแปลงท้ายหมู่บ้านงั้นหรือ? นั่นมันดินเค็มที่ไม่สามารถปลูกพืชผลอะไรได้เลย แถมยังมีกระต๊อบหลังเก่าที่ผุพังใกล้จะพังมิพังแหล, สองสามีภรรยานั่นบ้าไปแล้วแน่ๆ ที่เลือกเอาที่ดินไร้ค่าแบบนั้น! จางหยางมองภรรยาตัวน้อยที่ยืนยิ้มอย่างมั่นอกมั่นใจข้างกาย หัวใจที่ด้านชามานานกลับรู้สึกอบอุ่นพองโตขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เขาไม่รู้ว่าภรรยาไปเอาความมั่นใจมาจากไหน แต่ไม่ว่าเธอจะเลือกอะไร... เขาจะยืนหยัดอยู่เคียงข้างและปกป้องเธอด้วยชีวิต “ตามนั้นครับ พรุ่งนี้เช้า ผมจะเชิญผู้ใหญ่บ้านมาเป็นพยานในการเซ็นสัญญาแยกบ้าน” จางหยางกล่าวเสียงกร้าว เด็ดขาดและไม่มีทีท่าว่าจะยินยอมผ่อนปรนอีกต่อไป ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบขาดใจ ทันใดนั้นเอง... เสียงเคาะประตูรั้วไม้หน้าบ้านก็ดังขึ้นปังๆ พร้อมกับเสียงตะโกนเอะอะโهاโหยที่คุ้นเคยของ ‘ป้าฮวา’ เพื่อนบ้านจอมสอดรู้สอดเห็นดังแทรกเข้ามาในความเงียบ “บ้านตระกูลจาง! อยู่กันไหมเนี่ย! ตายแล้ว... เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! ที่ลานตากเมล็ดพันธุ์ท้ายหมู่บ้านนั่น... มีคนพบ ‘โสมป่าอายุร้อยปี’ ถูกขุดพบขึ้นมาโดยบังเอิญ แถมตอนนี้หัวหน้าคอมมูนกำลังตามหาเจ้าของที่ดินแปลงนั้นอยู่โว้ย!” สิ้นเสียงตะโกนนั้น รอยยิ้มบนมุมปากของหลินหว่านก็ยิ่งลึกขึ้น ดวงตาดอกท้อประกายแสงระยิบระยับราวกับดวงดาวในคืนเดือนมืด ในขณะที่สมาชิกตระกูลจางอ้าปากค้างจนแมลงวันแทบบินเข้าไป ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษแห่งความทรงจำนี้ไปด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (ไป๋เป่าเปาของแม่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนปรุงโอสถในคราบสะใภ้รองยุคเจ็ดศูนย์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%