“คุณบ้าไปแล้วหรือไง ธาม!”
เสียงหอบหายใจสะท้านของขิมยังคงสะท้อนก้องอยู่ในความเงียบงันของห้องพักสี่เหลี่ยม แสงไฟสลัวจากภายนอกสาดส่องเข้ามาผ่านม่านโปร่ง เผยให้เห็นร่องรอยความเหนื่อยล้าและหยาดน้ำตาที่ยังเปรอะเปื้อนอยู่บนพวงแก้มเนียนใส ร่างโปร่งสั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความหนาวเย็นของเครื่องปรับอากาศ แต่เป็นเพราะความจริงอันน่าตกใจที่เพิ่งกระจ่างชัดเจน—ผู้ชายคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ยอมสละทุกอย่างที่สร้างมาเพื่อปกป้องเขา
ธามในยามนี้ไม่ได้มีมาดของประธานหนุ่มผู้เย่อหยิ่งและทรงอิทธิพลอีกต่อไป เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวเก่งหลุดลุ่ย เนคไทถูกกระชากทิ้งไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ ร่างสูงใหญ่ยืนหอบหายใจจนอกกระเพื่อม แววตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยความเย็นชาและความถือตัว บัดนี้กลับไหวระริกด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัว... หวาดกลัวว่าจะสูญเสียคนสำคัญที่สุดในชีวิตไป
“ถ้าผมไม่บ้า ผมคงเสียคุณไปแล้วจริงๆ ขิม”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาแหบพร่า ธามก้าวเท้าเข้ามาใกล้ทีละก้าวอย่างระแวดระวัง ราวกับกลัวว่าหากเข้าใกล้เร็วกว่านี้ ร่างบางตรงหน้าจะสลายหายไปราวกับภาพลวงตา
ขิมเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความโกรธ ความดื้อรั้น และกำแพงทิฐิที่เคยสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองนับแรมปี พังทลายลงไม่เป็นท่าในวินาทีที่สบเข้ากับดวงตาคู่นั้น ดวงตาที่สะท้อนภาพของเขา... มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น
“คุณทำทำไม… รู้ไหมว่าถ้าทางตระกูลของคุณรู้ หรือถ้าคุณเสียทุกอย่างไปจริงๆ คุณจะกลายเป็นคนไม่มีอะไรเลยนะ!” ขิมโพล่งออกมา น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้กลับทะลักล้นปรี่ออกมาอีกระลอก น้ำเสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยความตัดพ้อและความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ก้นบึ้งของหัวใจ
“แล้วคุณคิดว่าทุกอย่างที่ผมมี มันมีความหมายอะไร ถ้าในนั้นไม่มีคุณอยู่ด้วยล่ะ?”
ธามหยุดยืนตรงหน้า ร่างสูงโน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกัน มือหนาที่มักจะใช้จับปากกาเซ็นเอกสารมูลค่าหลายร้อยล้าน ยามนี้กลับสั่นเทาเล็กน้อยขณะเอื้อมออกไปเกลี่ยหยาดน้ำตาบนแก้มใสอย่างทะนุถนอม สัมผัสที่อ่อนโยนจนผิดวิสัยทำให้หัวใจของขิมกระตุกวูบ
“ผมยอมเป็นคนไม่มีอะไรเลย ดีกว่าต้องอยู่บนจุดสูงสุดของโลก… โดยที่ไม่มีเด็กดื้ออย่างคุณคอยต่อปากต่อคำด้วย” ธามกระซิบเสียงพร่า ริมฝีปากหยักยกยิ้มฝืนๆ ทั้งที่ขอบตากลับแดงก่ำ “จำไว้, ขิมา… สำหรับผมแล้ว คุณไม่ใช่ดีลธุรกิจ คุณไม่ใช่เกมการเมือง แต่คุณคือลมหายใจเดียวที่ทำให้ผมอยากตื่นขึ้นมาสู้ต่อในทุกๆ วัน”
คำสารภาพที่กลั่นออกมาจากใจจริง ทำให้ขิมไม่อาจอดกลั้นความรู้สึกที่อัดอั้นมานานได้อีกต่อไป เขารู้สึกเหมือนเขื่อนกั้นน้ำในใจพังครืนลงมาอย่างไร้การควบคุม
“คนบ้า… คุณมันบ้าที่สุดเลย ธาม”
ขิมสะอื้นฮัก ก่อนจะโถมตัวเข้าซบลงกับอกแกร่งของอีกฝ่ายอย่างเต็มแรง สองแขนเรียวตวัดโอบกอดรอบเอวสอบไว้แน่น ใบหน้าหวานแนบชิดกับแผงอกกว้างที่กำลังเต้นรัวเร็วไม่เป็นจังหวะ
ธามสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรวบร่างโปร่งเข้ามาสู่อ้อมกอดอย่างแน่นหนา ราวกับจะหลอมรวมร่างของอีกฝ่ายให้กลายเป็นเนื้อเดียวกับตัวเขาเอง วงแขนแข็งแรงโอบกระชับแผ่นหลังบาง โอบอุ้มความรู้สึกเจ็บปวดและเหนื่อยล้าทั้งหมดที่ขิมต้องแบกรับไว้ลำพัง
ในความเงียบงันของห้อง มีเพียงเสียงสะอื้นไห้ของขิมที่ดังสลับกับเสียงลมหายใจผ่อนคลายของธาม ทั้งคู่กอดกันแน่นราวกับโลกใบนี้กำลังจะแตกสลาย ร่างกายที่เคยปะทะคารมและห้ำหั่นกันด้วยเล่ห์กล ยามนี้กลับกลายเป็นที่พักพิงอันอบอุ่นและปลอดภัยที่สุด
“ร้องออกมาให้พอครับ… ผมอยู่ตรงนี้แล้ว ไม่มีใครทำอะไรคุณได้อีกแล้ว ขิม” ธามก้มลงกดจุมพิตหนักหน่วงลงบนเส้นผมนุ่ม ปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่ผู้ชายคนนี้เคยเอ่ยออกมาในชีวิต มือหนาลูบหลังบางเบาๆ จังหวะการลูบไล้ที่แฝงไปด้วยความรัก ความโหยหา และคำสัญญาเงียบๆ ว่าเขาจะไม่มีวันปล่อยมือจากคนในอ้อมกอดนี้เด็ดขาด
ขิมซบหน้าลงกับอกเสื้อของธาม ปล่อยให้น้ำตาแห่งความโล่งใจ ความซาบซึ้ง และความรักที่เอ่อล้นทะลักออกมาจนเปียกชื้นเสื้อของอีกฝ่าย มือเล็กกำเสื้อของธามไว้แน่นราวกับกลัวว่านี่จะเป็นความฝัน หากตื่นขึ้นมาแล้วทุกอย่างจะหายไป
ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ปมปัญหาที่รุมเร้า และความหวาดระแวงทั้งหมด ถูกชำระล้างจนหมดสิ้นด้วยอ้อมกอดนี้ กำแพงน้ำแข็งที่ธามสร้างขึ้นเพื่อป้องกันตัวเองถูกหลอมละลายด้วยความจริงใจ และกำแพงทิฐิของขิมก็พังทลายลงต่อหน้าความรักที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าคาดคิด
ธามประคองใบหน้าหวานขึ้นมาอย่างช้าๆ นิ้วโป้งเกลี่ยคราบน้ำตาออกให้อย่างเบามือที่สุด ขิมช้อนตาขึ้นมอง ดวงตาคู่สวยแดงก่ำแต่กลับสุกสกาวระยิบระยับราวกับมีดวงดาวนับร้อยดวงซ่อนอยู่ภายใน
ลมหายใจของทั้งคู่รดรินเข้าหากัน ระยะห่างลดลงจนแทบไม่เหลือช่องว่าง แววตาของธามฉายชัดถึงความคลั่งรักจนแทบคลั่ง ขณะที่ขิมเองก็ไม่ได้เบือนหน้าหนีเหมือนเช่นเคย มีเพียงความยินยอมพร้อมใจที่ฉายชัดอยู่ในแววตาคู่หวาน
ธามโน้มใบหน้าลงมา ริมฝีปากหยักประทับจูบลงบนหน้าผากเนียนแผ่วเบา เลื่อนลงมาที่เปลือกตาที่บวมช้ำ และหยุดนิ่งอยู่ที่ริมฝีปากนุ่มที่ยังคงสั่นระริก เป็นจูบที่ไม่มีการบังคับ ขู่เข็ญ หรือเล่ห์กลใดๆ มีเพียงความโหยหาและความรักที่บริสุทธิ์ที่สุด
ขิมหลับตาลงยอมรับสัมผัสอันลึกซึ้งนั้น มือเล็กยกขึ้นโอบรอบลำคอแกร่ง ดึงรั้งให้อีกฝ่ายเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด องศาของริมฝีปากที่แนบชิดประสานกันอย่างพอดิบพอดี สร้างความอุ่นวาบไปทั่วสรรพางค์กาย ความหวานละมุนที่แทรกซึมเข้ามาทำให้โลกทั้งใบราวกับหยุดหมุน
ทว่า ในขณะที่ความสัมพันธ์กำลังเดินทางมาถึงจุดที่งดงามและเปี่ยมไปด้วยความหมายที่สุด…
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงทุบประตูดังสนั่นหวั่นไหวราวกับคนด้านนอกกำลังพยายามพังมันเข้ามาทำลายช่วงเวลาอันเปราะบางนี้ ตามด้วยเสียงกรีดแหลมสูงคุ้นหูที่ตะโกนแทรกเข้ามาทันที
“ธาม! ฉันรู้ว่าคุณอยู่ในนั้น! เปิดประตูให้ฉันเดี๋ยวนี้... นังหน้าตัวเมียคนไหนที่กล้าซุกอยู่ในห้องคุณ!”
ร่างของขิมสะดุ้งสุดตัว นัยน์ตาเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ ขณะที่ธามชะงักค้าง ใบหน้าคมเข้มบึ้งตึงลงในพริบตา แววตาที่เคยอ่อนโยนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและดุดันขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินเสียงของ "พิมพ์ชนก" ที่ตามมารังควานไม่เลิกราถึงหน้าห้องพักส่วนตัว
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับตัวละครของผมเสมอนะครับ
— **ปราณธาตุเก้าสุริยัน**
เล่ห์กลกาสะลองคล้องใจมาร•ตอนที่ 25
หัวใจที่ยอมจำนน
ผลงานโดย ปราณธาตุเก้าสุริยัน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ปราณธาตุเก้าสุริยัน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลกาสะลองคล้องใจมาร นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!