วิศวะสายมโนกับโปรเจกต์หอพักข้างห้อง•ตอนที่ 17

ต่างคนต่างถอย

ผลงานโดย ที่คั่นหนังสือสีชมพู
เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ดังขึ้นเป็นครั้งที่สิบของวัน จนรินรดาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า ระหว่างออกซิเจนในห้องกับคาร์บอนไดออกไซด์ที่เธอพ่นออกมา อย่างไหนจะมีปริมาณมากกว่ากันบนโลกใบนี้ กองกระดาษไข โมเดลสถาปัตยกรรมที่ยังตัดไม่เสร็จ และซากแก้วกาแฟเย็นที่วางเรียงรายเป็นกองทัพทหารผ่านศึกบนโต๊ะทำงาน ล้วนเป็นพยานปากเอกว่าสภาพจิตใจของเธอกำลังดิ่งลงเหวระดับมาริอาน่าเทรนช์ และต้นเหตุของความอึดอัดนี้ไม่ได้อยู่ที่ไหนไกลเลยค่ะ... มันอยู่แค่ผนังห้องกั้นบางๆ ด้าน 402 นี่เอง ปกติแล้ว กำแพงห้องหอพักมักจะบางจนได้ยินเสียงช้อนกระทบจาน หรือเสียงเปิดทีวีเบาๆ แต่ช่วงสามวันที่ผ่านมา กำแพงห้องของเธอกับตะวันกลับกลายเป็น "กำแพงเบอร์ลิน" ที่ไร้ซึ่งการสื่อสาร ไร้เสียงเพลงโปรดที่เขาเคยเปิดแก้เหงา ไร้แม้กระทั่งเสียงเดินตึงตังอันเป็นเอกลักษณ์ของพ่อหนุ่มวิศวะโยธาคนนั้น มีนาเพื่อนรักเคยบอกไว้ว่า *“คนเราถ้าไม่ได้เกลียดกันจนไส้ 20 เมตร ก็แปลว่ากำลังเขินจนทำตัวไม่ถูก”* แต่สำหรับรินรดาแล้ว เธอคิดว่าสถานการณ์ตอนนี้เข้าข่ายอย่างหลังแบบร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม หลังจากเหตุการณ์คืนนั้นที่ระเบียงห้อง—วันที่สายตาของตะวันมองมาแล้วทำให้หัวใจเธอเต้นผิดจังหวะไปสามวันแปดวัน ทั้งคู่ต่างคนต่างก็เลือกที่จะ "ถอย" คนละก้าวเพื่อตั้งหลัก แต่ปัญหาคือ... ก้าวถอยหลังของพวกเขามันดันกว้างเกินไป จนตอนนี้เหมือนคนแปลกหน้ายิ่งกว่าตอนย้ายมาอยู่ใหม่เสียอีกนะคะ! ก๊อกๆๆ! เสียงเคาะประตูด้านนอกดังขึ้นเบาๆ สองที ทำเอารินรดาที่กำลังนั่งเหม่อลอยสะดุ้งสุดตัว เธอขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย ปกติถ้าเป็นมีนา ยัยเพื่อนตัวดีจะต้องไขกุญแจเข้ามาเองพร้อมกับถุงส้มตำปูปลาร้าส่งกลิ่นฟุ้ง แต่นี่... เสียงเคาะสุภาพเรียบร้อยแบบนี้ จะเป็นใครไปได้ล่ะคะ รินรดาลุกขึ้นยืนอย่างเก้ๆ กังๆ มือเรียวปัดเศษกระดาษที่ติดกางเกงยขาสั้นออกลวกๆ ก่อนจะเดินไปแง้มประตูดูผ่านตาแมว ภาพสะท้อนในเลนส์นูนคือแผ่นหลังกว้างของเสื้อช็อปสีกรมท่าคุ้นตา... ตะวันยืนถือกล่องพัสดุขนาดกลางไว้ในมือ ไหล่กว้างลู่ลงเล็กน้อยอย่างคน *กริ๊ก!* ประตูห้องเปิดออกกว้างกว่าเดิมโดยฝีมือของเจ้าของห้อง รินรดาชะงักค้างไปชั่วขณะเมื่อดวงตากลมโตสบเข้ากับนัยน์ตาสนิมเหล็กคู่คมที่มองตรงมาพอดี บรรยากาศรอบตัวเหมือนถูกกดปุ่มหยุดชั่วคราว ความเงียบงันเข้ามาแทนที่บทสนทนา มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ส่งเสียงหึ่งๆ เบาๆ เป็นฉากหลัง "เอ่อ... คือ..." ตะวันเริ่มต้นด้วยเสียงที่แหบพร่ากว่าปกติเล็กน้อย ชายหนุ่มยกมือขึ้นเกาต้นคอตัวเองแก้เก้อ ดวงตาคมหลบวูบมองไปที่พื้นกระเบื้องแทนที่จะสบตารินรดาตรงๆ "พัสดุของเธอ... มันมาส่งผิดที่ ไปโผล่อยู่ที่หน้าห้องฉันน่ะ ฉันเห็นว่าเป็นชื่อเธอ เลย... เอามาให้" น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความประหม่าชัดเจนเสียจนรินรดารู้สึกได้ หัวใจเจ้ากรรมดันเริ่มเต้นรัวขึ้นมาอีกแล้ว ทั้งที่ตั้งใจไว้แล้วแท้ๆ ว่าจะทำตัวให้ชิคๆ คูลๆ เหมือนนางเอกเอ็มวี "อ๋อ... ขอบคุณค่ะ" รินรดายื่นมือออกไปรับกล่องพัสดุ นิ้วมือของทั้งคู่เฉียดผ่านกันเพียงเสี้ยววินาที แต่กระแสไฟแปลกๆ กลับแล่นริ้วขึ้นมาจากปลายนิ้วตรงดิ่งสู่หัวใจจนเธอต้องรีบชักมือกลับแทบไม่ทัน ตะวันยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่ยอมก้าวถอยหลัง และไม่ยอมเดินจากไป เขากวาดสายตามองผ่านไหล่บางเข้าไปในห้อง รำพันเห็นกองโมเดลสถาปัตย์ที่รกเรื้อและแก้วกาแฟที่วางระเกะระระกะ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันโดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณความเป็นวิศวกรผู้รักความสะอาดและความเป็นระเบียบเริ่มทำงาน "กินกาแฟเยอะเกินไปแล้วนะ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความเผลอตัว "เดี๋ยวก็ปวดหัวใจสั่นหรอก... แล้วทำไมไม่เปิดหน้าต่างระบายอากาศบ้าง ห้องทึบหมดแล้วเนี่ย" รินรดาอ้าปากค้างเล็กน้อย นึกหมั่นไส้ความจู้จี้จุกจิกของพ่อหนุ่มคนนี้ขึ้นมาทันที ถึงจะถอยห่างกันแค่ไหน นิสัยชอบบ่นเป็นคุณพ่อแก่ๆ ก็ยังไม่เปลี่ยนสินะคะ! "เรื่องของฉันน่า... ห้องฉัน รกแค่นี้ไม่ตายหรอกค่ะคุณตะวัน" รินรดาลอยหน้าลอยตาตอบกลับ เสียงสูงขึ้นกว่าปกตินิดหน่อยเพื่อกลบเกลื่อนความเขิน "ว่าแต่... มีธุระแค่นี้ใช่ไหมคะ พอดีฉันต้องรีบปั่นโปรเจกต์ส่งอาจารย์ตอนเช้าต่อ เกรงใจ... กลัวจะไปรบกวนเวลานอนของคนห้องข้างๆ น่ะค่ะ" ประโยคสุดท้ายจงใจเน้นเสียงหนักเพื่อประชดประชันเบาๆ ตะวันชะงักไปนิด ดวงตาคมตวัดกลับมามองหน้าเธอตรงๆ อีกครั้งริมฝีปากหยักเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง "ริน..." ตะวันเรียกชื่อเธอด้วยเสียงที่เบาหวิว แต่กลับหนักแน่นจนคนฟังสะท้อนในอก "ที่เรา... ถอยห่างกันแบบนี้ มันดีแล้วจริงๆ เหรอวะ" คำถามนั้นพุ่งตรงเข้ากลางใจรินรดาอย่างจัง ไร้ซึ่งการหลบเลี่ยง ไร้ซึ่งกำแพงคำกวนประสาท มีเพียงความจริงใจที่ฉายชัดอยู่ในแววตาสนิมเหล็กคู่นั้น บรรยากาศรอบตัวเหมือนถูกบีบอัดจนแทบหายใจไม่ออก ความเงียบงันระหว่างพวกเขากลับดังยิ่งกว่าเสียงใดๆ รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำแก้ตัวเพื่อรักษาระยะห่างตามที่ตั้งใจไว้ แต่ทว่า... *ติ๊ง!* เสียงแจ้งเตือนข้อความจากแอปพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานดังขึ้นขัดจังหวะความเป็นความตายนี้เสียก่อน รินรดาสะดุ้งเล็กน้อย เบนสายตาไปมองหน้าจอที่สว่างวาบขึ้นมาในความมลัวของห้อง เป็นชื่อของ **"พี่เขตต์"** รุ่นพี่ตัวแสบจากคณะเดียวกัน ที่ส่งข้อความมาพร้อมกับรูปถ่ายชิ้นงานโมเดลที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ และข้อความสั้นๆ ที่ทำเอาเลือดในGกายรินรดาเย็นเฉียบ *[พี่เขตต์]: รินครับ พี่แก้ดีไซน์โครงสร้างส่วนที่ตะวันคำนวณพลาดให้เรียบร้อยแล้วนะ พรุ่งนี้เอาอันนี้ไปพรีเซนต์กับอาจารย์รับรองผ่านฉลุย ไม่ต้องไปพึ่งเด็กโยธาคนนั้นหรอก เสียเวลาเปล่าๆ* รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบหันกลับไปมองหน้าตะวันทันที ทว่า... ชายหนุ่มก้มลงมองหน้าจอโทรศัพท์ของเธอที่วางอยู่ไม่ไกลจากกรอบประตูพอดิบพอดี ดวงตาคมที่เคยมีความลังเลและความอ่อนโยนเมื่อครู่ กลับแปรเปลี่ยนเป็นความนิ่งสนิท เยียบเย็น และดุดันขึ้นมาทันตาเห็นอย่างน่ากลัว ตะวันแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่ฟังแล้วหนาวสะท้านไปถึงกระดูกสันหลัง "อ๋อ... งั้นเหรอ" ตะวันเงยหน้าขึ้นสบตากรุ่นโกรธ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากหนา "งั้นก็เชิญใช้ผลงานของคนที่ 'ไม่พลาด' คนนั้นเถอะ... ฉันมันก็แค่คนนอกที่เธออยากถอยห่างอยู่แล้วนี่ ขอบใจที่เตือนความจำนะ" พูดจบ ตะวันก็หันหลังขวับแล้วก้าวเดินจ้ำอ้าวกลับห้องตัวเองทันที เสียงปิดประตูกระแทกดังปัง! สะท้อนก้องไปทั่วทางเดิน สะเทือนไปถึงขั้วหัวใจของรินรดาที่ยืนแข็งทื่อเป็นหิน แย่แล้ว... ทุกอย่างพังไม่เป็นท่าแล้วค่ะ! ขอบพระคุณนักอ่านที่รักทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทที่ 17 นะคะ หวังว่าหัวใจของทุกคนจะยังคงเต้นแรงและเอาใจช่วยรินรดากับตะวันในตอนหน้านะคะ!
สารจากนักเขียน (ที่คั่นหนังสือสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะสายมโนกับโปรเจกต์หอพักข้างห้อง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%