“บอกแล้วไงคะว่าร่มคันนี้มันเล็กเกินไปสำหรับคนตัวใหญ่อย่างคุณตะวัน!”
เสียงโวยวายปนหอบเหนื่อยของรินรดา ดังแข่งกับเสียงเม็ดฝนที่เทกระหน่ำลงมาใส่หลังคาทางเชื่อมตึกคณะสถาปัตย์กับโรงอาหารกลางอย่างไม่ลืมหูลืมตา บรรยากาศรอบตัวมืดครึ้มราวกับเป็นเวลาทุ่มตรง ทั้งที่นาฬิกาข้อมือเพิ่งจะบอกเวลาส Aบสี่นาฬิกาเศษเท่านั้น ร่างบางในชุดนักศึกษาเปียกชื้นช่วงไหล่ข้างซ้ายนิดหน่อย เพราะความเสียสละอันน้อยนิดที่พยายามเอียงร่มพับลายหมีพูห์สีเหลืองอ๋อยไปทางพ่อหนุ่มวิศวะโยธาตัวสูงใหญ่ที่ยืนกอดอกตีหน้าขรึมอยู่ข้างๆ
ตะวันปรายตามองร่มคันจิ๋วในมือเล็กที่สั่นระริกด้วยความหนาว ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ เจ้าตัวไม่ได้ขยับตัวหนี แต่กลับขยับเข้ามาประชิดตัวเธอจนไหล่กว้างแทบจะเบียดกับไหล่บางของเธออยู่แล้ว
“ถ้าไม่ได้ผมช่วยดึงกระเป๋าเอกสารโปรเจกต์เมื่อกี้ ป่านนี้แบบจำลองหอพักของสถาปัตย์คงละลายกลายเป็นวุ้นไปแล้วล่ะค่ะคุณรินรดา” ตะวันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่แววตาพราวระยับที่ก้มลงมองเธอนั้นกลับฟ้องชัดเจนว่ากำลังสนุกสนานกับการได้แกล้งเธอขนาดไหน
รินรดาเม้มปากแน่น หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นรัวขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล ไม่ใช่เพราะความโกรธที่โดนย้อนหรอกนะคะ แต่เป็นเพราะระยะห่างระหว่างเธอกับเขามันใกล้จนเกินมาตรฐานความปลอดภัยของหัวใจต่างหาก กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ ผสมกับกลิ่นฝนจางๆ ลอยเข้าจมูกจนเธอต้องแกล้งเบือนหน้าหนีไปมองหยดน้ำฝนที่กระเด็นใส่พื้นซีเมนต์แทน
“ก็ไม่ได้ขอให้มาช่วยสักหน่อยนี่คะ... อีกอย่าง เขตต์เขาก็จะช่วยถือให้อยู่แล้วเชียว” รินรดาแกล้งเปรยชื่อคู่ปรับตัวฉกาจขึ้นมาเบาๆ เพื่อหวังจะกวนประสาทคนข้างๆ ให้หลุดฟอร์มเสียบ้าง
ผลลัพธ์ที่ได้มันช่างคุ้มค่าเสียยิ่งกว่าคุ้ม ตะวันชะงักไปนิดหนึ่ง กรามหนาขบเข้าหากันจนนูนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคมกริบที่เคยนิ่งสงบกลับวาวโรจน์ขึ้นมาวูบหนึ่งก่อนจะปรับเปลี่ยนเป็นเรียบเฉยตามเดิม ร่างสูงขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกจนแทบจะไม่มีช่องว่างระหว่างอากาศ แถมมือหนายังเอื้อมมาฉวยด้ามร่มคันเล็กนั้นไปถือไว้เสียเอง ด้วยความที่เขาสูงกว่าเธอเกือบสองคืบ ทำให้ตอนนี้รินรดาเหมือนตกอยู่ในอ้อมแขนของเขาโดยปริยายเมื่อเขาต้องโน้มตัวลงมาบังคับทิศทางร่มให้คลุมร่างเธอจนมิด
“อย่าพูดชื่อผู้ชายคนนั้นให้ผมได้ยินตอนฝนตกได้ไหมคะ มันรำคาญหู” ตะวันพูดลอดไรฟัน น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ดังอยู่ใกล้ใบหูทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งแถบ
“อ้าว! ทำไมล่ะคะ หรือว่าคุณตะวันอิจฉาพี่เขตต์เขาที่มีคะแนนนำโปรเจกต์กลุ่มเราอยู่ล่ะสิ” รินรดาเชิดหน้าขึ้นเถียง แม้ว่าแก้วนวลจะขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินจนปิดไม่มิดแล้วก็ตาม
“หึ อิจฉาเหรอคะ?” ตะวันหัวเราะในลำคอ ดวงตาคู่คมก้มลงจ้องลึกเข้ามาในดวงตากลมโตของเธอ “ในหัวผมตอนนี้ไม่มีพื้นที่เหลือให้ใครนอกจากเรื่องแบบโครงสร้างหอพัก... และก็เรื่องของคนที่ยืนเถียงเก่งอยู่ข้างๆ นี่แหละค่ะ”
*โอ๊ย! คุณพระคุณเจ้าช่วยลูกด้วย!* รินรดาแอบกรีดร้องอยู่ในใจ ประโยคบอกเล่าหน้าตายแต่สายตากรุ้มกริ่มแบบนั้นมันอันตรายต่อสุขภาพหัวใจเกินไปแล้วนะคะ! ทำไมพักหลังมานี่พ่อวิศวะโยธามาดนิ่งถึงขยันปล่อยดาเมจใส่เธอบ่อยจังวะเนี่ย มีนามันต้องแอบไปกระซิบเคล็ดลับอะไรประหลาดๆ ให้เขาแน่ๆ เลย!
บรรยากาศระหว่างทั้งคู่เงียบลงไปชั่วขณะ มีเพียงเสียงฝนที่ยังคงโปรยปรายกระทบพื้นคอนกรีตด้านนอกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างกายของคนตัวสูงช่วยขับไล่ความหนาวเย็นของละอองฝนออกไปจนหมดสิ้น รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อรู้ตัวว่าตอนนี้พวกเขากำลังยืนเบียดกันอยู่ในมุมอับของเสาตึกที่ค่อนข้างมืด และไม่มีนักศึกษาคนอื่นเดินผ่านไปมาเลยแม้แต่คนเดียว
มือหนาที่ถือร่มอยู่ขยับเปลี่ยนมาโอบไหล่เธอเบาๆ เพื่อกันไม่ให้ละอองน้ำฝนที่สาดเข้ามาถูกตัวเธอเพิ่ม รินรดาสะดุ้งเล็กน้อยด้วยความตกใจ แต่เธอกลับไม่ได้ขัดขืนหรือผลักไส ปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งไปกับความอบอุ่นที่อีกฝ่ายตั้งใจมอบให้ หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามดังแข่งกับเสียงฝน จนกลัวว่าคนตัวโตจะได้ยินมันเข้าสักวัน
“มองอะไรคะ?” ตะวันเอ่ยถามเสียงนุ่ม เมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กเอาแต่มองหน้าอกของเขาโดยไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตา
“เปล่าสักหน่อยค่ะ... แค่คิดว่าร่มคันนี้มันคงแคบไปจริงๆ นั่นแหละ” รินรดาแก้ตัวเสียงอ้อมแอ้ม พยายามจะถอยหลังหนีครึ่งก้าว แต่กลับโดนมือซุกซนของอีกฝ่ายรั้งเอวบางเอาไว้เบาๆ ให้ขยับเข้าไปชิดเหมือนเดิม
“ถ้ารู้ว่าแคบ คราวหลังก็พกร่มของตัวเองมาสิคะ หรือไม่... ก็เดินมาหลบใต้ร่มคันเดียวกันกับผมตั้งแต่แรกซะก็สิ้นเรื่อง” ตะวันยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่นานๆ ทีจะหลุดออกมาที แต่มันกลับทำลายล้างความตั้งใจที่จะรักษาฟอร์มของรินรดาจนพังไม่เป็นท่า
ระหว่างที่รินรดากำลังจะอ้าปากเถียงกลับด้วยประโยคแสบๆ คันๆ ตามประสาคนปากไม่ตรงกับใจ จู่ๆ หน้าจอโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อคลุมของเอนก็สั่นครืดคราดติดต่อกันหลายครั้งด้วยฝีมือการรัวแชตของมีนาที่คงกำลังนั่งลุ้นระทึกอยู่ที่ห้องพัก
รินรดาแอบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูใต้ร่มคันเดียวกันอย่างระมัดระวัง ข้อความจากเพื่อนรักเด้งขึ้นมาเป็นพรืด:
*[มีนา]: แกกกก ถึงไหนแล้ว! บรรยากาศใจกลางพายุฝนเป็นใจไหม!*
*[มีนา]: ย้ำนะว่าร่มคันเดียว! พระเอกวิศวะต้องโอบแกแน่ๆ ฉันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความฟิน!*
*[มีนา]: สารภาพรักไปเลยสิคะรออะไร! บอกเขาไปเลยว่าที่จริงแอบชอบเขามาตั้งแต่โปรเจกต์ปีสองแล้ว!*
รินรดาเบิกตากว้าง รีบพิมพ์ตอบกลับไปอย่างลิบลับด้วยความตกใจกลัวว่าคนข้างๆ จะแอบเห็นหน้าจอ: *‘บ้าเหรอยัยมีนา แกจะบ้าหรือไง! ฝนตกอยู่เนี่ย สมองเปียกน้ำฝนไปแล้วเหรอ!’*
ทว่า ในจังหวะที่เธอกำลังก้มหน้าก้มตาพิมพ์ปฏิเสธเพื่อนสนิทด้วยความรวดเร็วนั้น นิ้วเจ้ากรรมดันไปกดโดนปุ่มส่งสติกเกอร์รูปหัวใจดวงโตพ่วงด้วยข้อความเสียงที่เธอเผลออัดไว้บ่นงึมงำเมื่อกี้ส่งตรงไปยังแชตส่วนตัวของตะวันเข้าอย่างจัง!
เสียงหวานใสที่เผลอบ่นพึมพำเมื่อครู่ดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบ: *“...ฮึ่ย! ก็คนมันชอบเขาไปแล้วนี่นา จะให้ทำยังไงเล่า...”*
รินรดาชะงักค้าง ราวกับถูกสตัฟฟ์ไว้กลางอากาศ เลือดในกายพุ่งขึ้นมาหล่อเลี้ยงใบหน้าจนร้อนผ่าวไปหมด เธอค่อยๆ หันขวับไปมองหน้าหนุ่มวิศวะข้างตัวด้วยดวงเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
ตะวันลดมือถือของตัวเองลงช้าๆ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปากหายไป แทนที่ด้วยแววตาประกายระยับที่จ้องมองเธอราวกับเจอสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิต
“อ้าว... ไหนบอกว่าไม่ได้ขอให้มาช่วย และไม่ได้คิดอะไรไงคะ?” ตะวันทวนคำพูดของเธอด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชวนใจสั่น ก่อนจะก้าวเข้าไปประชิดตัวเธอจนแผ่นหลังชนเข้ากับเสาปูนเต็มแรง ร่มคันสีเหลืองถูกปล่อยให้ร่วงหล่นลงพื้นอย่างไร้ความหมายเมื่อมือทั้งสองข้างของเขาถูกใช้เพื่อกักตัวเธอไว้ในอ้อมแขน
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาติดร่มคันนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!
วิศวะสายมโนกับโปรเจกต์หอพักข้างห้อง•ตอนที่ 15
ฝนตกกับร่มคันเดียว
ผลงานโดย ที่คั่นหนังสือสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ที่คั่นหนังสือสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะสายมโนกับโปรเจกต์หอพักข้างห้อง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!