สถาปนิกหนุ่มมาดกวนกับวิศวกรสาวสายเป๊ะ•ตอนที่ 12

มาม่าหม้อโตรอบดึก

ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
“ถ้าคุณใส่เส้นลงไปตอนนี้ น้ำซุปมันจะหายไปครึ่งหม้อ คุณมีน... เราจะกินมาม่าแห้งคลุกผงชูรสกันแทนนะครับ” เสียงทุ้มต่ำของกรณ์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของออฟฟิศยามตีสอง ผมจ้องมองมือเรียวของวิศวกรสาวที่กำลังจะคว่ำซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสหมูสับลงในหม้อไฟฟ้าอย่างใจร้อน มีนชะงัก ช้อนพลาสติกในมือเธอสั่นน้อยๆ ก่อนที่เจ้าตัวจะหันขวับมาถลึงตาใส่ผม “ก็ฉันหิว! แล้วก็นะคุณกรณ์ กฎของการต้มมาม่าคือต้องรอให้เดือดพล่าน ไม่ใช่มานั่งนับวิแบบที่คุณทำอยู่ นั่นมันมาม่าหรือโครงการก่อสร้างครับ?” ผมหัวเราะเบาๆ ในลำคอ วางแบบแปลนที่ขีดเขียนมาตลอดห้าชั่วโมงลงบนโต๊ะไม้ตัวใหญ่ กลิ่นอายความเหนื่อยล้าอบอวลอยู่ในอากาศ แต่มันกลับมีความอบอุ่นแปลกๆ ที่ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อนเวลาทำงานล่วงเวลาคนเดียว “โครงการก่อสร้างน่ะมันพังได้ถ้าคำนวณพลาด แต่มาม่าเนี่ย ถ้าต้มพลาด... ชีวิตก็พังเหมือนกันนะครับ” ผมขยับเข้าไปใกล้ เธอขยับถอยหลังโดยอัตโนมัติจนสะโพกชนเข้ากับเคาน์เตอร์ครัวเล็กๆ ในออฟฟิศ สายตาของมีนหลุบต่ำ เธอไม่ได้ด่ากลับเหมือนเคย แต่ความเงียบที่ตามมานั้นกลับส่งเสียงดังกว่าคำพูดปกติ “หิวจนเบลอแล้วเหรอครับ?” ผมถามเสียงอ่อนลง ลดความกวนประสาทลงหนึ่งระดับ “เปล่า...” เธอพึมพำ กดเปิดสวิตช์หม้อไฟฟ้าจนไฟสีแดงติดสว่าง “แค่รู้สึกว่า... ถ้าโปรเจกต์นี้จบลง ทุกอย่างจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม” “เหมือนเดิมยังไงครับ?” “คุณก็เป็นสถาปนิกอินดี้ที่ฉันเกลียด ส่วนฉันก็เป็นวิศวกรจอมเนี๊ยบที่คุณบอกว่าน่าเบื่อ... เราก็แค่คนแปลกหน้าที่ต้องทำงานด้วยกัน” เธอก้มหน้ามองฟองอากาศที่เริ่มผุดพรายในหม้อน้ำ กลิ่นซุปหอมฉุยเริ่มกระจายตัวไปทั่วห้อง ผมมองเสี้ยวหน้าของเธอที่ดูเปราะบางกว่าทุกครั้ง ในแสงไฟสีส้มสลัวของออฟฟิศ เธอไม่ได้ดูเหมือนยัยวิศวกรสายเป๊ะที่คอยไล่จี้งานผม แต่มันกลับมีเงาของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งซ่อนอยู่ “ตอนเด็กๆ ผมไม่ได้อยากเป็นสถาปนิกหรอกนะ” ผมพูดขึ้นทำลายความเงียบ พลางหยิบตะเกียบขึ้นมาเตรียมรอ “ผมอยากเป็นนักดาราศาสตร์ เพราะผมชอบมองดาว... มันไม่มีกฎเกณฑ์ ไม่มีการคำนวณโครงสร้าง ไม่ต้องมีใครมาบอกว่าต้องวางคานเหล็กตรงไหนถึงจะดูดี” มีนเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องมองมาที่ผม “แล้วทำไม?” “เพราะพ่อบอกว่า ดาราศาสตร์กินไม่ได้ครับ” ผมยักไหล่แค่นๆ “ผมเลยต้องมาวาดตึกให้คนอื่นอยู่ แทนที่จะได้มองดาวที่ผมชอบ... แล้วคุณล่ะ? ทำไมต้องมาทำอาชีพที่ดูเหมือนต้องแบกโลกทั้งใบไว้แบบนี้?” มีนแค่นยิ้มบางๆ มือที่ถือตะเกียบเริ่มคนเส้นบะหมี่อย่างแผ่วเบา “เพราะฉันเคยเห็นบ้านพังลงมาต่อหน้าต่อตาตอนเด็กๆ น่ะครับ... มันไม่ใช่พังเพราะพายุนะ แต่มันพังเพราะคนสร้างเอาแต่ลดต้นทุนและไม่ยอมทำตามมาตรฐาน... ตั้งแต่วันนั้น ฉันเลยสาบานว่า จะไม่มีใครต้องเสียบ้านเพราะความมักง่ายของวิศวกรอีก” ประโยคนั้นของเธอทำให้ผมชะงักไปชั่วครู่ ความรู้สึกที่เคยมองว่าเธอเป็นคนจู้จี้จุกจิกเปลี่ยนไปในทันที มันถูกแทนที่ด้วยความเคารพอย่างลึกซึ้ง “คุณน่ะ... แข็งแกร่งกว่าที่ผมคิดไว้นะครับ” ผมหยิบถ้วยแบ่งมาวางตรงหน้าเธอ เลื่อนถ้วยไปใกล้ๆ อย่างจงใจ มีนรับถ้วยไป แต่กลับไม่ยอมตักบะหมี่ เธอมองผมด้วยแววตาที่สั่นไหว “แล้วถ้าวันหนึ่ง... ฉันต้องเซ็นอนุมัติวัสดุที่คุณเลือก แต่ฉันรู้ว่ามันไม่ปลอดภัยตามมาตรฐานที่คุณว่าล่ะ คุณจะยังกวนประสาทฉันอยู่ไหม?” “ผมจะเปลี่ยนวัสดุจนกว่าคุณจะพอใจครับ” ผมตอบทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด “เพราะสำหรับผม... งานน่ะแก้ไขได้ แต่ความเชื่อใจของคุณ ถ้าเสียไปแล้ว ผมคงซ่อมไม่ได้อีก” บรรยากาศในห้องเงียบลงอีกครั้ง ครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่อึดอัด แต่เป็นความเงียบที่มีจังหวะหัวใจของคนสองคนเต้นเป็นเพื่อนกัน มีนตักเส้นบะหมี่ขึ้นมาเป่าเบาๆ ควันสีขาวพุ่งขึ้นมาบังหน้าเธอชั่วขณะ ก่อนที่เธอจะเงยหน้าขึ้นมองผมอีกครั้งด้วยรอยยิ้มที่หาดูได้ยาก เป็นรอยยิ้มที่ดูจริงใจจนผมรู้สึกหน้าร้อนผ่าวโดยไม่มีสาเหตุ “กินเถอะครับ ก่อนที่จะอืดจนกินไม่ได้เหมือนแบบแปลนที่คุณแก้รอบที่สิบ” เธอเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน แต่ดวงตานั้นยังคงจ้องมองไม่วางตา ผมหัวเราะเบาๆ ก่อนจะลงมือจัดการกับมาม่าหม้อโตรอบดึก ราวกับว่านี่คือมื้ออาหารที่อร่อยที่สุดในโลก ทว่า... ในจังหวะที่ผมกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบเครื่องปรุงเพิ่ม เสียงแจ้งเตือนข้อความในโทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ผมหยิบขึ้นมาดูแล้วก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นชื่อคนที่ทักมาคือ ‘คุณพ่อ’ *‘พรุ่งนี้กลับมาคุยเรื่องบริษัทที่บ้าน อย่าลืมพาผู้หญิงคนนั้นมาด้วย... พ่ออยากรู้ว่าวิศวกรที่ทำให้ลูกเลิกเป็นสถาปนิกไร้ระเบียบคนนั้น มีดีแค่ไหน’* ผมวางโทรศัพท์ลงช้าๆ พยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด แต่ดูเหมือนสายตาของผมคงจะดูเปลี่ยนไปจนมีนสังเกตเห็น “ใครทักมาเหรอครับ? หน้าคุณดูไม่ค่อยดีเลย” ผมหันไปมองมีนที่กำลังคีบลูกชิ้นขึ้นมาจ่อที่ปากผมโดยไม่รู้ตัว เธอหยุดชะงักเมื่อเห็นผมจ้องเขม็ง เธอค่อยๆ ดึงตะเกียบกลับ แต่มือที่ถือตะเกียบของเธอดันพลาดไปโดนถ้วยกาแฟที่วางอยู่ข้างๆ จนคว่ำลง น้ำกาแฟร้อนๆ สาดใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวของเธอจนชุ่ม “เห้ย! มีน!” ผมลุกขึ้นคว้ากระดาษทิชชู่มาเช็ดให้เธออย่างลนลาน แต่ในจังหวะที่ผมกำลังวุ่นวายกับการเช็ดคราบกาแฟบนไหล่เธอ ประตูออฟฟิศก็ถูกเปิดออกอย่างแรงโดยไม่มีการเคาะ พีท เพื่อนสนิทตัวดีของผมเดินพรวดพราดเข้ามาพร้อมกับสีหน้าตื่นตระหนก “เฮ้ยไอ้กรณ์! รีบไปดูข่าวในเพจสถาปนิกเร็วเข้า มีคนขุดแบบร่างโปรเจกต์ใหม่ของแกไปแฉว่าแอบเปลี่ยนสเปควัสดุแบบผิดกฎหมาย... ตอนนี้ลูกค้ากำลังขอยกเลิกสัญญาด่วน!” ผมแข็งค้างไปทั้งตัว มือที่ถือทิชชู่ยังคงอยู่บนไหล่ของมีน ส่วนเธอก็เบิกตากว้างมองมาที่ผมด้วยความตกใจอย่างถึงขีดสุด ความเงียบมรณะเข้าปกคลุมห้องทำงานทันที ในเมื่อความลับที่ผมพยายามปกปิดมาตลอด... กำลังจะพังทลายลงต่อหน้าเธอในวินาทีนี้ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามเดินทางมาถึงตอนนี้ด้วยกันนะครับ สายลมแผ่วเบา
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มมาดกวนกับวิศวกรสาวสายเป๊ะ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%