เศษเสี้ยวบนรอยร้าวของกระจกเงา•ตอนที่ 12

สมรภูมิเริ่มระอุ

ผลงานโดย บันทึกคนจร
เสียงกระแทกของค้อนไม้บนโต๊ะของผู้พิพากษาดังขึ้น สะท้อนก้องไปทั่วห้องพิจารณาคดีที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของเอกสารเก่าและแรงกดดันอันมหาศาล บรรยากาศภายในห้อง 904 ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางในยามบ่ายนี้ไม่ได้ให้ความรู้สึกถึงความยุติธรรมอันอบอุ่น หากแต่เปรียบเสมือนสนามประลองยุทธ์ที่ไร้ซึ่งเสียงกรีดร้อง แต่กลับเต็มไปด้วยคมมีดแห่งกฎหมายที่พร้อมจะเฉือนเอาเนื้อหนังและหยดเลือดของผู้แพ้ให้หลุดร่วงลงทีละน้อย รินรดานั่งอยู่บนเก้าอี้ฝั่งโจทก์ด้วยท่าทีที่สงบนิ่งจนน่ากลัว ชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มขับเน้นให้รูปร่างที่เคยผอมบางจากการถูกสูบพลังชีวิตในอดีต กลับดูสง่างามและทรงพลังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าเรียบเฉยไร้รอยยิ้ม ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสายตาบางเบาดั่งผืนน้ำนิ่งสงบที่ซ่อนคลื่นใต้น้ำอันเชี่ยวกราก เธอมองตรงไปยังฝั่งตรงข้ามด้วยสายตาที่ว่างเปล่า... สายตาที่เคยใช้มองสามีผู้เป็นศูนย์กลางของจักรวาลในวันที่เธอยังโง่เขลา แต่วันนี้... มันเป็นเพียงสายตาที่มองก้อนกรวดริมทางที่ไร้ซึ่งค่าควรแก่การใส่ใจ ฝั่งจำเลย... ธราธรนั่งตัวเกร็งอยู่บนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและมั่นอกมั่นใจในยามเป็นนักธุรกิจผู้กุมบังเหียนอาณาจักรหมื่นล้าน บัดนี้กลับซีดเซียวและเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความเครียดที่เกิดจากการอดนอน ดวงตาคมกริบของเขาไม่ได้มองทนายความฝั่งตนเองด้วยซ้ำ แต่กลับจดจ้องอยู่ที่รินรดาราวกับคนใกล้คลั่ง พยายามจะค้นหาเงาสะท้อนของภรรยาผู้เคยยอมจำนนต่อทุกสิ่งในอดีต จากหญิงสาวที่เคยร้องขอความรักด้วยหยาดน้ำตา บัดนี้กลายเป็นคู่กรณีที่พร้อมจะดึงเขาสู่ความพินาศได้อย่างเลือดเย็นที่สุด "ทางฝ่ายโจทก์... มีพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาคดีแบ่งสินสมรสและทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องอีกหรือไม่ครับ" ผู้พิพากษาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทนายความมือหนึ่งที่รินรดาทุ่มทุนว่าจ้างมาด้วยเม็ดเงินมหาศาลลุกขึ้นยืนอย่างมั่นใจ เขาโค้งศีรษะเล็กน้อยก่อนจะหยิบแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลเข้มขึ้นมาวางบนโต๊ะ "กราบเรียนท่านผู้พิพากษาที่เคารพ ทางฝ่ายโจทก์มีหลักฐานชิ้นสำคัญ ซึ่งเป็นกุญแจดอกสุดท้ายที่จะพิสูจน์ให้เห็นถึงเจตนาทุจริตในการยักย้ายถ่ายเทสินสมรสของจำเลยครับ" ทันทีที่สิ้นคำพูดนั้น เสียงกระซิบกระซาบก็ดังขึ้นเบาๆ ในหมู่ผู้สังเกตการณ์ เมธินีที่นั่งอยู่แถวหลังสุดในฐานะผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและพยานฝ่ายจำเลย ใบหน้าของเธอเริ่มถอดสี ความมั่นใจที่เคยมีมลายหายไปในพริบตา นิ้วมือเรียวยาวของเธอบีบเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวโพลน หล่อนสัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์อันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาประชิดตัว ธราธรหันไปมองเมธินีด้วยความตื่นตระหนก เขารู้ดีว่าทรัพย์สินหลายรายการถูกโยกย้ายไปในนามบริษัทนอมินีช่วงก่อนที่พวกเขาจะแยกทางกันไม่นาน แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่า... ผู้หญิงคนที่เขาเคยคิดว่าอ่อนแอและไม่มีพิษภัยอย่างรินรดา จะสามารถเจาะทะลวงกำแพงป้องกันทางกฎหมายที่เขาสร้างไว้อย่างแน่นหนาเข้ามาได้ "นี่คือสำเนาเส้นทางการเงิน ย้อนหลังสามปี..." ทนายความของรินรดากล่าวพร้อมกับส่งเอกสารให้เจ้าหน้าที่ศาลนำไปแจกจ่าย "รวมถึงสัญญาการโอนหุ้นบริษัทในเครือธราธรกิจ ที่ถูกแอบโอนถ่ายไปยังบุคคลภายนอกโดยไม่มีการยินยอมจากคู่สมรส ซึ่งขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 อย่างชัดเจนครับท่าน และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น..." ทนายความหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อยเพื่อสร้างน้ำหนักให้คำพูด ก่อนจะหันไปสบตากับรินรดาที่ส่งสัญญาณพยักหน้ารับอย่างเยือกเย็น "...เรามีหลักฐานบันทึกเสียงการสนทนาระหว่างจำเลยกับผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ซึ่งยืนยันได้ว่า มีการเจตนาซ่อน ำอำพรางทรัพย์สินมูลค่ากว่าสามร้อยล้านบาท เพื่อหลีกเลี่ยงการแบ่งสินสมรสให้แก่ภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายครับ" *ฉับพลัน...* ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางห้องพิจารณาคดี ธราธรผุดลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว ดวงตาเบิกโพ้างด้วยความตกตะลึงจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน บันทึกเสียงงั้นหรือ? เขาจำเสียงสนทนานั้นได้แม่นยำ มันคือบทสนทนาระหว่างเขากับเลขาคนสนิทในห้องทำงานส่วนตัวที่ปิดทึบ... ห้องที่เขาคิดว่าปลอดภัยที่สุดจากสายตาภายนอก แล้วมันไปอยู่ในมือของรินรดาได้อย่างไร? "ศาลไม่อนุญาตให้จำเลยลุกขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาต นั่งลงครับ!" เสียงผู้พิพากษาเอรรดตักเตือนด้วยความเข้มงวด ทำให้ธราธรต้องทรุดตัวลงนั่งด้วยเข่าที่แทบจะอ่อนแรง ใบหน้าของเขาหันขวับไปมองอดีตภรรยาด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันระหว่างความโกรธเกรี้ยว ความหวาดกลัว และความพ่ายแพ้ที่กัดกินขั้วหัวใจ รินรดายังคงนั่งไขว่ห้างอย่างสง่างาม เธอมองดูความพินาศทีละน้อยของชายผู้เคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ไม่มีรอยยิ้มแห่งความสะใจให้เห็นบนใบหน้าของเธอ เพราะความเจ็บปวดที่เธอเคยได้รับมันล้ำลึกเกินกว่าจะชำระล้างได้ด้วยรอยยิ้มเพียงครั้งเดียว สิ่งนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น... จุดเริ่มต้นของสมรภูมิที่เธอตั้งใจจะเผาทำลายทุกสิ่งที่ธราธรรักให้มอดไหม้กลายเป็นจุลเช่นเดียวกับหัวใจของเธอในอดีต "ทางฝ่ายจำเลย มีข้อโต้แย้งประการใดเกี่ยวกับพยานหลักฐานชิ้นนี้หรือไม่" ผู้พิพากษาหันไปทางทนายความฝั่งธราธร ทนายความฝั่งจำเลยมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก พวกเขาเหลือบมองลูกความที่ตอนนี้มีสภาพเหมือนคนใกล้สติหลุด ธราธรพยายามจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง แต่คอของเขากลับแห้งผากจนเปล่งเสียงออกมาไม่ได้ ความจริงที่ว่าเขากำลังจนมุมด้วยหลักฐานที่แน่นหนา ทำให้เขาตระหนักได้อย่างเจ็บปวดว่า... ผู้หญิงที่เขาเคยคิดว่าโง่เง่าและพึ่งพาเขาได้เพียงฝ่ายเดียวในวันนั้น ได้เติบโตเป็นปีศาจแห่งความแค้นที่พร้อมจะกลืนกินเขา ำม่ให้เหลือแม้แต่กระดูก การพิจารณาคดีดำเนินต่อไปอีกนابเกือบสองชั่วโมงเต็ม ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก ทุกคำพูดของฝ่ายโจทก์เปรียบเสมือนตะปูที่ตอกลงบนฝาโลงศพทางธุรกิจของธราธรทีละดอก ทรัพย์สินที่เขาสสะสมมาทั้งชีวิต บ้านหรู รถยนต์ราคาแพง หุ้นในบริษัท และบัญชีเงินฝากในต่างประเทศ กำลังจะถูกสั่งอายัดเพื่อรอการตรวจสอบและแบ่งสรรปันส่วนตามสิทธิ์ที่รินรดาพึงมีพึงได้ จนกระทั่ง... เมื่อผู้พิพากษาเคาะค้อนประกาศพักการพิจารณาคดีชั่วคราวเพื่อรอการสรุปสำนวนขั้นสุดท้ายในสัปดาห์หน้า ผู้คนเริ่มทยอยลุกออกจากห้องพิจารณาคดี ธราธรนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ ปล่อยให้ความเงียบงันและหยาดเหงื่อที่ไหลซึมตามไรผมแผดเผาความรู้สึกของตนเอง รินรดาลุกขึ้นยืน รูดซิปกระเป๋าเอกสารสีดำอย่างใจเย็น เธอก้าวเดินผ่านโต๊ะฝั่งจำเลยช้าๆ ฝีเท้าที่กระทบกับพื้นหินอ่อนดัง *ก๊อก... ก๊อก...* เป็นจังหวะที่บีบคั้นหัวใจของคนที่นั่งอยู่ด้านข้างอย่างยิ่ง ขณะที่เธอเดินผ่านตัวของธราธร ชายหนุ่มก็เอื้อมมือคว้าชายเสื้อสูทของเธอไว้โดยสัญชาตญาณ แรงดึงนั้นไม่มากพอจะทำให้เธอสะดุด แต่รินรดากลับหยุดเดิน เธอค่อยๆ หันกลับมามองเขาด้วยสายตาที่เย็นชาเยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลก "ริน..." เสียงของธราธรแหบพร่าและสั่นเครืออย่างน่าสมเพช ดวงตาที่เคยคมปราบ บัดนี้แดงก่ำเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาที่เอ่อคลอ "พอเถอะนะ... หยุดแค่นี้เถอะ เราหย่ากันแล้ว สมบัติทั้งหมด... เธออยากได้อะไร ฉันยกให้เธอหมดเลย ขอร้องล่ะ... อย่าทำลายฉันถึงขนาดนี้เลย เราเคย..." "เคยอะไรเหรอคะ... อ้อ ขอโทษทีค่ะ ดิฉันเกือบลืมไปว่า ดิฉันพูดกับคุณด้วยสรรพนามแบบไหนดี..." รินรดาตัดบทด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิทและราบเรียบ ทว่าทุกคำพูดกลับคมกริบดั่งใบมีดโกนที่กรีดลงบนแผลสด "คุณธราธรคะ... คำว่า 'เรา' มันตายไปตั้งแต่วันที่คุณเซ็นใบหย่า และโยนเศษเงินให้ฉันเหมือนทาน ôt แล้วล่ะค่ะ ทรัพย์สินพวกนั้น... มันไม่ใช่ของคุณที่คุณจะ 'ยก' ให้ฉัน แต่มมันคือสิ่งที่ฉันควรจะได้จากหยาดเหงื่อและเวลาในชีวิตที่เสียไปให้กับคนเห็นแก่ตัวอย่างคุณต่างหาก" ธราธรสะอึกจนพูดไม่ออก มือที่กำชายเสื้อของเธอค่อยๆ คลายออกอย่างไร้เรี่ยวแรง เขาเงยหน้ามองอดีตภรรยาด้วยความรู้สึกที่พังทลายอย่างสมบูรณ์แบบ สิ่งที่เขากลัวที่สุดไม่ใช่การสูญเสียเงินทองร้อยล้านพันล้าน... แต่เป็นการตระหนักรู้ว่า เขาลบเลือนผู้หญิงคนนี้ออกจากใจไม่ได้เลย และเขาก็ได้สูญเสียเธอไปตลอดกาลโดยไม่มีวันเรียกคืนกลับมาได้อีกแล้ว รินรดาไม่ได้รอให้เขาเอื้อnเอ่ยคำใดออกมาอีก เธอสะบัดชายเสื้อหลุดจากการเกาะกุมอย่างไม่ใยดี ก่อนจะก้าวเดินออกจากห้องพิจารณาคดีด้วยท่าทีที่สง่างามและเด็ดเดี่ยว ทิ้งให้อดีสามีนั่งจมอยู่กับซากปรักหักพังที่เขาเป็นคนสร้างขึ้นมาด้วยมือของตัวเอง ทว่า... ในจังหวะที่รินรดาก้าวพ้นประตูห้องพิจารณาคดีออกสู่โถงทางเดินกว้างขวาง สายตาของเธอกลับต้องสะดุดหยุดลง เมื่อร่างของเด็กชายวัยประมาณเจ็ดขวบคนหนึ่งกำลังวิ่งเล่นถือลูกโป่งสีฟ้าอยู่ไม่ไกลจากจุดที่เธอยืนอยู่ เด็กน้อยสะดุดขาตัวเองเล็กน้อยจนเกือบล้ม รินรดาจึงก้าวเข้าไปช่วยประคองไหล่เล็กๆ นั้นไว้ตามสัญชาตญาณความเป็นแม่ "ระวังหน่อยสครับคนเก่ง..." เธอยิ้มอ่อนโยนให้เด็กน้อย เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองเธอ รอยยิ้มสดใสและดวงตากลมโตคู่นั้น... ทำให้หัวใจของรินรดากระตุกวูบราวกับถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูงช็อตเข้าอย่างจัง มันไม่ใช่แค่ใบหน้าทั่วไป... แต่มันคือพิมพ์เดียวกันกับธราธรในวัยเด็กอย่างไม่ผิดเพี้ยน! และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าอันคุ้นเคยของหญิงสาวอีกคนก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงร้องเรียกที่ทำให้โลกทั้งใบของรินรดาหยุดหมุนทันที "น้องธาม! มาอยู่นี่เอง ลูก... แม่บอกแล้วว่าอย่าวิ่งหนีไปไหนไกล..." เมธินีที่เพิ่งวิ่งตามออกมาหน้าตาตื่น รีบคว้าแขนเด็กชายคนนั้นเข้าสู่อ้อมอกด้วยความตกใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับรินรดาที่ยืนแข็งทื่อเป็นหินอยู่ตรงหน้า รินรดากวาดตามองเด็กชายสลับกับเมธินี หัวใจที่เคยเยือกเย็นดั่งน้ำแข็ง กลับถูกแผดเผาด้วยความจริงอันน่าตกตะลึงที่พุ่งชนเข้ากลางหน้าอกอย่างจัง... เด็กคนนี้อายุเจ็ดขวบ... ซึ่งหมายความว่า เมธินีตั้งท้องและคลอดลูกออกมา ในช่วงเวลาเดียวกับที่เธอกำลังอุ้มท้องลูกของธราธรและต้องสูญเสียเขาไปจากอุบัติเหตุทางอารมณ์ในอดีต! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวนี้ไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวบนรอยร้าวของกระจกเงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%