คราบกาแฟแห้งกรังบนขอบถ้วยเซรามิกสีขาวราคาแพง คือหลักฐานชิ้นแรกที่ฟ้องว่า บ้านหลังนี้ขาดแคลนสิ่งใดไปอย่างเงียบเชียบ
ธราธรขมวดคิ้วแน่น สายตาคมกริบมองกวาดไปรอบห้องครัวที่เคยเป็นระเบียบเรียบร้อยราวกับภาพถ่ายในนิตยสารแต่งบ้าน บัดนี้กลับมีเศษกระดาษโน้ตแปะอยู่บนตู้เย็น กองเอกสารงานแปลของบริษัทถูกวางสุมไว้ริมเคาน์เตอร์ และที่แย่ที่สุดคือ... เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนที่เขาตั้งใจจะใส่ไปประชุมสำคัญในเช้าวันนี้ ยังคงแขวนอยู่มุมตู้เสื้อผ้าในสภาพยับยับ ไร้ซึ่งรอยรีดเรียบอันประณีตบรรจงที่เคยเป็นเครื่องหมายการค้าของ "รินรดา"
เขายกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ ความเครียดจากการเจรจาธุรกิจมูลค่าหลายร้อยล้านยังไม่ทันจางหาย ความวุ่นวายเล็กๆ น้อยๆ ในพื้นที่ส่วนตัวก็ถาโถมเข้ามาซัดทอนสมาธิของเขาจนยับเยิน
รินรดาเดินออกจากบ้านไปตั้งแต่เมื่อไหร่? สองสัปดาห์ก่อน? หรือนานกว่านั้นจนเขาจำไม่ได้กันแน่?
ภาพแผ่นกระดาษสีขาวจากโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังที่ยังคงซุกซ่อนอยู่ในลิ้นชักโต๊ะทำงาน ผุดขึ้นมาหลอกหลอนในห้วงความคิดทันที ตัวอักษรระบุชื่อ "นางสาวรินรดา" และตัวเลขกำหนดอายุครรภ์ยังคงสั่นคลอนหัวใจที่ด้านชาของเขาให้ไหววูบ ทุกย่างก้าวของเขาในวันนี้ราวกับเดินอยู่บนพื้นผิวกระจกที่แตกร้าว พร้อมจะพังทลายลงไปในความมืดมิดได้ทุกเมื่อ
เสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้น ขัดจังหวะความคิดอันฟุ้งซ่าน ธราธรสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงภาพลักษณ์นักบริหารหนุ่มผู้ไร้ที่ติกลับคืนมา ก่อนจะเดินไปเปิดประตู
เมธินี đứngอยู่ที่นั่น หญิงสาวในชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้ม รอยยิ้มมั่นใจฉาบบนใบหน้าเฉี่ยวคมตามแบบฉบับหญิงสาวยุคใหม่ที่พร้อมจะไขว่คว้าทุกโอกาส เธอก้าวล่วงเข้ามาในบ้านโดยไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายเอ่ยปากเชิญ พร้อมกับกลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่ฟุ้งกระจายจนธราธรต้องแอบขยرจมูกด้วยความรู้สึกแปลกแยก
"ธรคะ เอกสารสรุปยอดขายไตรมาสนี้... คุณยังไม่ได้ตรวจเช็กเลยนะ ฉันเลยแวะเอามาให้ก่อนเข้าบริษัท" เมธินีเอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งออดอếnกึ่งจริงจัง พลางวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะรับแขก ก่อนจะกวาดตามองรอบห้องด้วยความสนใจระคนสงสัย "แปลกจัง... บ้านดูรกๆ นะคะ รินรดาไปไหนเสียล่ะช่วงนี้ ถึงปล่อยให้บ้านเป็นแบบนี้"
ชื่อของภรรยาที่เขาจงใจลืมเลือน ถูกเอ่ยขึ้นจากริมฝีปากของมือที่สามอย่างไม่รู้กาลเทศะ ความรู้สึกหงุดหงิดพุ่งพล่านขึ้นมาในอกอย่างไม่มีสาเหตุ ธราธรไม่เคยคิดว่าตนเองจะเป็นฝ่ายหงุดหงิดเมื่อได้ยินชื่อของเมธินีในพื้นที่ส่วนตัว แต่วันนี้... ทุกอย่างมันกลับตาลปัตร
"เธอไปพักผ่อน... น่าจะสักระยะ" ธราธรตอบเสียงเรียบ พยายามควบคุมน้ำหนักเสียงให้มั่นคงที่สุด
"พักผ่อนนานจังนะคะ เป็นภรรยาที่สบายเสียจริง ปล่อยให้สามีต้องมาหัวหมุนกับเรื่องงานคนเดียว" เมธินีหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เดินสำรวจไปรอบห้องรับแขกราวกับเป็นเจ้าของบ้าน "ว่าแต่... ช่วงนี้คุณดูแปลกไปนะคะธร มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า ตั้งแต่ผลตรวจสุขภาพประจำปีออก หรือว่า..."
สายตาคมกริบของเมธินีหยุดนิ่งที่กรอบรูปบนโต๊ะทำงานขนาดย่อม ซึ่งคว่ำหน้าลงกับพื้น รินรดารักษาความเรียบร้อยของบ้านยิ่งกว่าชีวิต จู่ๆ จะมีกรอบรูปคว่ำลงได้อย่างไรถ้าไม่มีการปะทะทางอารมณ์ครั้งใหญ่ก่อนที่เธอจะก้าวเท้าออกจากบ้านหลังนี้
ธราธรปรี่เข้าไปขวางด้วยความรวดเร็ว มือหนาคว้ากรอบรูปนั้นขึ้นมาแล้วคว่ำหน้าลงเก็บไว้ในลิ้นชักทันที ท่าทีที่ลุกลี้ลุกลนนั้นไม่รอดพ้นสายตาอันเฉียบคมของเมธินี
"ไม่มีอะไร เอกสารอยู่ตรงนั้นใช่ไหม เดี๋ยวผมจัดการต่อเอง คุณกลับไปก่อนเถอะ เมธินี" เสียงของเขาเยียบเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด ความอดทนของเขากำลังจะหมดลง
เมธินีหรี่ตามองด้วยความไม่พอใจ แต่ก็ยอมถอยหลังหนึ่งก้าว "ก็ได้ค่ะธร ฉันแค่เป็นห่วง... หวังว่าคุณคงไม่ได้กำลังลังเลเรื่องของเราหรอกนะ"
หลังร่างของเมธินีลับตาไปพร้อมกับเสียงปิดประตูรั้วบ้านที่ดังสนั่น ธราธรทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาหนังแท้ ความเงียบงันภายในบ้านหลังใหญ่กลับดังเสียยิ่งกว่าเสียงกรีดร้อง ความไร้ระเบียบรอบตัวเริ่มกัดกินความมั่นใจที่เขาสั่งสมมาทั้งชีวิต การไม่มีรินรดา... ไม่ได้หมายถึงความอิสระอย่างที่เขาเคยทะเยอทะยานอยากจะได้ แต่มันคือความว่างเปล่าที่กำลังกัดกร่อนหัวใจเขาให้ตายทั้งกลม
เขาลุกขึ้นเดินอย่างไร้จุดหมายไปยังห้องนอนใหญ่ ห้องที่เคยมีกลิ่นอายจางๆ ของดอกไม้ป่าที่รินรดาชอบใช้ เปิดตู้เสื้อผ้าออกเพื่อหยิบเนกไทเส้นใหม่ สายตากลับเหลือบไปเห็นกล่องกระดาษลูกฟูกสีน้ำตาลอ่อนใบเล็กที่ถูกซุกไว้ลึกที่สุดของชั้นวาง
มือหนายื่นเข้าไปหยิบมันออกมาอย่างลังเล ฝุ่นบางๆ ฟุ้งขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อเปิดฝากล่องออก
ข้างในนั้น... ไม่ใช่เอกสารธุรกิจ ไม่ใช่สมุดบันทึกความแค้น
แต่มันคือชุดเด็กอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ ตัวเล็กจิ๋ว ไร้ซึ่งร่องรอยการใช้งาน พร้อมกับภาพถ่ายอัลตร้าซาวด์แผ่นเล็กๆ ที่ถูกหนีบไว้ด้วยคลิปหนีบกระดาษรูปหัวใจ ด้านหลังภาพมีลายมือบรรจงที่เขาจำได้ขึ้นใจเขียนไว้ด้วยหมึกสีดำสนิท
*'แด่พ่อผู้ไม่เคยมีเวลา... ลูกเดินทางมาเพื่อดูว่าความเยקטของคุณหน้าตาเป็นอย่างไร'*
เลือดในกายของธราธรเย็นเฉียบลงในฉับพลัน ลมหายใจสะดุดกึกราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบเค้นลำคอจนแน่นิ่ง เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานส่งเสียงกรีดร้องแหลมสูงทำลายความเงียบงัน เขากดรับด้วยมือที่สั่นเทา ปลายสายคือเสียงทุ้มต่ำของเลขาคนสนิทที่รายงานข่าวสารด้วยความตื่นตระหนก
"บอสครับ... แย่แล้วครับ ทางฝ่ายกฎหมายรายงานมาว่า มีการยื่นฟ้องหย่าและเรียกร้องสิทธิ์การดูแลทรัพย์สินทั้งหมด รวมถึง... บริษัทในเครือส่วนหนึ่ง ถูกโอนสิทธิ์ไปให้ผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่แล้วครับ"
ธราธรแทบไม่เชื่อหูตัวเอง "ใคร? ใครเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่คนใหม่!"
"เอ่อ... ทางทนายแจ้งว่า ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่กว้านซื้อหุ้นของเราในนามบริษัทแม่... คือ 'บริษัท รินรดา กรุ๊ป' ครับบอส!"
ยังไม่ทันที่ธราธรจะได้ตั้งสติกับข่าวร้าย เสียงเคาะประตูกระจกบานใหญ่ที่เชื่อมต่อกับสวนหลังบ้านก็ดังขึ้นสามครั้งติดกัน *ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
เขากวาดสายตามองผ่านม่านโปร่งออกไปท่ามกลางแสงสนธยายามเย็น ร่างบอบบางในชุดโค้ทสีดำสนิทของรินรดายืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังกระจกใส แววตาของเธอนิ่งสนิท เยือกเย็น และไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ใดๆ เช่นเดียวกับกระจกเงาที่สะท้อนภาพความพินาศของเขาอย่างชัดเจน
ทว่า... สิ่งที่ทำให้หัวใจของธราธรหยุดเต้นไปชั่วขณะ ไม่ใช่ร่างของอดีตภรรยา
แต่เป็นเด็กชายตัวน้อยวัยห้าขวบคนหนึ่ง ที่ยืนกุมมือรินรดาอยู่ด้านข้าง... เด็กชายผู้มีดวงตาสีดำสนิทและโครงหน้าถอดแบบมาจากตัวเขาเองทุกกระเบียดนิ้ว!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวนี้ไปด้วยกันนะครับ
เศษเสี้ยวบนรอยร้าวของกระจกเงา•ตอนที่ 2
ความเงียบที่กรีดลึก
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวบนรอยร้าวของกระจกเงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!