"ถ้าคุณยังยืนเถียงเรื่องค่าองศาหลังคาอยู่อีกสามวินาที ผมจะจับคุณโยนลงไปให้ปลากินน้ำกรดข้างล่างโน่นจริงๆ ด้วยนะครับคุณมีน"
เสียงทุ้มต่ำเจือความหงุดหงิดปนเหนื่อยล้าของกรณ์ดังแข่งกับเสียงสายฝนที่กระหน่ำซัดสาดลงมาใส่หลังคาเหล็กชั่วคราวของสำนักงานไซต์งาน จนแทบไม่ได้ยินเสียงหายใจ กรณ์ในเวลานี้ไม่ได้มีมาดสถาปนิกหนุ่มกวนประสาทคนเดิม ใบหน้าคมคายเปื้อนหยดน้ำฝนและคราบฝุ่นปูน เสื้อเชิ้ตพับแขนขึ้นจนถึงข้อศอกเผยให้เห็นเส้นเลือดปูดโปーンที่ข้อมือจากความตึงเครียดสะสมตลอดทั้งวัน และเหนือสิ่งอื่นใด... เงาของชายสูงวัยที่เพิ่งขับรถลับสายตาไปเมื่อสิบนาทีមុนยังคงติดตรึงอยู่ในดวงตาคู่คมนั้นราวกับคมมีดที่กรีดลึกลงในเนื้อ
มีนสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อถูกดึงสติกลับมา เธอตั้งท่าจะอ้าปากเถียงตามสัญชาตญาณวิศวกรผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครเรื่องมาตรฐาน แต่พอเหลือบเห็นไหล่กว้างที่ไหวสะท้อนเบาๆ และดวงตาคู่ที่มักจะพราวระยับด้วยความเจ้าเล่ห์ บัดนี้กลับไหววูบราวกับเปลวเทียนในพายุ เธอก็กลืนคำพูดทั้งหมดลงคอไป
"ฉัน... ฉันไม่ได้จะเถียงเรื่ององศาหลังคาซะหน่อย" มีนเสียงอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว มือเรียวที่กอดอกแน่นคลายออก เธอมองซองเอกสารในมือตัวเองสลับกับแผ่นหลังของชายหนุ่มที่เดินไปยืนเหม่อมองสายฝนหน้าประตูเหล็ก "คุณโอเคหรือเปล่ากรณ์ ตั้งแต่... เอ่อ ตั้งแต่คนที่รถคันนั้นขับออกไป คุณก็เงียบเป็นเป่าสาก แถมหน้าซีดเหมือนคนอดนอนมาสามวัน"
"เรื่องของผมครับ" กรณ์ตอบกลับทันควัน น้ำเสียงห้วนจัดแบบที่จงใจสร้างกำแพงขึ้นมากั้น แต่แปลก... มันช่างเปราะบางเสียจนคนฟังรู้สึกได้
สำนักงานชั่วคราวขนาดสี่คูณสามเมตรอบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้นของดิน ฝน และกาแฟกระป๋องที่หมดอายุไปตั้งแต่ปีมะระ ไซต์งานก่อสร้างมูลค่าหลายร้อยล้านในย่านชานเมืองถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสมบูรณ์ด้วยม่านน้ำฝนที่หนาทึบ ไฟฟ้าในไซต์ดับลงตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงก่อน เหลือเพียงแสงไฟฉุกเฉินสีส้มสลัวที่สาดกระทบใบหน้าของคนทั้งคู่ให้ดูยาวนานและโดดเดี่ยวขึ้นไปอีก
กรณ์ทรุดตัวลงนั่งกับเก้าอี้พลาสติกสีน้ำเงินที่ขาข้างหนึ่งโยกเยก เขาถอนหายใจยาวเหยียด ปล่อยให้ความเงียบเข้าครอบงำอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เบาราวกับเสียงกระซิบกับตัวเอง
"คุณเคยรู้สึกไหมครับ... ว่าสิ่งที่คุณพยายามวิ่งหนีมาตลอดชีวิต ยิ่งคุณวิ่งเร็วเท่าไหร่ มันก็ยิ่งวิ่งเร็วกว่า และสุดท้ายมันก็มายืนดักรอคุณอยู่ตรงทางออกพอดี"
มีนเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังนั้น เธอค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ชิดขึ้นอีกนิดอย่างระมัดระวัง ระยะห่างระหว่างสถาปนิกหัวรั้นกับวิศวกรสายเป๊ะในเวลานี้แคบลงจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน เธอดึงเก้าอี้อีกตัวมานั่งลงข้างๆ ไม่ไกลนัก แม้ปากจะชอบกัดกันทุกครั้งที่เจอ แต่สัญชาตญาณลึกๆ ของเธอบอกว่า ผู้ชายคนนี้กำลังแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่าคนเดียว และมันกำลังจะพังทลายลงมา
"ฉันไม่รู้หรอกนะว่าคุณกำลังหนีอะไรอยู่กรณ์" มีนพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่จริงจัง ดวงตากลมโตมองตรงไปที่ใบหน้าด้านข้างของเขา "แต่ฉันรู้ว่ารอยแผลเป็นสิบเซนติเมตรบนหลังมือของคุณ หรือแม้แต่ความโกรธที่คุณใช้กลบเกลื่อนทุกครั้งที่พูดถึงครอบครัว... มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ"
กรณ์หันขวับมามองเธอ ดวงตาคมกริบแข็งกร้าวขึ้นในเสี้ยววินาทีราวกับสัตว์ป่าที่ถูกต้อนจนมุม "คุณรู้อะไรมีน คุณเป็นแค่... วิศวกรหน้าตาดีที่รู้เรื่องแต่คอนกรีตเสริมเหล็กกับค่าแรงอัด คุณจะไปเข้าใจอะไรความคาดหวังของตระกูลที่สร้างตึกมาครึ่งค่อนประเทศ!"
"ใช่! ฉันมันก็แค่คนออกแบบโครงสร้างให้มันไม่พังถล่มลงมาทับหัวคนอื่น!" มีนสวนกลับทันควัน ความอดทนที่สะสมมาหมดลง เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีเข้มคู่นั้นอย่างไม่เกรงกลัว "ฉันไม่รู้เรื่องตระกูลใหญ่โตอะไรของคุณหรอก! ฉันรู้แค่ว่า... ตึกที่สวยที่สุดในโลก ถ้าฐานรากมันกลวงเปล่า ข้างในเต็มไปด้วยความลับและการโกหก สุดท้ายมันก็มีแต่จะพังลงมาทับคนที่สร้างมันขึ้นมาเองนั่นแหละ!"
คำพูดนั้นราวกับค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางใจ กรณ์ชะงักค้าง อ้าปากจะเถียงแต่ก็ต้องกลืนคำพูดทั้งหมดกลับลงไปเมื่อเห็นประกายความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความดุร้ายในแววตาของหญิงสาว
ความเงียบงันกลับมาเยือนอีกครั้ง มีเพียงเสียงฝนที่ยังคงคำรามก้องอยู่ข้างนอก
กรณ์หลับตาลงช้าๆ พิงศีรษะไปกับพนักเก้าอี้เก่าๆ กลิ่นอายของความเหนื่อยล้าแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาอย่างชัดเจน จนมีนรู้สึกใจหายแปลกๆ มือเล็กที่เคยกำแน่นวางลงบนโต๊ะทำงานไม้สนอัด ก่อนที่เธอจะตัดสินใจพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมมาก... นุ่มนวล ชวนฟัง และเต็มไปด้วยความเข้าใจที่เขาไม่เคยคาดคิดว่าจะได้รับจากเธอ
"ฉันเคยเกลียดพ่อตัวเองเหมือนกันนะ... กรณ์"
สถาปนิกหนุ่มลืมตาขึ้นช้าๆ หันมามองเธอด้วยความประหลาดใจ
"ท่านเป็นผู้รับเหมาเก่า" มีนมองลอดผ่านกระจกใสที่เปียกปอนไปด้วยหยดน้ำฝน มองออกไปสู่ความมืดมิดภายนอก "ท่านบังคับให้ฉันเรียนวิศวะ ท่านบอกว่าผู้หญิงไม่มีทางยืนหยัดในวงการนี้ได้ด้วยหน้าตา ต้องใช้ความแข็งแกร่งเท่านั้น ฉันเกลียดท่านที่ขีดเส้นทางชีวิตให้ฉันทุกก้าว ฉันพยายามทำทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ว่าฉันเดินเองได้โดยไม่ต้องพึ่งบารมีใคร"
เธอหันกลับมาสบตากับเขา รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากบาง
"แต่พอฉันโตขึ้น และได้มาทำงานร่วมกับคนกวนประสาทอย่างคุณ... ฉันถึงได้รู้ว่า บางทีที่เราวิ่งหนี ไม่ใช่เพราะเราเกลียดสิ่งนั้นหรอก... แต่เราแค่กลัวว่าเราจะทำมันได้ไม่ดีพอจนทำให้คนที่เรารัก... หรือคนที่เกลียดเรา... ต้องผิดหวังต่างหาก"
หัวใจของกรณ์กระตุกวูบ คำพูดเรียบง่ายแต่เฉียบคมของมีนเหมือนกุญแจดอกสำคัญที่ไขเข้าสู่ห้องลับในใจที่เขาปิดตายมาหลายปี ความรู้สึกอุ่นวาบแล่นพล่านขึ้นมาในอกท่ามกลางบรรยากาศที่หนาวเหน็บของสายฝน นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้มองเขาเป็นแค่ "สถาปนิกจอมกวน" หรือ "คู่ปรับในไซต์งาน" แต่เธอมองเห็นตัวตนที่แท้จริง... ตัวตนที่อ่อนแอและพ่ายแพ้
กรณ์มองริมฝีปากที่กำลังขยับพูดคุยและดวงตาที่ฉายแววความจริงใจคู่นั้น ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามกดทับมันไว้ใต้ความเย่อหยิ่งและคำพูดกวนๆ มาตลอดหลายเดือน... บัดนี้มันกำลังเอ่อล้นทะลักออกมาจนเกินกว่าจะควบคุม
"มีน..." กรณ์เรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไม่มีร่องรอยของการหยอกล้อ มีแต่ความลึกซึ้งและเว้าวอน
"หือ?" มีนเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย
กรณ์ขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้เธออีกนิด มือใหญ่เอื้อมออกไปหมายจะแตะเข้าที่กลุ่มผมเปียกชื้นเล็กน้อยของหญิงสาวเพื่อปัดมันให้อย่างทะนุถนอม แต่แล้ว...
*ก Rึ๊ ก !*
เสียงโทรศัพท์มือถือราคาแพงที่วางคว่ำอยู่บนโต๊ะทำงานสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง หน้าจอ OLED สว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดสลัว เผยให้เห็นชื่อผู้ติดต่อที่โทรเข้ามาขัดจังหวะเวลาสำคัญ
**[พ่อ (The Old Man)]**
กรณ์ชะงักมือค้างกลางอากาศ ร่างกายของเขากลับมาแข็งเกร็งขึ้นอีกครั้งในเสี้ยววินาทีราวกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อต แววตาที่เพิ่งจะอ่อนโยนลงกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด
มีนมองหน้าจอโทรศัพท์นั้นสลับกับใบหน้าซีดเผือดของชายหนุ่ม เธอรับรู้ได้ทันทีว่าบรรยากาศอบอุ่นเมื่อครู่ได้มลายหายไปสิ้นแล้ว
กรณ์สูดหายใจเข้าลึก, มือที่สั่นเทาเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา นิ้วโป้งลังเลอยู่เหนือปุ่มรับสายและปุ่มตัดสาย ดวงตาคู่คมจ้องมองหน้าจอราวกับมันคือก้อนระเบิดเวลาที่พร้อมจะระเบิดใส่หน้าเขาได้ทุกเมื่อ
ก่อนที่เขาจะทันได้กดตัดสินใจอะไร เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงใหญ่ก็ดังสนั่นหวั่นไหวจนไฟฉุกเฉินดับวูบลง เหลือเพียงความมืดมิดสนิท
และในวินาทีที่แสงจากหน้าจอโทรศัพท์สว่างวาบขึ้นอีกครั้ง สายตาก็เหลือบไปเห็นข้อความแจ้งเตือนป๊อปอัปใหม่ที่เด้งขึ้นมาจากแอปพลิเคชันแชตส่วนตัวของเขาเอง... เป็นข้อความที่เขายังไม่ได้ส่ง แต่ระบบมันดันส่งออกไปหาใครบางคนอัตโนมัติเนื่องจากสัญญาณเน็ตที่เพิ่งกลับมาติดๆ ดับๆ!
**[ข้อความที่ถูกส่งถึง: ฟ้าใส (เพื่อนสนิทมีน)]**
*"ฟ้า... ช่วยบอกมีนทีว่าผมรักยัยวิศวกรปากจัดคนนี้ ตั้งแต่วินาทีแรกที่เธอด่าผมเรื่องแบบแปลน..."*
กรณ์เบิกตากว้างด้วยความตกใจขีดสุด นิ้วมือรีบละลานละลั่งพยายามกดปุ่มยกเลิกข้อความอย่างบ้าคลั่ง แต่ทว่า...
*[สถานะ: อ่านแล้ว]*
มีนที่นั่งอยู่ตรงหน้าขมวดคิ้วมุ่นด้วยความงุนงงกับท่าทางลนลานผิดปกติของเขา เธอเอียงคอเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงสัย
"กรณ์... คุณเป็นอะไร หน้าซีดเป็นไก่ต้มเลย... แล้วเมื่อกี้คุณมองโทรศัพท์ทำไมทำหน้าเหมือนเห็นผีแบบนั้น?"
สถาปนิกหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เหงื่อกาฬผุดพรายเต็มกรอบหน้าคมคาย หัวใจเต้นโครมครามดังยิ่งกว่าเสียงฝนข้างนอก... และก่อนที่เขาจะหาข้อแก้ตัวใดๆ ได้ ประตูสำนักงานชั่วคราวก็ถูกผลักเปิดผางออกอย่างแรง พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างคุ้นเคยในชุดสูทเปียกปอนที่ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเย็นเยียบ
"ไง... เจ้าลูกชายตัวดี แกคิดจะหนีฉันไปถึงไหน?"
โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ
---
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนที่ 5 นี้ด้วยกันนะครับ หวังว่าจะหลงรักรอยยิ้มใต้คราบฝนของสถาปนิกปากมอมคนนี้ไปพร้อมๆ กันนะครับ
สถาปนิกหนุ่มมาดกวนกับวิศวกรสาวสายเป๊ะ•ตอนที่ 5
ฝนตก รถติด และสถาปนิกปากมอม
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มมาดกวนกับวิศวกรสาวสายเป๊ะ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!