เล่ห์กลกาสะลองคล้องใจมาร•ตอนที่ 12

ทริปกระชับมิตร (หรือกระชับพื้นที่)

ผลงานโดย ปราณธาตุเก้าสุริยัน
ตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัดที่ถูกยัดเยียดใส่มือมาพร้อมกับรอยยิ้มพรายของท่านประธานหนุ่มผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเอาแต่ใจ คือหลักฐานชั้นดีว่าความยุติธรรมในสังคมไทยไม่มีอยู่จริง "ผมเตือนคุณแล้วนะว่าทริปนี้ไปในฐานะ 'ผู้ช่วยส่วนตัว' ไม่ใช่ผู้ร่วมงานทัศนศึกษา" เสียงทุ้มต่ำที่เจือความรื่นรมย์อย่างปิดไม่มิดดังขึ้นจากเบาะข้าง ภายใต้ตัวถังรถยนต์เอสยูวีคันหรูที่กำลังแล่นฉิวออกจากสนามบินสู่เส้นทางเลียบชายฝั่ง ท้องฟ้าเบื้องหน้าถูกแต่งแต้มด้วยเฉดสีส้มอมชมพูของยามเย็น ทว่าความงดงามของธรรมชาติกลับไม่สามารถดึงดูดสายตาของขิมาได้เลยสักนิด เมื่อเทียบกับใบหน้าด้านข้างของคนที่นั่งกุมพวงมาลัยอยู่ ณ ตอนนี้ เด็กหนุ่มส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ ปรายตามองเอกสารกำหนดการในมือด้วยความหมั่นไส้จนแทบอยากจะขยำมันทิ้ง "คุณธามเล่นใช้อำนาจมืดบังคับเปลี่ยนไฟล์ทบินแถมยังยึดพาสปอร์ตผมไปถือไว้เองแบบนี้ มันเข้าข่ายกักขังหน่วงเหนี่ยวนะครับ ประธานบริษัทใหญ่โตแต่ใช้วิธีการเหมือนพวกอันธพาลครองเมืองไปได้" "ถ้าผมเป็นอันธพาลจริง ป่านนี้คุณคงไม่ได้นั่งหายใจเถียงผมฉอดๆ อยู่ตรงนี้หรอกครับ ขิมา" ธามปรายตาเหลือบมองเด็กหนุ่มแวบหนึ่ง มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นอย่างอารมณ์ดี "อีกอย่าง... นี่คือการเดินทางไปดู 30% ของโปรเจกต์รีสอร์ทใหม่ที่จังหวัดจันทบุรี ซึ่งในฐานะเลขาฯ คุณมีหน้าที่ต้องตามประกบผมทุกฝีก้าว... จำไม่ได้หรือครับ?" "จำได้ครับ! จำได้ขึ้นใจเลยล่ะ!" ขิมากัดฟันกรอด ขยับตัวหนีชิดติดขอบประตูกระจก พยายามเบนสายตาออกไปมองทัศนียภาพภายนอกเพื่อสงบสติอารมณ์ที่กำลังพุ่งปรี๊ด ตั้งแต่เหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายในงานกาล่าคราวก่อน ปรากฏว่าธามหาญกล้าใช้สารพัดเล่ห์เหลี่ยมบีบบังคับให้เขาต้องยอมเซ็นสัญญาพ่วงเงื่อนไขทาสระยะยาว และระเบิดเวลาลูกล่าสุดก็คือทริปทำงานกระชั้นชิดสองต่อสองที่ชายทะเลแห่งนี้ โดยมีกรณ์เพื่อนสนิทตัวแสบเป็นคนทรยศคอยส่งซิกบอกแผนการให้คุณชายภูริวัฒน์รู้หมดทุกกระบวนท่า ชนิดที่ว่าต่อให้ขิมามีร่างโคลนก็ยังหนีไม่พ้น รถยนต์คันหรูเลี้ยวเข้ามาจอดสนิทหน้าพูลวิลล่าส่วนตัวหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่บนหน้าผายื่นรับลมทะเล เสียงคลื่นซัดสาดกระทบโขดหินดังแว่วมาแต่ไกล บรรยากาศเงียบสงบและเป็นส่วนตัวจนเกินคำว่า 'เพื่อการทำงาน' ไปหลายขุม ขิมาก้าวลงจากรถ กวาดสายตามองความอลังการตรงหน้าแล้วก็ได้แต่ลอบกลืนน้ำลายลงคอ รีสอร์ทหรูระดับห้าดาวที่ถูกปิดโซนไว้ต้อนรับพวกเขาเพียงสองคน... นี่มันไม่ใช่ทริปทำงานแล้ว แต่มันคือแผนการกระชับพื้นที่ชัดๆ! "ห้องนอนอยู่ชั้นบน มีเตียงคิงไซส์สองห้อง... แต่ถ้าคุณกลัวผีจนนอนคนเดียวไม่ได้ ผมยินดีเสียสละให้มานอนเบียดกันข้างล่าง" ธามก้าวเข้ามาประชิดตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เสียงกระซิบพร่าเลือนดังอยู่ชิดริมหูจนลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดต้นคอ เรียกขนลุกเกรียวให้ตื่นตัวไปทั่วร่าง ขิมาสะดุ้งเฮือก รีบก้าวถอยหลังเว้นระยะห่างทันที ดวงตาคู่หวานตวัดมองค้อนด้วยความเคือง "ไม่ต้องมาหยอดคำหวานเลี่ยนๆ เลยครับคุณธาม ผมไม่ใช่ผู้หญิงขายบริการในสต็อกของคุณนะที่จะได้มาตกหลุมพรางคำพูดพวกนี้... แล้วก็เลิกทำตัวรุ่มร่ามใส่ผมสักที!" ธามไม่โกรธสักนิด ซ้ำยังหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ ร่างสูงโปร่งก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนเด็กหนุ่มต้องถอยหลังไปชนกับเสาระเบียงไม้ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นอายทะเลจางๆ ลอยเข้ามารุกรานประสาทสัมผัส ทำให้สติที่พยายามประคับประคองเริ่มสั่นคลอน "ผมไม่เคยคิดว่าคุณเป็นแบบนั้น..." ธามหยุดยืนเว้นระยะห่างเพียงแค่คืบ สายตาคมกริบกวาดมองสำรวจใบหน้าเนียนใสที่รั้นขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอายและโกรธขิง "แต่ถ้าผมจะรุ่มร่าม... มันก็เป็นเพราะคุณนั่นแหละที่น่าแกล้งจนผมห้ามใจตัวเองไม่ค่อยไหว" "คุณธาม!" "ไปเก็บของในห้องพักผ่อนตามสบายเถอะครับ..." ประธานหนุ่มเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม ทว่าแฝงความเอาแต่ใจไว้อย่างเต็มเปี่ยม "อีกหนึ่งชั่วโมงเราจะไปทานมื้อค่ำกันที่ระเบียงริมหาด... ห้ามปฏิเสธ เพราะผมจองเชฟส่วนตัวไว้เรียบร้อยแล้ว" พูดจบก็ยอมหมุนตัวเดินเลี่ยงขึ้นชั้นบนไป ปล่อยให้ขิมายืนกำมือแน่นด้วยความคับแค้นใจอยู่ลำพัง เด็กหนุ่มพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ เพื่อระบายความหงุดหงิด ก่อนจะหยิบกระเป๋าเดินทางแล้วเดินขึ้นห้องพักด้วยฝีเท้าหนักหน่วง บรรยากาศยามค่ำคืนริมชายหาดเงียบสงบ แสงไฟสีส้มสลัวจากตะเกียงประดับตอกย้ำความโรแมนติกที่ถูกจัดฉากไว้อย่างจงใจ โต๊ะอาหารสำหรับสองที่ตั้งอยู่บนพื้นทรายนุ่ม ขิมานั่งไขว่ห้างสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบร้อย ใบหน้าหวานบึ้งตึงเล็กน้อยขณะมองอาหารทะเลสดๆ ตรงหน้า แม้รสชาติจะอร่อยเลิศล้ำแค่ไหน แต่พอนั่งกินร่วมกับคนที่เอาแต่ส่งสายตาเจ้าเล่ห์มาให้อยู่เรื่อย อาหารในปากก็จืดชืดลงถนัดตา "อร่อยไหมครับ?" เสียงทุ้มเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น "เฉยๆ ครับ สู้ฝีมือแม่ผมไม่ได้หรอก" ขิมาตอบเสียงห้วน ดื่มน้ำอัดลมแก้เขิน ธามหัวเราะเบาๆ ในลำคอ วางช้อนส้อมลงแล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาคมเข้มจ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้าไม่วางตา ราวกับกำลังพยายามแกะห่อของขวัญชิ้นโปรดที่ซ่อนความพยศเอาไว้ข้างใน "ปากแข็งตลอด... ไม่เหนื่อยบ้างหรือครับที่ต้องทำเป็นเก่งตลอดเวลาแบบนี้" "ผมไม่ได้ทำเป็นเก่ง... ผมเก่งจริงๆ ต่างหากล่ะครับ" ขิมาเชิดหน้าขึ้นเถียงทันควัน ดวงตากลมโตฉายแววท้าทาย "ถ้าคุณเชิญผมมาจิบไวน์ริมทะเลเพื่อจะนั่งวิเคราะห์นิสัยส่วนตัวของผมล่ะก็... ขอบอกว่าเสียเวลาเปล่าครับ เอาเวลาไปคิดเรื่องกู้วิกฤตหุ้นบริษัทตัวเองจะดีกว่านะ" ธามหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มเจ้าเล่ห์จางหายไปแทนที่ด้วยแววตาจริงจังที่คาดเดาไม่ได้ ร่างสูงลุกขึ้นจากเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เดินอ้อมมาทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตัวข้างๆ ที่ติดกัน ระยะห่างระหว่างกันถูกย่นย่อลงจนแทบแนบชิด "หุ้นบริษัทผมดูแลได้สบายมาก..." ธามกระซิบเสียงต่ำ นัยน์ตาพราวระยับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวย "แต่หัวใจคุณนี่สิ... ผมยังไม่รู้เลยว่าต้องใช้วิธีไหนถึงจะบริหารจัดการให้มันมาอยู่ใต้การควบคุมของผมได้สักที" หัวใจของขิมากระตุกวูบ จังหวะการเต้นรัวเร็วจนน่าตกใจ เด็กหนุ่มเบี่ยงหน้าหลบสายตาร้อนแรงนั้น หัวสมองพยายามประมวลผลหาคำพูดมาสวนกลับเพื่อรักษาฟอร์ม แต่ริมฝีปากกลับหนักอึ้งราวกับถูกมนต์สะกด "คุณ... คุณธาม... ถอยไปเลยนะ เมาไวน์หรือไงถึงพูดจาเพ้อเจ้อแบบนี้" "ไม่ได้เมาสักนิด..." ธามเอื้อมมือหนาขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่ปลิวมาปรกแก้มเนียนแผ่วเบา สัมผัสนั้นอบอุ่นและอ่อนโยนจนขิมาไม่กล้าขยับตัวหนี "ผมมีสติครบถ้วนดีทุกประการ... และรู้ด้วยว่ากำลังทำอะไรอยู่" นิ้วเรียวอุ่นจัดไล้ลงมาแตะที่ปลายคางมน บังคับให้เด็กหนุ่มต้องหันกลับมาสบตา ใบหน้าคมคายโน้มเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้าหากัน แสงไฟสลัวและเสียงคลื่นซัดสาดรอบกายราวกับถูกปิดสวิตช์ โลกทั้งใบเหลือเพียงแค่เงาสะท้อนของกันและกันในดวงตา ขิมาเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นโครมครามราวกับกลองศึก สัญชาตญาณเตือนให้ผลักไส แต่อีกใจหนึ่งกลับกระซิบให้ยอมจำนนต่อบรรยากาศและสัมผัสอันตึงเครียดแต่นุ่มนวลนี้ ระยะห่างลดลงเหลือเพียงลมหายใจกั้น... ปลายจมูกแทบจะชนกันอยู่รอมร่อ ธามหลุบสายตาลงมองเรียวปากสีพีชที่เผยอน้อยๆ อย่างอดใจไม่ไหว ก่อนจะกระซิบเสียงพร่าชวนสั่นสะท้าน "งั้นผมถือว่าคุณ... อนุญาตแล้วนะ..." ติ๊ง! เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะอาหารดังขึ้นทำลายความเงียบงันและช่วงเวลาแห่งความเคลิบเคลิ้มลงอย่างไม่รู้กาลเทศะ ธามชะงัก ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด ส่วนขิมาสะดุ้งสุดตัวราวกับเพิ่งหลุดพ้นจากภวังค์ รีบยกมือขึ้นดันอกแกร่งให้ออกห่างทันทีแล้วคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอด้วยความลิบลับ ข้อความจากกรณ์เพื่อนสนิทส่งรูปถ่ายและพิกัดพร้อมแคปชันสั้นๆ แต่ทำเอาเลือดในกายเย็นเฉียบ *['เซอร์ไพรส์! กูอุตส่าห์บินตามมาสมทบเพราะกลัวมึงเหงา... เปิดประตูรับแขกหน่อยเพื่อนรัก']* ยังไม่ทันที่ขิมาจะหายตกใจ เสียงเคาะประตูกระจกหน้ารีสอร์ทพูลวิลล่าด้านหลังก็ดังขึ้นสามครั้งติด พร้อมกับร่างระหงของบุคคลที่ไม่คาดฝันในชุดเดรสยาวหรูหราก้าวเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวอย่างถือวิสาสะ โดยมีกรณ์ยืนยิ้มแป้นแล้นถือกระเป๋าเดินทางอยู่ข้างหลัง "สวัสดีค่ะคุณธาม... พอดีพิมพ์แวะมาธุระแถวนี้ เห็นว่าคุณมาทำงานเลยแวะมา 'เซอร์ไพรส์' สักหน่อยค่ะ" พิมพ์ชนกส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มให้ธาม ทว่าสายตากลับตวัดมามองขิมาที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่ข้างกายประธานหนุ่มด้วยประกายตาดุดร้ายที่ซ่อนไว้ไม่มิด ...เกมพลิกในเสี้ยววินาที ความเงียบสงบและบรรยากาศโรแมนติกมลายหายไปในพริบตา เมื่อตัวป่วนระดับท็อปกระโจนเข้ามากลางวงล้อมแบบไม่ทันตั้งตัว รี้ดเดอร์ทุกท่านครับ เตรียมใจรับมือกับศึกชิงรักหักสวาทในตอนหน้าได้เลย เพราะรับรองว่าไฟบรรลัยกัลป์กำลังจะแผดเผารีสอร์ทริมทะเลแห่งนี้ให้ลุกเป็นไฟอย่างแน่นอนครับ! --- *ด้วยความระลึกถึงจากใจ,* **ปราณธาตุเก้าสุริยัน**
สารจากนักเขียน (ปราณธาตุเก้าสุริยัน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลกาสะลองคล้องใจมาร นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%