เศษเสี้ยวบนรอยร้าวของกระจกเงา•ตอนที่ 22

วิกฤตความเชื่อมั่น

ผลงานโดย บันทึกคนจร
เสียงเอกสารกระดาษนับร้อยแผ่นที่ถูกรวบรวมและเก็บใส่แฟ้มสีดำสนิท ดังขึ้นราวกับเสียงฝีเท้าของความตายที่กำลังเดินใกล้เข้ามาทีละก้าว บนโต๊ะประชุมยาวของบริษัทธราธรกรุ๊ป บรรยากาศในยามบ่ายนี้อึมครึมเสียยิ่งกว่าท้องฟ้าภายนอกที่กำลังตั้งเค้าฝน เมธินีขยับตัวด้วยความกระวนกระวาย นิ้วเรียวยาวที่สวมแหวนเพชรเม็ดโตจิกเข้าหากันจนเล็บแทบจะจมลงไปในเนื้อ ขณะที่สายตาคมกริบกวาดมองเอกสารการยกเลิกสัญญาตรงหน้า "พวกเขายกเลิก... พร้อมกันสามรายรวดอย่างนั้นหรือ" เสียงของธราธรแหบพร่าและเย็นเยียบ ดวงตาคมปลาบที่เคยฉายแววทะเยอทะยานและมั่นอกมั่นใจ บัดนี้กลับมีเส้นเลือดฝอยสีแดงก่ำปรากฏขึ้นชัดเจน ความกดดันตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาสะสมจนกลายเป็นก้อนหินหนักอึ้งที่กดทับลงบนทรวงอกของเขา "ไม่ใช่แค่สามรายครับท่านประธาน..." เลขานุการหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะวางซองเอกสารสีน้ำตาลเข้มอีกซองลงบนโต๊ะ "กลุ่มทุนจากต่างประเทศที่กำลังจะเซ็นสัญญาลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ริมแม่น้ำเมื่อช่วงเช้า... ส่งแฟกซ์แจ้งยกเลิกการเจรจาอย่างเป็นทางการแล้วครับ ให้เหตุผลเรื่องความเสี่ยงด้านเสถียรภาพของบริษัทเรา" ธราธรหลับตาลงช้าๆ พยายามควบคุมลมหายใจเข้าออกให้สม่ำเสมอ สมองของนักธุรกิจหนุ่มที่เคยคาดการณ์ทุกอย่างได้อย่างแม่นยำ กลับมืดแปดด้านลงในพริบตา เขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่ความผิดพลาดทางธุรกิจธรรมดา การถอนตัวพร้อมเพรียงกันในจังหวะเวลาที่เปราะบางที่สุดเช่นนี้ มีร่องมือของใครบางคนชักใยอยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน มือที่เคยอบอุ่นและคอยสนับสนุนเขาในยามที่เขาต้องเผชิญกับมรสุมชีวิต... รินรดา ภาพของอดีตภรรยาผู้เงียบขรึมและมีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่ายผุดขึ้นมาในห้วงความคิด ธราธรเพิ่งตระหนักในวินาทีนี้เองว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาประเมินผู้หญิงคนนี้ต่ำเกินไป รินรดาไม่ได้เป็นเพียงแค่เงาที่คอยหลบอยู่หลังความสำเร็จของเขา แต่เธอคือคนที่ถือหางเสือตัวจริงของเครือข่ายความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่สร้างรากฐานให้บริษัทนี้เติบโต และเมื่อเธอถอนตัวออกไป รากฐานเหล่านั้นก็พังทลายลงราวกับปราสาททราย "ธล... เราจะทำยังไงกันดีคะ" เมธินีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ความมั่นใจที่เคยมีมลายหายไปจนหมดสิ้นเมื่อตัวเลขผลประกอบการดิ่งลงเหว "ถ้าโปรเจกต์นี้ล่ม บริษัทเราจะล้มละลายภายในไตรมาสนี้ทันทีนะ" "เงียบก่อน เมธินี" ธราธรลืมตาขึ้น แววตาของเขาไม่ได้มีความโกรธเกรี้ยวต่อหญิงสาวข้างกาย มีเพียงความว่างเปล่าและความสำนึกผิดที่สายเกินแก้ เขาหวนนึกถึงวันที่เขาไล่รินรดาออกจากบ้านหลังนั้น วันที่เธอยังตั้งครรภ์อ่อนๆ และมองเขาด้วยแววตาที่ตายด้านไร้ความรู้สึก เขากล้าดียังไงถึงคิดว่าผู้หญิงคนนั้นจะยอมจำนนต่อโชคชะตาโดยไม่ลุกขึ้นมาสู้กลับ ในขณะเดียวกัน ที่มุมหนึ่งของร้านกาแฟกึ่งห้องสมุดอันเงียบสงบ ห่างจากตึกสำนักงานใหญ่ของธราธรไม่กี่บล็อก รินรดากำลังจิบชาอุ่นๆ ช้าๆ สายตาภายใต้กรอบแว่นสายตากวาดมองรายงานสรุปความเคลื่อนไหวทางธุรกิจผ่านหน้าจอแท็บเล็ต มุมปากของเธอหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา—รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความสุขอย่างแท้จริง แต่เป็นรอยยิ้มของผู้ชนะที่ได้เห็นหมากบนกระดานเคลื่อนไปในทิศทางที่เธอวางแผนไว้ทุกประการ ความเจ็บปวดจากการถูกทรยศ ความโดดเดี่ยวในคืนที่มืดมิด และหยดน้ำตาที่เธอเคยรินรดลงบนรอยร้าวของชีวิตคู่ ทุกสิ่งทุกอย่างถูกหลอมรวมให้กลายเป็นอาวุธที่คมกริบที่สุด รินรดารู้จักจุดอ่อนทุกจุดของธราธร รู้จักเส้นสายทางธุรกิจที่เขาภาคภูมิใจ และรู้ดีที่สุดว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้ผู้ชายที่เคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอ ล้มลงไปกองกับพื้นโดยไม่มีแม้แต่แรงจะลุกขึ้นมาโต้เถียง เสียงกริ่งที่ประตูร้านกาแฟดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูทภูมิฐานที่เดินตรงมายังโต๊ะของเธอ เขาก้มศีรษะลงเล็กน้อยก่อนจะนั่งลงฝั่งตรงข้าม "ทุกอย่างเป็นไปตามที่คุณรินรดาต้องการครับ กลุ่มทุนทั้งหมดถอนตัวเรียบร้อยแล้ว และตอนนี้ทางธราธรก็กำลังเผชิญกับวิกฤตสภาพคล่องอย่างหนัก" ทนายความส่วนตัวรายงานด้วยน้ำเสียงนับถือ "ขอบคุณมากค่ะคุณทนาย" รินรดาวางแก้วชาลงบนจานรอง เสียงกระทบกันเบาๆ ช่างฟังดูไพเราะในความเงียบ "นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น... ความยุติธรรมที่แท้จริง ยังต้องใช้เวลาอีกสักพัก" ทนายความพยักหน้ารับก่อนจะยื่นซองเอกสารอีกซองหนึ่งขึ้นมาวางบนโต๊ะ "นี่คือเอกสารเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินผืนสุดท้ายที่ธราธรเคยนำไปจำนองไว้กับธนาคารโดยใช้ชื่อบริษัท ตอนนี้สิทธิ์ในการไถ่ถอนตกมาอยู่ที่คุณรินรดาเรียบร้อยแล้วครับ คุณจะจัดการอย่างไรต่อกับที่ดินผืนนี้ดีครับ" รินรดามองซองเอกสารนั้นด้วยสายตาที่เยือกเย็น ที่ดินผืนนั้นคือความทรงจำสุดท้ายที่เธอกับธราธรเคยร่วมกันวางแผนจะสร้างบ้านหลังเล็กๆ สำหรับครอบครัวในยันต์วัยชรา แต่ตอนนี้ มันได้กลายเป็นกุญแจดอกสุดท้ายที่จะใช้ล็อกประตูขังอดีตสามีไว้ในกรงแห่งความล่มสลาย เธอกำลังจะเอ่ยปากตอบคำถามของทนายความ ทัน الهاتف มือถือในกระเป๋าเสื้อคลุมของเธอก็สั่นขึ้น หน้าจอแสดงเบอร์โทรศัพท์แปลกปลอมที่เธอไม่คุ้นเคย แต่ลางสังหรณ์บางอย่างบอกให้เธอรับสาย "ฮัลโหลค่ะ" รินรดากรอกเสียงลงไป "ริน..." เสียงปลายสายที่ลอดผ่านมาทำให้ลมหายใจของเธอสะดุดไปชั่วขณะ น้ำเสียงนั้นแหบพร่า สั่นเครือ และเต็มไปด้วยความสิ้นหวังที่เธอจำได้ไม่มีวันลืม "ผมรู้ว่าคุณเป็นคนทำ... ได้โปรด... กลับมาคุยกันหน่อยเถอะ ริน... ผมขอร้อง" รินรดาไม่ได้ตอบรับทันที เธอนิ่งเงียบ ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่กรีดแทงหัวใจของคนที่เคยใจร้ายกับเธอ ความสะใจไม่ได้เอ่อล้นขึ้นมาในอกอย่างที่เธอเคยจินตนาการไว้ มีเพียงความว่างเปล่าและความเหนื่อยล้าที่ตกค้างอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจ เธอกำลังจะกดตัดสายทิ้งอย่างไร้เยื่อใย ทว่าประโยคถัดมาจากปลายสายกลับทำให้มือที่ถือโทรศัพท์ถึงกับแข็งค้าง และทำให้โลกทั้งใบของเธอหยุดหมุนไปในทันที "ถ้าคุณยังไม่เห็นแก่ผม... ก็เห็นแก่เด็กผู้ชายคนนั้น... ลูกของเรา... ที่ยืนอยู่กับผมตอนนี้สิครับ" ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวนี้ไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ (บันทึกคนจร)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวบนรอยร้าวของกระจกเงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%