กลิ่นอายของกาแฟคั่วเข้มผสมผสานกับความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในห้องรับรอง VIP ของโรงแรมหรูใจกลางเมือง แทบจะทำให้บรรยากาศรอบตัวกลายเป็นห้องเชือดขนาดย่อม รินรดานั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังแท้สีชา สายตาของเธอนิ่งสนิทราวกับผิวน้ำในบึงลึกที่ไร้แรงกระกระเพื่อมจากสายลม นิ้วเรียวยาวจิบชาอุ่นช้าๆ โดยไม่แม้แต่จะชายตามองหญิงสาวอีกคนที่เพิ่งก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้ากระสับกระส่าย
"คุณริน... ไม่คิดเลยนะครับ ว่าเราจะได้คุยกันในสถานการณ์แบบนี้"
เสียงของเมธินีพยายามดัดให้ราบเรียบและมั่นคง ทว่าความสั่นเครือที่ปลายเสียงกลับทรยศความหวาดหวั่นในใจ เธอทรุดกายลงนั่งบนโซฟาฝั่งตรงข้าม พยายามจัดกระเป๋าแบรนด์เนมในตักเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่า เมธินีในวันนี้ยังคงแต่งกายด้วยเสื้อผ้าตัดเย็บอย่างประณีตและเต็มไปด้วยเครื่องประดับราคาแพง ทว่าเมื่อเทียบกับความนิ่งสงบดั่งหินผาของรินรดาแล้ว อีกฝ่ายกลับดูราวกับเด็กสาวที่กำลังถืออาวุธปลอมเดินเข้าสู่สนามรบจริง
รินรดาวางถ้วยแบล็กทีลงบนจานรองอย่างนุ่มนวล เสียงกระทบกันเบาๆ นั้นกลับดังชัดเจนก้องอยู่ในโสตประสาทของคนฟัง เธอยกยิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อย—รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตาคู่คมกริบนั้นเลยแม้แต่น้อย
"ชีวิตคนเรามักมีความบังเอิญที่น่าขันซ่อนอยู่เสมอครับ คุณเมธินี" รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม เยือกเย็น และเป็นทางการ "โดยเฉพาะความบังเอิญที่ทำให้คนที่เคยคิดว่าตัวเองอยู่เหนือกว่า ต้องมานั่งรอฟังคำพิพากษาจากคนที่เธอเคยเหยียบย่ำ"
เมธินีสะดุ้งเล็กน้อย ดวงตาคู่คมวาววับขึ้นด้วยความไม่พอใจที่ถูกต้อนให้จนมุม "คุณรินกำลังพูดเรื่องอะไร ฉันไม่เข้าใจ... ถ้าเรื่องโปรเจกต์โรงแรม ทางบริษัทของเราได้ยื่นประมูลตามขั้นตอนถูกต้องทุกประการ"
"ถูกต้องตามขั้นตอน?" รินรดาทวนคำ น้ำเสียงเจือแววเย้ยหยันจางๆ เธอเอนหลังพิงพนักโซฟาอย่างผ่อนคลาย ต่างจากเมธินีที่เริ่มนั่งไม่ติดที่ "คุณแน่ใจหรือครับว่าเอกสารทางบัญชีชุดล่าสุดที่บริษัทของคุณใช้ค้ำประกันเงินกู้ก้อนนั้น ปราศจากรอยเปื้อนของ... เส้นสายที่คุณสามีของคุณ... อ้อ, ขออภัยครับ อดีตสามีของฉัน เคยช่วยเซ็นอนุมัติไว้เมื่อปีก่อน"
ลมหายใจของเมธินีสะดุดกึก สีหน้าที่เคยพยายามรักษาความเย่อหยิ่งไว้เริ่มซีดเผือดลงทีละน้อย ความลับที่ถูกเก็บซ่อนไว้ในเซฟของบริษัทกำลังถูกมือคู่ที่เธอเคยคิดว่าอ่อนแอ แง้มเปิดออกทีละนิดอย่างเลือดเย็น
"คุณ... คุณเอาข้อมูลพวกนี้มาจากไหน!" เมธินีเผลอขึ้นเสียงอย่างลืมตัว มือที่กำสายกระเป๋าแน่นจนข้อต่องนิ้วขึ้นสีขาว
"ความลับไม่มีในโลกหรอกครับ คุณเมธินี โดยเฉพาะความลับที่สร้างขึ้นบนซากปรักหักพังของคนอื่น" รินรดาลุกขึ้นยืนช้าๆ เธอเดินเข้าไปใกล้กระจกบานใหญ่ที่มองเห็นวิวเมืองเบื้องล่าง แผ่นหลังที่เคยห่อเหี่ยวในวันที่ถูกหย่าร้าง บัดนี้กลับตั้งตรงสง่างามราวกับพญาหงส์ที่กางปีกบินข้ามพายุ "คุณคิดจริงๆ หรือว่า การก้าวเข้ามาแทนที่ฉันในวันนั้น คือชัยชนะสูงสุดของคุณ?"
เมธินีลุกขึ้นยืนตาม แรงกดดันมหาศาลจากผู้หญิงตรงหน้าทำให้เธอรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง "รินรดา! คุณไม่มีสิทธิ์มาพูดจาดูถูกฉัน เมธินีคนนี้ไม่ได้แย่งอะไรมาทั้งนั้น ในเมื่อธราธรเขาไม่รักคุณแล้ว เขาก็ต้องเลือกคนที่ดีกว่า..."
รินรดาหันกลับมาทันที แววตาที่มองตรงมายังเมธินีคมกริบราวกับใบมีดที่ถูกลับจนขึ้นเงา ทำให้คำพูดที่เหลือของเมธินีกลืนหายไปในลำคอ
"ดีกว่าอย่างนั้นหรือครับ?" รินรดาหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน "คุณคิดว่าผู้ชายอย่างธราธร ที่เห็นแก่ตัวและรักความสมบูรณ์แบบเหนือสิ่งอื่นใด จะรักใครนอกจากตัวเองอย่างนั้นหรือ? เขาทิ้งฉันได้ เขาก็พร้อมจะเขี่ยคุณทิ้งได้เช่นกัน เมื่อคุณหมดประโยชน์และกลายเป็นภาระทางการเงินให้กับอาณาจักรธุรกิจของเขา"
คำพูดนั้นพุ่งตรงเข้าปักกลางใจของเมธินีราวกับลูกศิษย์อาบยาพิษ รอยร้าวในความสัมพันธ์ที่เธอกับธราธรเริ่มเผชิญอยู่หลังฉากหน้าอันหรูหรา ถูกรินรดาหยิบยกขึ้นมาตีแผ่ได้อย่างแม่นยำ ราวกับอีกฝ่ายยืนมองพวกเขาทั้งคู่ผ่านกระจกใสมาตลอดเวลา
"คุณกลัวใช่ไหมครับ..." รินรดาก้าวเข้าไปใกล้ทีละก้าว จนเมธินีต้องถอยหลัง
"...กลัวว่าสักวันหนึ่ง ธราธรจะตาสว่าง และพบว่าสิ่งที่เขาสูญเสียไปในวันนั้น คือสิ่งที่มีค่าที่สุดที่ผู้ชายโง่ๆ คนหนึ่งจะหาไม่ได้อีกแล้วในชีวิต"
ประโยคสุดท้ายถูกเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระซิบแผ่วเบา แต่กลับทรงพลังและบาดลึกถึงกระดูกดำ เมธินีกัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ความโกรธแค้นและความหวาดกลัวตีรวนกันอยู่ในอกจนแทบจะระเบิดออกมา เธอยกมือขึ้นชี้หน้าอีกฝ่ายด้วยความสั่นเทา
"อย่ามาทำเป็นเก่งไปเลยรินรดา! ต่อให้คุณจะฉลาดแค่ไหน แต่ธราธรเขาก็ไม่มีวันกลับไปหาคุณหรอก! เขารังเกียจ..."
"ใครบอกคุณว่าฉันต้องการให้เขากลับมาล่ะครับ?"
รินรดาตัดบทสวนขึ้นทันควัน แววตาฉายประกายความเยือกเย็นอันน่าสะพรึงกลัว "การเก็บกวาดขยะชิ้นที่ตัวเองเคยโยนทิ้ง ไม่ใช่รสนิยมของฉัน... แต่การเฝ้ามองพวกคุณพังพินาศไปทีละน้อยต่างหาก คือความบันเทิงที่ฉันรอคอย"
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ Wดังขึ้นสองครั้งก่อนจะถูกผลักเปิดออกโดยผู้ช่วยหนุ่มของรินรดา พร้อมกับซองเอกสารสีน้ำตาลในมือ
"คุณรินครับ เอกสารจากศาลอนุมัติคำสั่งอายัดทรัพย์สินในเครือทั้งหมดเรียบร้อยแล้วครับ และนี่คือ..." ผู้ช่วยหนุ่มลังเลเล็กน้อยก่อนจะยื่นแฟ้มอีกชิ้นให้ "หมายเรียกพยานปากเอก... ที่จะทำให้คุณธราธรต้องมาปรากฏตัวที่นี่ด้วยตนเองในสัปดาห์หน้าครับ"
รินรดารับแฟ้มเอกสารมาถือไว้ด้วยท่าทีเรียบเฉย เธอมองหน้าเมธินีที่ตอนนี้ใบหน้าซีดเผือกไร้สีเลือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกเมื่อเห็นชื่อคดีบนหน้าแฟ้ม
ก่อนที่เมธินีจะทันได้เอ่ยปากพูดอะไร เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของเธอก็แผדเสียงดังขึ้นอย่างบ้าคลั่ง หน้าจอแสดงชื่อผู้โทรเข้าที่ทำให้ลมหายใจของเธอแทบหยุดเดิน—**"ธราธร"**
เมธินีมือไม้สั่นเทาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาด้วยความลังเล ท่ามกลางสายตาที่นิ่งสงบและจับจ้องทุกความเคลื่อนไหวของรินรดา เธอลังเลอยู่ชั่วขณะก่อนจะกดรับสายด้วยความหวาดหวั่น
"ฮล... ฮัลโหลค่ะธราธร?"
เสียงปลายสายไม่ได้ตอบกลับมาเป็นเสียงของอดีตสามีผู้เย่อหยิ่งอย่างที่เธอคุ้นเคย หากแต่เป็นเสียงทุ้มต่ำและสั่นเครือจากปลายสายของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง ที่แจ้งข่าวร้ายที่สุดในชีวิตของเขา—
*"คุณเมธินีใช่ไหมครับ? คุณธราธรประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสักครู่ อาการสาหัส... และตอนนี้... เขาเพิ่งฟื้นขึ้นมาพร้อมกับเพ้อหาใครบางคนซ้ำๆ ครับ"*
เมธินีหน้าถอดสี มือที่ถือโทรศัพท์ร่วงหล่นลงเกือบจะถึงพื้น ดวงตาเบิกกว้างหันกลับไปมองรินรดาราวกับเห็นภูตผี
รินรดายังคงยืนกอดอกนิ่ง รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างผู้กุมชัยชนะในเกมนี้ ขณะที่สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างสู่ท้องฟ้าที่เริ่มมืดครึ้ม
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวนี้ไปด้วยกันนะครับ
เศษเสี้ยวบนรอยร้าวของกระจกเงา•ตอนที่ 9
คำลวงใต้หน้ากาก
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวบนรอยร้าวของกระจกเงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!