"ถ้าคุณยังเดินเร็วกว่านี้อีกก้าวเดียว ผมจะถือว่าคุณกำลังวิ่งหนีเสน่ห์ของผมนะครับคุณมินตรา"
ผมเอ่ยแซลมatออกไปแบบนั้น ทั้งที่ในใจกำลังนึกเสียดายแผ่นหลังบางภายใต้เสื้อเชิ้ตพับแขน ที่เพิ่งจะเดินทิ้งผมไว้ใต้ต้นมะขามเมื่อห้านาทีที่แล้ว เหตุการณ์ใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่เมื่อครู่ยังติดตรึงอยู่ในโสตประสาท รอยยิ้มที่มุมปากของเธอ ความท้าทายในแววตาคู่นั้น รวมถึงความกล้าหาญแบบที่ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อน... ยอมรับเลยครับว่า ผู้หญิงคนนี้ทำให้สถาปนิกที่มั่นหน้ามั่นโหนกอย่างผมไปไม่เป็นเหมือนกัน
ไซต์งานก่อสร้างช่วงบ่ายยังคงเต็มไปด้วยฝุ่นคละคลุ้งและเสียงเครื่องจักรกลหนักที่ทำงานแข่งกับเวลา แสงแดดช่วงบ่ายส่องกระทบโครงสร้างเหล็ก เกิดเป็นเงาทอดตัวยาวสลับซับซ้อน ทว่าความสนใจของผมไม่ได้อยู่ที่งานดีไซน์โครงสร้างคอนกรีตเปลือยตรงหน้าเลยสักนิด สายตาของผมคอยแต่จะสอดส่องหาหมวกนิรภัยสีขาวใบเก่งของวิศวกรสาวสายเป๊ะ ที่ตอนนี้กำลังเดินตรวจงานด้วยมาดจริงจังราวกับผู้บัญชาการทหารสูงสุด
"นี่คุณกรณ์ เลิกเดินตามตูดฉันสักทีได้ไหมคะ งานหน้าต่างโซน B ยังไม่ได้เคลียร์แบบรายละเอียดนะ อย่ามาทำเนียนอู้"
เสียงใสๆ ตะโกนแข่งกับเสียงตัดเหล็กดังมาจากชั้นสองของตัวอาคาร ผมเงยหน้าขึ้นมองตามต้นเสียง ก่อนจะยิ้มมุมปากแล้วก้าวเท้าขึ้นบันไดชั่วคราวตามไปติดๆ
"ผมไม่ได้อู้สักหน่อยครับคุณมีน ผมกำลังปฏิบัติภารกิจสำคัญ... ภารกิจรักษาความปลอดภัยให้วิศวกรคนสวยต่างหาก เกิดคุณเดินสะดุดท่อพีวีซีหน้าตาบูดบึ้งขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบล่ะครับ"
"เพ้อเจ้อใหญ่แล้วนะคุณ..."
มีนหันขวับกลับมาเตรียมจะพ่นคำบ่นยาวเหยียดใส่ผมตามฟอร์ม แต่จังหวะนั้นเอง... โลกทั้งใบคล้ายจะหมุนช้าลงไปถนัดตา
เสียงดังสนั่นจากด้านบนคล้ายวัตถุขนาดหนักหลุดจากรอกยกของ เหล็กเส้นขนาดนิ้วที่กองไว้บนชั้นลอยเกิดเลื่อนไถลด้วยแรงสั่นสะเทือนบางอย่าง มันกำลังร่วงดิ่งลงมาตรงจุดที่วิศวกรสาวสาวยืนอยู่พอดี!
"มีน! ระวัง!"
สมองผมสั่งการเร็วกว่าความคิด ปลายเท้าดีดตัวพุ่งทะยานออกไปราวกับนักวิ่งระยะสั้น ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแรงมหาศาลนั้นมาจากไหน รู้ตัวอีกทีร่างทั้งร่างของผมก็พุ่งเข้าชนร่างเล็กๆ ของเธอเต็มแรง จนเราทั้งคู่กระเด็นหลุดพ้นรัศมีของเจ้าเหล็กเส้นที่ร่วงลงมากระแทกพื้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เศษฝุ่นและปูนกระจายฟุ้งไปทั่วบริเวณ
ตึง!
เสียงเหล็กกระทบพื้นคอนกรีตดังสะท้อนก้องในโสตประสาท แต่สิ่งที่ชัดเจนยิ่งกว่ากลับเป็นเสียงลมหายใจหอบถี่ของคนในอ้อมแขน
ผมทาบมือข้างหนึ่งลงกับพื้นคอนกรีตเพื่อยันน้ำหนักไม่ให้ทับลงไปบนตัวเธอเต็มแรง ขณะที่แขนอีกข้างยังคงโอบกระชับเอวบางไว้แน่น ระยะห่างระหว่างเราตอนนี้ใกล้เสียจนผมได้กลิ่นแชมพูอ่อนๆ จางๆ ปะปนกับกลิ่นฝุ่นจางของไซต์งาน ดวงตากลมโตคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกใจ แววตาคู่นั้นไหวระริกสะท้อนภาพใบหน้าของผมที่อยู่ห่างกันเพียงคืบเดียว
ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากปากของเราทั้งคู่ มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวโครมคราม... ไม่ใช่เสียงของผมคนเดียวแน่ๆ เพราะแรงกระเพื่อมตรงหน้าอกที่แนบชิดกันมันฟ้องชัดเจนว่า หัวใจของวิศวกรสาวสายเป๊ะก็กำลังเต้นผิดจังหวะไม่แพ้กันเลย
ดวงตาคมกริบของเธอกะพริบปริบๆ ริมฝีปากอิบอิ่มเผยอขึ้นเล็กน้อยคล้ายจะเอ่ยคำขอบคุณ แต่ความถือดีและฟอร์มที่สะสมมานานคงทำให้เธอเลือกที่จะเม้มปากแน่นแทน ความเงียบงันอบอวลไปด้วยกระแสความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่าง มันไม่ใช่ความตกใจกลัวจากเหตุการณ์เมื่อครู่ แต่มันคือความหวามไหวที่ก่อตัวขึ้นเงียบๆ ในใจของคนสองคนที่มักจะปะทะคารมกันทุกครั้งที่เจอหน้า
"คุณ..." เสียงของเธอแผ่วเบาจนแทบกระซิบ ลมหายใจอุ่นๆ รดอยู่บริเวณปลายจางของผม
"ว่าไงครับ... เจ็บตรงไหนหรือเปล่า หื้ม?" ผมจงใจลดเสียงลงให้ทุ้มต่ำเป็นพิเศษ นัยน์ตาคมมองลึกลงไปในดวงตาคู่นั้นอย่างไม่คิดจะหลบหลีก
มีนรีบกวาดสายตาเลิกลั่ก ใบหน้าที่เคยนิ่งสนิทและเต็มไปด้วยความมั่นใจเมื่อครู่ ตอนนี้กลับขึ้นสีแดงระเรื่อลามเลียไปถึงใบหู เธอพยายามดันอกผมออกเบาๆ แต่มีหรือที่คนเอาแต่ใจอย่างผมจะยอมปล่อยไอง่ายๆ
"ปล่อยเลยนะคุณกรณ์! ฉัน... ฉันปลอดภัยดีแล้ว ขอบคุณค่ะที่ช่วย... แต่ช่วยลุกออกไปห่างๆ ด้วยค่ะ ตัวหนักเป็นบ้าเลย!"
ปากก็บอกว่าตัวหนัก แต่ใบหน้าที่แดงแจ๋จนถึงใบหูนั้นกลับบอกความจริงอีกอย่างอย่างชัดเจน
ผมอมยิ้มบางๆ แกล้งทำเป็นขยับตัวช้าลงเพื่อแกล้งให้เธอใจเต้นเล่นอีกสักนิด ก่อนจะยอมพยุงร่างตัวเองลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พร้อมกับยื่นมือหนาออกไปตรงหน้าเธอเพื่อช่วยดึงให้ลุกขึ้นตาม
มีนมองมือผมนิ่งอยู่ชั่ววินาที ก่อนจะตัดสินใจยื่นมือเรียวเล็กมาจับแล้วลุกขึ้นยืนด้วยตัวเองโดยไม่ยอมพึ่งพาแรงดึงจากผมเสียทีเดียว ช่างเป็นยัยตัวแสบที่ยอมหักแต่ไม่ยอมงอเสียจริง
"คราวหน้าคราวหลัง ถ้าผมเตือนอะไร กรุณาฟังมากกว่าเถียงนะครับคุณมินตรา หูฟังของคุณมีไว้ประดับความสวยเฉยๆ หรือไงครับ" ผมแกล้งติเพื่อกลบเกลื่อนความวูบไหวในอกเมื่อครู่
"ก็มันใครล่ะคะที่เป็นต้นเหตุทำให้ฉันเสียสมาธิ เดินตามตบมุกอยู่ได้!" เธอยกมือขึ้นเสยผมลวกๆ เพื่อซ่อนอาการเขินอาย ก่อนจะก้มลงหยิบหมวกนิรภัยสีขาวที่หลุดกระเด็นขึ้นมาปัดฝุ่นออกเบาๆ แล้วสวมกลับลงบนศีรษะ
ทว่า... ในจังหวะที่เธอกำลังจัดสายรัดใต้คางนั้นเอง สายตาก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ปีกหมวกนิรภัย...
มันคือกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆ ที่ผมแอบสอดไว้ตั้งแต่ตอนที่เราคุยกันเรื่องแปลนงานเมื่อเช้า ลายมือหวัดๆ แต่ตั้งใจเขียนปรากฏเด่นชัด
*‘ถ้าเบื่องานก่อสร้าง มาเป็นแฟนสถาปนิกกวนๆ คนนี้แทนได้นะครับ... รับรองไม่ให้เหนื่อยฟรีแน่นอน’*
มีนชะงักกึก ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นอีกครั้ง เธอดึงกระดาษโน้ตแผ่นนั้นออกมาจากใต้หมวกช้าๆ ใบหน้าขาวเนียนแดงซ่านยิ่งกว่าเดิมจนแทบจะกลายเป็นลูกมะเขือเทศสุก
ผมยืนกอดอกอมยิ้มมองปฏิกิริยาของเธออย่างนึกสนุก หัวใจพองโตขึ้นมาอย่างประหลาดเมื่อเห็นว่าวิศวกรสาวสายเป๊ะถึงกับไปไม่เป็น
แต่ก่อนที่ผมจะได้เอ่ยปากหยอดคำหวานอะไรเพิ่มเติม เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของมีนก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศ เธอก้มลงมองหน้าจอเพียงแวบเดียว สีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย... เป็นสายเรียกเข้าจาก "พี่กรณ์" หรือใครบางคนที่ผมไม่รู้จัก แต่ชื่อนั้นทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของผมชะงักกึกทันที
มีนเงยหน้าขึ้นสบตาผมด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก เธอลืมตัวเผลอเรียกชื่อเล่นที่สนิทสนมออกมาเบื้องหน้าผมโดยไม่รู้ตัว
"กรณ์... คือว่า..."
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่แวะมาอมยิ้มและเดินทางไปพร้อมกับความปั่นป่วนหัวใจของพวกเขานะครับ
สถาปนิกหนุ่มมาดกวนกับวิศวกรสาวสายเป๊ะ•ตอนที่ 9
ความลับใต้หมวกนิรภัย
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มมาดกวนกับวิศวกรสาวสายเป๊ะ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!