เสียงกระแทกแฟ้มเอกสารบนโต๊ะประชุมไม้มะฮอกกานีเนื้อดีดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องประชุมใหญ่ของ "ธราธร โฮลดิ้ง" ราวกับเสียงค้อนของผู้พิพากษาที่ประกาศคำตัดสินประหารชีวิต
"คุณธราธร... นี่คือผลประกอบการไตรมาสล่าสุดที่คุณรับปากกับบอร์ดบริหารเอาไว้ว่าจะโตขึ้นสิบห้าเปอร์เซ็นต์ แต่ตัวเลขสีแดงฉานพวกนี้มันฟ้องอะไรครับ? หนี้สินระยะสั้นที่พอกพูน หุ้นที่ร่วงหล่นอย่างไร้ทิศทาง และที่สำคัญที่สุด... โปรเจกต์ร่วมทุนกับกลุ่มทุนต่างชาติที่กำลังจะล่มสลายเพราะความประมาทเลินเล่อของคุณเอง"
เสียงของประธานกรรมการอาวุโสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น สายตาหลายคู่ที่จับจ้องมายังหัวโต๊ะไม่ได้มีความเห็นอกเห็นใจเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย มีแต่ความกระหายใคร่รู้ในอำนาจและความพร้อมที่จะฉีกทึ้งเหยื่อผู้กำลังเพลี่ยงพล้ำ
ธราธรนั่งนิ่งอยู่หลังเก้าอี้หนังราคาแพง เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผม แม้ภายนอกเขาจะพยายามรักษาท่าทีเย่อหยิ่งและมั่นคงตามวิสัยของนักธุรกิจผู้กุมบังเหียนอาณาจักรหมื่นล้าน แต่ภายในกลับว่างเปล่าและสั่นคลอน ราวกับตึกสูงระฟ้าที่ถูกกัดเซาะรากฐานจนกลวงโบ๋
ในอดีต... ทุกครั้งที่เขากลับบ้านด้วยความเครียดจากการทำงาน รินรดาจะคอยต้อนรับด้วยชาเขียวอุ่นๆ และรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเข้าใจ เธอมักจะนั่งรับฟังปัญหาของเขาอย่างอดทน ใช้มือเรียอบางนวดคลึงขมับให้ความเหนื่อยล้าค่อยๆ เลือนหาย สมอเรือเพียงหนึ่งเดียวที่คอยยึดโยงจิตใจอันพายุโหมกระหน่ำของเขาไว้ไม่ให้จมดิ่ง... คือผู้หญิงคนที่เขาผลไสไสไลส่งออกไปจากชีวิตด้วยมือของตัวเอง
"ผมขอเวลาอีกหนึ่งสัปดาห์ครับ..." ธราธรเอ่ยขึ้น น้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อยอย่างที่เขาไม่เคยเป็นมาก่อน
"หนึ่งสัปดาห์?" เสียงหัวเราะเยาะหยันดังมาจากมุมหนึ่งของโต๊ะ เมธินีที่นั่งอยู่ในฐานะที่ปรึกษาคนสนิทและตัวแทนผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่ขยับตัวเล็กน้อย รอยยิ้มบนริมฝีปากของเธอไม่ได้มีความอบอุ่นหลงเหลืออยู่เลย มันเป็นรอยยิ้มแบบเดียวกับที่เธอเคยใช้เสแสร้งเข้าหาเขาในวันที่ต้องการปีนป่ายขึ้นสู่จุดสูงสุด "คุณธราธรคะ... อ๊ะ ขอโทษทีครับคุณธราธร... ตอนนี้ตลาดไม่รอใครหรอกค่ะ บอร์ดบริหารไม่ได้จ่ายเงินเดือนมหาศาลเพื่อให้คุณมาขอเวลาเพิ่ม แต่พวกเขาต้องการผลลัพธ์"
คำพูดของเมธินีเปรียบเสมือนมีดที่กรีดซ้ำลงบนแผลเดิม ธราธรหันไปมองหญิงสาวที่ครั้งหนึ่งเขาเคยคิดว่าเธอคือความสดใหม่และอิสระที่ภรรยาเก่าไม่มีให้ บัดนี้ เมธินีไม่ได้แตกต่างจากปาราสิตที่เกาะกินและพร้อมจะสลัดเขาออกทันทีที่เรือลำนี้กำลังจะจม
ไม่มีรินรดาคอยโอบกอด ไม่มีรอยยิ้มที่จริงใจ มีเพียงความว่างเปล่าและเสียงหัวเราะเยาะจากความโลภที่เขาสร้างขึ้นมาเอง
"ถ้าภายในวันศุกร์นี้ คุณยังไม่สามารถหาแหล่งเงินทุนก้อนใหม่มาค้ำประกันโปรเจกต์นี้ได้ เราคงต้องใช้มติบอร์ดเพื่อปลดคุณออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารชั่วคราว..." ประธานกรรมการเอ่ยคำพิพากษาขั้นเด็ดขาด ก่อนจะลุกขึ้นยืนและเดินออกจากห้องประชุมไป ปล่อยให้ธราธรนั่งจมอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของอำนาจที่เขากำลังจะสูญเสีย
ร่างสูงใหญ่ทิ้งตัวลงพิงพนักเก้าอี้ หลับตาลงด้วยความอ่อนล้า ภาพความทรงจำในอดีตไหลย้อนกลับมาทำร้าย ยามที่เขากลับบ้านดึกดื่นแล้วพบว่ารินรดานั่งรออยู่ที่โซฟาตัวเดิม แม้เธอจะเหนื่อยล้าจากการเขียนงาน แต่เธอก็ไม่เคยบ่น และเมื่อเขาหันหลังให้ เธอก็คือคนที่ยอมแบกรับความเจ็บปวดทั้งหมดไว้เงียบๆ
และในตอนนี้... เมื่อเขาหันกลับไปมองรอบตัว กลับไม่เหลือใครเลย
ธราธรขับรถออกจากบริษัทด้วยสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ แสงไฟนีออนของเมืองหลวงยามค่ำคืนไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นขึ้นเลย กลับยิ่งตอกย้ำความโดดเดี่ยว เขาขับรถอย่างไร้จุดหมาย จนกระทั่งล้อรถพามาหยุดอยู่หน้าคาเฟ่เล็กๆ แห่งหนึ่งย่านชานเมือง คาเฟ่สไตล์มินิมอลที่ตกแต่งด้วยกระจกใสรอบด้าน และป้ายร้านที่เขียนด้วยลายมือคุ้นตา
*รอยร้าว*
ชื่อร้านที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะ ธราธรดับเครื่องยนต์ ก้าวลงจากรถด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ดลใจให้เดินเข้าไปใกล้ร้านนั้น ภายในร้านเงียบสงบ ลูกค้าเริ่มทยอยกลับกันหมดแล้ว เหลือเพียงเงาร่างระหงของเจ้าของร้านที่กำลังยืนจัดหนังสืออยู่หลังเคาน์เตอร์
รินรดา... เธอดูเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ผู้หญิงที่เคยหม่นหมองและถูกกลืนกินโดยครอบครัว บัดนี้ยืนหยัดอย่างสง่างามในชุดเดรสผ้าลินินสีครีม ดวงตาคู่นั้นคมปลาบ เยือกเย็น และเปล่งประกายด้วยความมั่นใจของผู้หญิงที่หลุดพ้นจากพันธนาการแห่งความเจ็บปวด
ธราธรยืนมองเธอผ่านกระจกใส บานกระจกเงาที่สะท้อนภาพอดีตสามีผู้พ่ายแพ้ กับอดีตภรรยาผู้ชนะอย่างสมบูรณ์แบบ เขากำลังจะยกมือขึ้นผลักประตูร้าน เพื่อเอ่ยคำขอโทษที่สายเกินไป แต่จังหวะนั้นเอง... เสียงกระดิ่งหน้าร้านก็ดังขึ้น พร้อมกับการก้าวเข้ามาของใครบางคน
เด็กชายตัวน้อยวัยราวๆ สามขวบ วิ่งดุจดิกเข้ามาในร้าน พร้อมกับส่งเสียงใสแจ๋ว "คุณแม่ครับ! น้องปาล์มได้การ์ดวาดรูปมาฝากคุณแม่ด้วยครับ!"
ธราธรชะביงเท้าที่ก้าวออกไป ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน เมื่อเด็กชายคนนั้นเงยหน้าขึ้น และหันไปยิ้มกว้างให้กับรินรดา ใบหน้าเล็กๆ จิ้มลิ้มนั้น... โครงหน้า ดวงตา และรอยยิ้มที่ถอดแบบมาจากตัวเขาเองในวัยเด็ก ราวกับส่องกระจกเงาบานเดียวกันไม่มีผิดเพี้ยน!
หัวใจของธราธรหยุดเต้นไปชั่วขณะ โลกทั้งใบหมุนเคว้งคว้าง และความจริงอันน่าสะพรึงกลัวก็พุ่งเข้ากระแทกหน้าอกอย่างจัง จนแทบสำลักออกมาเป็นเลือด
รินรดาลดหนังสือในมือลง เธอย่อตัวลงโอบกอดเด็กชายคนนั้นด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสอดสายตาผ่านกระจกใสมาสบตากับเขาพอดี... สายตานั้นไม่ได้มีความโกรธแค้นหลงเหลืออยู่ มีเพียงรอยยิ้มเยือกเย็นที่ส่งตรงมาเยาะเยศความพินาศย่อยยับของเขาอย่างสาสมที่สุด
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินลึกเข้ามาในวังวนแห่งการแก้แค้นนี้ด้วยกันนะครับ
เศษเสี้ยวบนรอยร้าวของกระจกเงา•ตอนที่ 14
เสียงหัวเราะจากความว่างเปล่า
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวบนรอยร้าวของกระจกเงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!