"ถ้าคุณกรณ์ยังลากเสียงคำว่า 'ครับ' ยาวเกินสองวินาทีอีกรอบ ฉันจะเอาแบบแปลนฉบับแก้ไขครั้งที่สิบแปดนี่ฟาดหน้าผากคุณจริงๆ ด้วยนะคะ"
มินตราเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามอย่างยิ่งในการควบคุมระดับความดังไม่ให้ทะลุเพดานร้านกินดื่มสไตล์ลอฟท์ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากไซต์งานก่อสร้างนัก ปลายนิ้วเรียวที่มักจะถือปากกาแดงตรวจแบบอยู่เสมอกำลังเคาะโต๊ะไม้สักตามจังหวะความหงุดหงิด ขณะที่ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสายตาพยายามหลบเลี่ยงรอยยิ้มพราวระยับที่ส่งมาจากอีกฝั่งของโต๊ะ
"โห คุณมีนครับ ใจร้ายจัง" กรณ์แกล้งทำเป็นยกมือขึ้นทาบอก ทำหน้าตาตื่นตระหนกแบบเกินเบอร์จนพีทที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับสำลักฟองเบียร์พุ่งออกมาแทบไม่ทัน
"ไอ้กร มึงเบาๆ หน่อยเถอะวะ สงสารคุณมีนเขาเถอะ หน้าดำคร่ำเครียดกับตึกมึงมาทั้งเดือนแล้ว" พีทรีบคว้าทิชชูมาเช็ดปาก พร้อมกับส่งสายตาเตือนเพื่อนรักที่ดูจะสนุกสนานกับการแกล้งวิศวกรสาวคนนี้เสียเหลือเกิน
บรรยากาศรอบโต๊ะยาวในค่ำคืนวันศุกร์เต็มไปด้วยเสียงหัวsาะและเสียงแก้วกระทบกันของทีมงานสถาปนิกและวิศวกร ปาร์ตี้เล็กๆ เพื่อเฉลิมฉลองการผ่านพ้นเดือนแรกของโปรเจกต์ใหญ่ที่เกือบจะล่มไม่เป็นท่ามาหลายรอบด้วยความเห็นที่ไม่ลงรอยกันระหว่าง 'สถาปนิกสายชิล' กับ 'วิศวกรสายเป๊ะ' แต่ในที่สุดพวกเขาก็ผ่านสัปดาห์แรกของการลงเสาเข็มมาได้ด้วยดี
ฟ้าใส มัณฑนากรสาวเพื่อนสนิทของมีน ซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ชำเลืองมองเพื่อนรักสลับกับสถาปนิกหนุ่มมาดกวนด้วยรอยยิ้มรู้ทัน ก่อนจะกระซิบเบาๆ ข้างหูมีน "แก... ฉันว่าตึกนี้อาจจะเสร็จช้ากว่ากำหนดนะ แต่ความสัมพันธ์ของแกกับคุณกรณ์เนี่ย... ฉันว่ามันคืบหน้าเร็วกว่ากำหนดไปโขเลยนะยะ"
"ฟ้าใส! แกก็เป็นไปกับเขาด้วยเหรอ" มีนหันไปค้อนเพื่อนสนิทวงใหญ่ แก้วใสในมือเกือบจะถูกบีบจนแตกถ้าเธอไม่ตั้งสติเสียก่อน
"เปล่าสักหน่อย ฉันแค่พูดตามเนื้อผ้า... ดูสายตาเขาสิแก เหมือนหมาโกลเด้นกำลังรอเจ้าของให้อาหารอยู่เนี่ย" ฟ้าใสพยักพเยิดไปทางกรณ์ที่ตอนนี้กำลังถูกคะยั้นคะยอจากทีมงานให้ขึ้นไปร้องเพลงบนเวทีเล็กๆ ของร้าน
"เฮ้ย! ไหนๆ เดือนนี้เราก็ผ่านมาได้แบบเลือดตาแทบกระเด็น ให้สถาปนิกตัวท็อปของเราเปิดประเดิมเวทีหน่อยเว้ย!" เสียงของหัวหน้าทีมฝ่ายโครงสร้างตะโกนขึ้น พร้อมกับเสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องเชียร์ดังลั่นร้าน
กรณ์หัวسาะในลำคออย่างอารมณ์ดี เขายักไหล่เบาๆ แบบคนไม่ค่อยยี่หระกับอะไรรอบตัวนัก แต่ดวงตากลับพาดประกายบางอย่างที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวดูน่าสนใจขึ้นมาทันตาเห็น ร่างสูงโปร่งในเสื้อเชิ้ตพับแขนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวขึ้นไปบนเวทีอย่างมั่นใจโดยไม่ต้องมีใครฉุดลาก มือเรียวหนาคว้าไมโครโฟนไร้สายขึ้นมาเคาะเบาๆ สองที
"นานๆ ทีจะได้จับไมค์ ไม่ได้จับนาน กลัวเสียงจะเพราะเกินไปจนกระทั่งสะเทือนถึงโครงสร้างตึกที่คุณมีนควบคุม เดี๋ยวจะหาว่าสถาปนิกอย่างผมไม่มืออาชีพ" กรณ์หยอดมุกหน้าตาย เรียกเสียงหัวเราะครืนใหญ่จากทีมงานได้ทันที
มีนกรอกตาขึ้นฟ้าอย่างระอา แต่ริมฝีปากบางกลับเผลอยกยิ้มขึ้นมานิดหนึ่งโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ... หรือต่อให้รู้ตัว เธอก็ขี้เกียจจะปฏิเสธแล้วว่าผู้ชายคนนี้มีวิธีทำให้คนรอบข้างหลุดยิ้มได้ตลอดเวลาจริงๆ แม้กระทั่งในยามที่เธออยากจะเดินหนีเขามากที่สุดก็ตาม
ดนตรีอะคูสติกเบาๆ เริ่มบรรเลงขึ้นจากกีตาร์โปร่งของนักดนตรีประจำร้าน เสียงทุ้มนุ่มนวลแต่มีเสน่ห์เฉพาะตัวเอ่ยทักทายผ่านไมโครโฟน กรณ์ไม่ได้เลือกเพลงร็อกเกรี้ยวกราดตามบุคลิกภายนอกของเขา แต่กลับเป็นเพลงรักฟีลกู๊ดที่มีจังหวะสนุกสนานอบอุ่น เนื้อหาพูดถึงการเดินทางที่บังเอิญได้มาพบเจอกับใครบางคนที่ไม่เข้ากันเลยสักนิด แต่กลับกลายเป็นส่วนเติมเต็มที่ขาดหายไป
ในท่อนฮุกของเพลง กรณ์ก้าวเดินช้าๆ มาที่ริมขอบเวทีที่อยู่ไม่ไกลจากโต๊ะที่พวกเขานั่งนัก ดวงตาคมกริบภายใต้แสงไฟสลัวไม่ได้มองไปที่อื่นเลย นอกจาก... มินตรา
จังหวะนั้น รอบตัวราวกับถูกกดปุ่มลดเสียงลง เหลือเพียงเสียงกีตาร์และน้ำเสียงนุ่มทุ้มที่จงใจขับร้องเน้นย้ำทุกถ้อยคำ
*“...จากที่ไม่เคยคิดว่าใครจะเข้ามาเปลี่ยนโลกที่วางแผนไว้... จนวันที่เธอเดินเข้ามาเถียงเรื่องเสาเข็มต้นนั้น...”*
เสียงแซวจากทีมงานดังขึ้นฮือฮาเมื่อกรณ์เปลี่ยนเนื้อเพลงสดๆ หน้าตาเฉย แต่มินตรากลับรู้สึกเหมือนอุณหภูมิรอบตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน หัวใจในอกเต้นผิดจังหวะจนน่ากลัว เธอยกแก้วน้ำขึ้นดื่มเพื่อกลบเกลื่อนความร้อนผ่าวที่ลามเลียขึ้นมาถึงใบหู แต่สายตาคู่นั้น... สายตาหวานเชื่อมที่ส่งตรงมาแบบไม่หลบเลี่ยง คู่นั้นกำลังทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่บนแผ่นดินไหวระดับแปดริกเตอร์
กรณ์มองตรงมาที่เธอด้วยแววตาที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะเรียกว่า 'การแสดงบนเวที' มันคือความจริงจังที่ซ่อนอยู่หลังรอยยิ้มกวนประสาท และความอ่อนโยนที่เขาไม่เคยแสดงให้ใครเห็นมาก่อน
มีนทนรับสายตานั้นไม่ไหว เธอรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่น แกล้งทำเป็นสนใจฟองเบียร์ในแก้วของคนข้างๆ จนฟ้าใสต้องสะกิดยิกๆ ด้วยความหมั่นไส้
แต่ก่อนที่ค่ำคืนนี้จะดำเนินไปถึงบทสรุปที่หัวใจของใครบางคนอาจจะต้านทานไม่ไหว หน้าจอโทรศัพท์มือถือวางอยู่บนโต๊ะของมีนก็สั่นครืดขึ้นมาพร้อมกับข้อความแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันแชต์ยอดฮิต
ชื่อผู้ส่งคือคนที่กำลังยืนถือไมค์อยู่บนเวทีนั่นเอง
**[Korn]:** "เพลงเมื่อกี้... ตั้งใจร้องให้วิศวกรสายเป๊ะฟังโดยเฉพาะเลยนะ... รู้ตัวหรือเปล่าครับ?"
มีนมองข้อความนั้น หัวใจกระตุกวูบ เธอสูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ นิ้วเรียวสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อแตะลงบนหน้าจอเพื่อเตรียมพิมพ์ตอบกลับไปด้วยถ้อยคำเฉือดเฉือนตามสไตล์เดิมเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย
แต่ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่เธอกำลังจะกดส่งข้อความปฏิเสธความรู้สึกตัวเองนั้น เสียงเพลงบนเวทีก็เงียบลง พร้อมกับเงาร่างสูงใหญ่ที่ทาบทับลงมาตรงหน้าโต๊ะ
มีนเงยหน้าขึ้นช้าๆ และพบว่ากรณ์มายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ รอยยิ้มมุมปากแบบฉบับของสถาปนิกหนุ่มมาดกวนปรากฏขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับคำพูดที่ทำให้โลกทั้งใบของเธอหยุดหมุนไปชั่วขณะ
"ไม่ต้องพิมพ์ตอบหรอครับ... ฟังจากปากผมตรงนี้... น่าจะชัดเจนกว่านะ"
- สายลมแผ่วเบา -
(ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านเรื่องราวอบอุ่นหัวใจนี้ไปด้วยกันนะครับ)
สถาปนิกหนุ่มมาดกวนกับวิศวกรสาวสายเป๊ะ•ตอนที่ 10
ปาร์ตี้ส่งท้ายเดือนแรกของโปรเจกต์
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มมาดกวนกับวิศวกรสาวสายเป๊ะ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!