เล่ห์กลกาสะลองคล้องใจมาร•ตอนที่ 14

อาการหลบหน้า

ผลงานโดย ปราณธาตุเก้าสุริยัน
"ถ้าคุณยังเดินหนีผมอีกก้าวเดียว... สัญญาเรื่องหนี้สินทั้งหมดของครอบครัวคุณ ผมจะถือว่ามันเป็นโมฆะ แล้วเปลี่ยนมันเป็น 'คดีอาญา' แทนทันทีครับ ขิมา" เสียงทุ้มต่ำที่กดต่ำจนเกือบเป็นเสียงกระซิบดังขึ้นจากด้านหลัง เล่นเอาเรียวขาเพียวที่กำลังก้าวฉับๆ เพื่อมุ่งหน้าไปยังลิฟต์พนักงานต้องหยุดชะงักลงทันที ขิมสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ กำมือที่ข้างลำตัวแน่นจนเล็บแทบจะจิกเข้ากับฝ่ามือ ก่อนจะค่อยๆ หมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับเจ้าของเสียงอันตรายคนนั้น ธาม ภูริวัฒน์ ยืนกอดอกพิงผนังกระจกใสของโถงทางเดินชั้นยี่สิบ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายไร้ซึ่งรอยยิ้ม ดวงตาสีนิลคมกริบราวกับพญาอินทรีที่กำลังจดจ้องเหยื่อในกรงเล็บ บรรยากาศรอบตัวประธานหนุ่มแผ่รังสีความหงุดหงิดและความกดดันออกมาจนอากาศรอบตัวแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง สามวัน... สามเต็มๆ ที่ขิมใช้ทุกวิถีทางในการหลบหน้าผู้ชายคนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนเวลาเข้างาน เลี่ยงไปใช้บันไดหนีไฟแทนการใช้ลิฟต์ผู้บริหาร หรือแม้กระทั่งการฝากงานผ่านกรณ์เพื่อนสนิทตัวแสบ แต่ดูเหมือนว่าความพยายามทั้งหมดจะสูเปล่า เมื่อคนอย่างธามต้องการจะเจอ ไม่มีทางที่มดตัวเดียวจะรอดพ้นสายตาเขาไปได้ "คุณธามพูดเรื่องอะไรครับ ผมไม่เห็นจะเข้าใจเลย งานล้นมือจนผมแทบไม่มีเวลาเดินหายใจอยู่แล้ว จะให้เอาเวลาไหนไปเดินหนีใครกันล่ะครับ" ขิมเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ฝืนปั้นยิ้มการค้าที่ปลอมเปลือกที่สุดในสามโลกส่งกลับไป พยายามกลบเกลื่อนความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วขึ้นมาบนพวงแก้มยามเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในคืนนั้น คืนที่... คืนที่เขาเผลอไผลปล่อยให้ตัวเองหลุดเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดและริมฝีปากเร่าร้อนของผู้ชายตรงหน้า ธามแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเย็นเยียบจนคนฟังต้องเสียวสันหลังวาบ ร่างสูงใหญ่ก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวทีละน้อย กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสานกับกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยมาแตะจมูก ยิ่งกดดันให้ขิมต้องถอยหลังทีละก้าว จนกระทั่งแผ่นหลังชนเข้ากับผนังกระจกเย็นเฉียบ "ความจำเสื่อมกะทันหันสินะครับ... เด็กปากเก่งอย่างคุณนี่มีลูกเล่นแพรวพราวดีแท้" ธามโน้มใบหน้าลงมาใกล้ ระยะห่างระหว่างกันลดลงจนเหลือเพียงคืบเดียว ลลมหายใจอุ่นร้อนปัดผ่านพวงแก้มใส "คืนนั้น... บนรถคันหรูของคุณชายภูริวัฒน์คนนี้ ที่เราสองคน... พูดคุยกันอย่างลึกซึ้งถึงเรื่องสถานะของเรา คุณคงจำไม่ได้สินะครับว่าใครเป็นคนดึงผมเข้าไปจูบก่อน" "เฮ้! พูดให้มันน้อยๆ หน่อยนะครับ!" ขิมหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันทีด้วยความโกรธปนความอายจนแทบจะระเบิด มือบางผลอกแผงอกกว้างของอีกฝ่ายเต็มแรง แต่ธามกลับนิ่งสนิทราวกับภูเขาหิน "วันนั้นผมเมา! แล้วคุณก็ฉวยโอกาสตอนที่ผมไม่มีสติ... คนฉวยโอกาส!" "ฉวยโอกาสงั้นเหรอครับ?" ธามเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่มันช่างดูอันตรายและทรงเสน่ห์จนน่ากลัว "ถ้าผมฉวยโอกาสจริง ป่านนี้คุณคงไม่ได้มายืนเถียงผมตาใสอยู่นี่หรอกครับ... ขิม คุณรู้ไหมว่าผมเกลียดที่สุดคืออะไร คือการที่คนเราทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นหลังจากที่ข้ามเส้นแบ่งระหว่างกันมาแล้ว" "ผมไม่ได้ข้าม! คุณต่างหากที่ล้ำเส้นเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของผมก่อน!" "พื้นที่ส่วนตัว?" ธามทวนคำ น้ำเสียงเริ่มเจือแววหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตราวกับจะค้นหาความจริงบางอย่างที่อีกฝ่ายกำลังซ่อนไว้ "แล้วหัวใจของคุณล่ะ... มันก็อยู่ในพื้นที่ส่วนตัวนั้นด้วยหรือเปล่า ถึงได้พยายามวิ่งหนีผมหัวซุกหัวซุนแบบนี้" คำถามนั้นทรงพลังราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจ ขิมชะงักไปชั่วขณะ ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมัน เขากลัว... กลัวว่าความรู้สึกที่แท้จริงที่กำลังก่อตัวขึ้นในอกจะหลุดลอดออกไปทางสายตา กลัวว่าตัวเองจะพ่ายแพ้ให้กับความใกล้ชิดนี้อย่างราบคาบ "คุณคิดไปเองคนเดียวทั้งนั้นครับ... ผมไม่ได้กลัวคุณ และไม่ได้หนี แค่ไม่อยากเปลืองเวลากับคนเอาแต่ใจตัวเองก็เท่านั้น" ขิมเชิดคอขึ้นเถียงกลับเสียงแข็ง แม้ว่าเสียงสั่นๆ จะทรยศความมั่นใจไปครึ่งหนึ่งแล้วก็ตาม "หลบไปเลยครับ ผมจะไปทำงาน" ขิมพยายามจะมุดตัวลอดผ่านช่องว่างระหว่างแขนแกร่งที่ค้ำยันผนังไว้ แต่ทว่า... ธามไวish กว่า มือใหญ่รวบเอวบางเข้าหาตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมกับใช้มืออีกข้างประคองท้ายทอยบังคับไม่ให้ขิมหันหนี ลมหายใจของทั้งคู่ผสานเป็นหนึ่งเดียวในระยะประชิดที่ทำเอาสติกระเจิง "ปากเก่งนักนะ... ต้องให้ผมลงโทษด้วยวิธีไหน ถึงจะยอมรับความจริงครับ หืม... ขิมา" ธามกระซิบชิดริมใบหู เสียงทุ้มต่ำพثารพามันสั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ ขิมตัวแข็งทื่อ สมองขาวโพลนคิดคำพูดโต้เถียงไม่ออก หัวใจเต้นแรงจนแทบจะกระโจนออกมานอกอก เคมีระหว่างคนทั้งสองระอุคุกรุ่นจนบรรยากาศรอบตัวแทบจะละลาย ในจังหวะที่ขิมกำลังจะอ้าปากเถียงกลับเพื่อกู้ฟอร์ม เสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยของพนักงานกลุ่มใหญ่ที่กำลังเดินออกจากลิฟต์อีกตัวก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน "คุณธามคะ! อยู่นี่เอง บอร์ดบริหารกำลังรอประชุมเรื่องโปรเจกต์ใหม่กันอยู่ค่ะ... เอ๊ะ!" เสียงหวานใสของ พิมพ์ชนก ที่ก้าวออกมาจากมุมตึกเอ่ยทักขึ้นด้วยความประหลาดใจ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นภาพประธานหนุ่มผู้เย็นชาและถือตัว กำลังยืนโอบกอดรัดฟัดเหวี่ยงอยู่กับเด็กฝึกงานหน้าหวานคนสนิทอย่างแนบชิดติดผนัง ธามผละออกจากร่างบางช้าๆ ใบหน้ากลับมาเรียบตึงไร้ความรู้สึกในเสี้ยววินาทีราวกับสับสวิตช์ แต่สายตาที่เขายังคงเหลือบมองขิมนั้นเต็มไปด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ ขิมใช้จังหวะชุลมุนนี้สะบัดตัวหลุดจากการเกาะกุม หอบหายใจถี่กระชั้น ใบหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอายปนตกใจ ก่อนจะรีบก้าวเท้าเดินหนีเลี่ยงไปทางบันไดหนีไฟทันทีโดยไม่หันกลับมามองอีก ธามมองตามแผ่นหลังบางที่หายลับไปหลังประตูหนีไฟ ใบหน้าหล่อเหลาตึงเครียดขึ้นกว่าเดิม เขากวาดสายตากลับมามองพิมพ์ชนกที่ยืนหน้าเสียอยู่ตรงหน้าด้วยแววตาเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งขั้วโลก "มีธุระอะไรด่วนถึงขนาดต้องเดินมาตามผมถึงนี่... พิมพ์ชนก?" เสียงทุ้มเอ่ยถามเรียบสนิท แต่กลับสร้างความหนาว 14 องศาให้แก่หญิงสาวจนเธอต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับความสัมพันธ์อันแสนอลวนนี้ด้วยกันนะครับ **ปราณธาตุเก้าสุริยัน**
สารจากนักเขียน (ปราณธาตุเก้าสุริยัน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลกาสะลองคล้องใจมาร นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%