กล่องกระดาษลูกฟูกสีน้ำตาลสามใบวางนิ่งสนิทอยู่บนพื้นหินอ่อนขัดเงาของห้องโถงใหญ่ มันคือพื้นที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยอบGวลไปด้วยกลิ่นอายของความคาดหวัง ในวันที่รินรดาก้าวเข้ามาในฐานะภรรยาผู้เสียสละ ทว่าในเวลานี้ สิ่งของทั้งสามใบกลับทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องเตือนใจถึงความว่างเปล่าที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ไม่มีเสียงร่ำไห้ฟูมฟาย ไม่มีร่องรอยของความอาลัยอาวรณ์ มีเพียงความเงียบงันอันเยือกเย็นที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจของผู้ที่ยืนมองอยู่ไม่ไกล
ธราธรยืนพิงกรอบประตูห้องทำงาน สายตาคมกริบจับจ้องร่างระหงในชุดสูทเข้ารูปสีดำสนิท เธอกำลังรูดซิปกระเป๋าเดินทางใบสุดท้ายด้วยท่าทางที่มั่นคง ไร้ซึ่งความลังเล ราวกับว่าการตัดขาดจากชีวิตสิบปีที่นี่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่เธอจัดการให้เสร็จสิ้นไปวันๆ หนึ่งเท่านั้น ความนิ่งสนิทของรินรดาในยามนี้ให้ความรู้สึกน่ากลัวเสียยิ่งกว่ายามที่เธอเคยเอ่ยปากตัดพ้อหรือร้องไห้คร่ำครวญในอดีต
"คุณแน่ใจแล้วใช่ไหมริน..." เสียงทุ้มต่ำของธราธรเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบที่กดทับบรรยากาศภายในบ้านจนแทบหายใจไม่ออก น้ำเสียงของเขาเจือความพร่าเลือนและความเหนื่อยล้าที่สะสมมาหลายสัปดาห์ "เรื่องหนี้สินของบริษัท หรือเอกสารทางกฎหมายเหล่านั้น... เรายังพอมีเวลาคุยกันได้ ผมบอกให้ทนายจัดการปรับโครงสร้างใหม่ได้ทั้งหมด"
รินรดาชะงักมือที่กำลังจัดระเบียบเอกสารในกระเป๋าเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับอดีสามี รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากของเธอไม่ได้ส่งไปถึงดวงตาคู่สวยที่ฉายแววว่างเปล่าและเด็ดเดี่ยว
"คุยหรือคะ... อ้อ ขออภัยครับ ผมหมายถึง... เรายังมีอะไรต้องคุยกันอีกหรือคะคุณธราธร" รินรดาเปลี่ยนสรรพนามและน้ำเสียงได้อย่างราบ ริมฝีปากหยักลึกเหยียดยิ้มเยาะเล็กน้อย "ในเมื่อเอกสารการหย่าลงนามเรียบร้อยแล้ว หุ้นที่คุณเคยพยายามบีบให้ฉันคายออกมาเพื่อเอาใจคุณเมธินี ก็อยู่ครบถ้วนตามความต้องการของคุณแล้วนี่ครับ ส่วนหนี้สินก้อนโตที่พ่วงท้ายมากับโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่คุณเซ็นค้ำประกันไว้ด้วยความมั่นใจเกินร้อย... นั่นมันคือผลลัพธ์จากการตัดสินใจของคุณเองไม่ใช่หรือครับ ทำไมตอนนี้ถึงทำท่าเหมือนคนไร้ที่พึ่งเสียล่ะ"
คำพูดที่เฉียบคมราวกับใบมีดกรีดลงบนแผลสด ทำให้ธราธรถึงกับก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว สัญชาตญาณนักธุรกิจที่เคยเฉียบขาดและเย่อหยิ่งพังทลายลงต่อหน้าผู้หญิงคนที่เขาเคยคิดว่าเป็นเพียงเงาตามตัวมาตลอดสิบปี
"ริน... คุณรู้ใช่ไหมว่าถ้าคุณหยิบกระเป๋าออกไปจากประตูบานนั้นในฐานะคนแปลกหน้า หมายความว่าคุณจะไม่ได้รับความคุ้มครองใดๆ จากผมอีก..." ธราธรพยายามงัดเอาความเด็ดขาดครั้งเก่ามาใช้ แต่เสียงของเขากลับสั่นพร่าอย่างน่าสมเพช "หนี้จากคดีความของบริษัทที่กำลังจะฟ้องร้อง... ผมพยายามหาทางเคลียร์มันไม่ให้กระทบถึงคุณ แต่ถ้าคุณดึงดันจะไปตอนนี้ คุณจะต้องแบกรับภาระทางกฎหมายที่ผมสร้างไว้คนเดียวครึ่งหนึ่งตามสัญญาเดิมที่เคยเซ็นไว้"
"ฉันรู้ดีกว่าใครทั้งหมดครับ" รินรดาก้าวเข้ามาใกล้เขาช้าๆ ส้นรองเท้ากระทบกับพื้นหินอ่อนเกิดเสียงก้องกังวาน บ่งบอกถึงความมั่นใจในทุกย่างก้าว "และฉันก็เตรียมทนายฝีมือดีที่สุดไว้รองรับความซวยที่คุณมอบให้แล้วเช่นกัน คุณธราธร... คนเราเมื่อโง่เขลาหลงเชื่อใจคนผิดมานานพอแล้ว มันก็ถึงเวลาที่จะต้องตื่นขึ้นมาจ่ายค่าเรียนราคาแพง และฉัน... ก็พร้อมจะจ่ายมันเพื่อแลกกับการได้อิสรภาพกลับคืนมา"
ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง เสียงรถสปอร์ตหรูราคาแพงก็แล่นเข้ามาจอดเทียบท่าหน้าคานประตูกระจกบานใหญ่ ประตูฝั่งผู้โดยสารเปิดออกพร้อมกับร่างของเมธินีที่ก้าวลงมาด้วยท่าทางเร่งรีบ ใบหน้าของเธอแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางราคาแพง ทว่าแววตากลับฉายความตื่นตระหนกอย่างปิดไม่มิด เมื่อเห็นสภาพของห้องโถงที่เต็มไปด้วยกล่องกระดาษและบรรยากาศอันตรึงเครียด
เมธินีก้าวเข้ามาในบ้านด้วยความคุ้นเคยที่มากเกินกว่าสถานะแขก เธอกวาดสายตามองรินรดาด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งสะใจและหวาดระแวงในเวลาเดียวกัน
"อุ๊ย... นี่เธอยังไม่ไปอีกหรือคะรินรดา นึกว่าเก็บบ้านหนีหนี้ไปตั้งแต่เมื่อคืนเสียอีก" เมธินีเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหลมสูงที่พยายามดัดให้ฟังดูน่าเอ็นดู แต่กลับฟังดูขัดหูในสถานการณ์เช่นนี้ "ธราธรคะ คุณมัวแต่มาเสียเวลาคุยกับเธอทำไมล่ะคะ เอกสารปรับโครงสร้างหนี้ของบริษัทเรากำลังมีปัญหาใหญ่โต ธนาคารใหญ่กำลังจะส่งคนมาตรวจสอบบัญชีพรุ่งนี้เช้าแล้วนะ คุณต้องรีบไปเคลียร์กับทางนั้นต่างหาก"
รินรดาปรายตามองเมธินีเพียงแวบเดียว ราวกับมองเห็นฝุ่นผงไร้ค่าที่ติดอยู่บนปลายรองเท้า สายตาคู่นั้นเยือกเย็น เสียดสี และเต็มไปด้วยความสมเพชเวทนา จนทำให้เมธินีรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
"เชิญใช้ชีวิตร่วมกันตามสบายเลยนะครับ คุณเมธินี" รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง "สมบัติที่คุณแย่งชิงมาจากกองเพลิงแห่งความโลภ... หวังว่าจะหอมหวานพอที่จะชดเชยกับหนี้สินก้อนโตหลายร้อยล้านที่กำลังจะกลายเป็นชนัดติดหลังพวกคุณไปอีกนานนะ"
พูดจบ รินรดาก็คว้าคันชักกระเป๋าเดินทางหมุนตัวเดินผ่านหน้าทั้งสองคนไปอย่างไร้เยื่อใย ธราธรพยายามจะเอื้อมมือไปคว้าแขนเธอไว้ แต่ความละอายใจและความผิดบาปที่อัดแน่นอยู่ในอกกลับถ่วงรั้งเขาไว้จนขยับเขยื้อนไม่ได้ ร่างระหงก้าวพ้นธรณีประตูคฤหาสน์หรูออกไปสู่แสงแดดภายนอก ทิ้งให้อดีตสามีและมือที่สามยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของอาณาจักรที่พวกเขาร่วมกันสร้างขึ้นจากความเห็นแก่ตัว
รถแท็กซี่สีชมพูสดใสคันหนึ่งจอดรอรับเธออยู่ริมรั้ว รินรดาก้าวขึ้นรถโดยไม่หันกลับมามองเบื้องหลังอีกเลย ราวกับว่าการตายจากชีวิตเก่าได้เสร็จสิ้นลงสมบูรณ์แล้ว
ทว่า ในขณะที่รถกำลังเคลื่อนตัวออกจากเขตคฤหาสน์หรู มุ่งหน้าสู่ถนนใหญ่ที่มีสายฝนเริ่มโปรยปรายลงมาบางเบา โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทของเธอก็สั่นขึ้น รินรดาหยิบขึ้นมาเปิดดูหน้าจอ ปรากฏข้อความจากเบอร์แปลกปลอมที่ไม่มีชื่อบันทึก พร้อมกับรูปถ่ายไฟล์แนบไฟล์หนึ่ง
มันคือภาพถ่ายเอกสารลับสุดยอดจากสำนักงานอัยการสูงสุด เกี่ยวกับการตรวจสอบเส้นทางการเงินของบริษัทธราธร ที่มีชื่อของ "บุคคลปริศนา" อีกคนหนึ่งเข้าไปพัวพันในการยักยอกทรัพย์สินล็อตสุดท้ายก่อนบริษัทล้มละลาย
และใต้ภาพถ่ายนั้น มีข้อความสั้นๆ ส่งตรงมาถึงเธอว่า... *“คุณคิดจริงๆ หรือครับรินรดา... ว่าผู้ชายคนนั้นจะยอมปล่อยให้คุณถือไพ่เหนือกว่าจนจบเกม”*
รินรดานิ่งงัน หัวใจกระตุกวูบเมื่อตระหนักได้ทันทีว่า เกมการแก้แค้นที่เธอคิดว่ากำลังกุมบังเหียนไว้อย่างเบ็ดเสร็จ แท้จริงแล้วอาจกำลังถูกชักใยจากเงาอันมืดมิดที่ซ่อนอยู่ลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวนี้ไปด้วยกันนะครับ
เศษเสี้ยวบนรอยร้าวของกระจกเงา•ตอนที่ 11
กำแพงที่พังทลาย
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวบนรอยร้าวของกระจกเงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!