เสียงแจ้งเตือนข้อความแชทจากมีนทรายังคงสั่นสะเทือนอยู่ในโสตประสาทของลลิล แม้ว่าหน้าจอมือถือจะถูกคว่ำลงบนโต๊ะทำงานกระจกใสในคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองมานานนับชั่วโมงแล้วก็ตาม
*[มีน: แก... ฉันยอมรับความจริงแล้ว ว่าคนที่ฉันแอบชอบและพยายามเข้าหามาตลอด... คือท่านประธานภริดาคนนั้นแหละ!]*
ประโยคสารภาพรักระดับสิบกระโหลกของเพื่อนรักยังวนเวียนอยู่ในหัว ชวนให้รู้สึกปั่นป่วนในท้องจนบอกไม่ถูก ลลิลถอนหายใจยาวเหยียดขณะยืนอยู่หน้าห้องนอนแขก มือเรียวกำผ้าขนหนูผืนเล็กกับกะละมังใส่น้ำอุ่นไว้แน่น บรรยากาศภายในห้องมืดสลัว มีเพียงแสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟหัวเตียงที่สาดส่องกระทบเข้ากับร่างบอบบางซึ่งกำลังนอนขดตัวซุกอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา
ท่านประธานภริดาผู้ทรงอำนาจและเย่อหยิ่งคนนั้น... ในเวลานี้กำลังนอนซมด้วยพิษไข้สูงจนใบหน้าเนียนใสขึ้นสีแดงระเรื่อ ลมหายใจร้อนผ่าวที่พรูออกมาทุกครั้งยามขยับตัวบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าอาการของเจ้าตัวน่าเป็นห่วงแค่ไหน
ให้ตายเถอะ นี่เธอกำลังกลายร่างจากเลขาฯ จอมกวนประสาทมาเป็นพยาบาลจำเป็นตอนตีสองจริงๆ สินะ
ลลิลเดินฝ่าความเงียบเข้าไปใกล้เตียงนอนช้าๆ ฝTเท้าแทบไร้เสียง แต่คนบนเตียงกลับรับรู้ถึงการมีอยู่ของเธอได้ ภริดาขยับตัวเล็กน้อย ดวงตากลมโตที่มักจะฉายแววเฉียบคมและดุดันอยู่เสมอยามอยู่ในโหมดทำงาน บัดนี้กลับหรี่ลงอย่างอ่อนล้า เปลือกตาหนักอึ้งจนแทบจะลืมไม่ขึ้น
"คุณริดาคะ..." ลลิลเอ่ยเรียกเสียงแผ่ว ย่อตัวลงนั่งคุกเข่าลงข้างเตียงเพื่อลดระดับสายตาให้เสมอกับคนป่วย "ตื่นขึ้นมาเช็ดตัวหน่อยนะคะ ไข้คุณสูงมากเลย"
ภริดาขมวดคิ้วมุ่นริมฝีปากแห้งผากเม้มเข้าหากันแน่นอย่างขัดใจ แม้จะป่วยจนแทบจะลุกไม่ไหว แต่นิสัยดื้อรั้นและฟอร์มจัดก็ยังคงทำงานเต็มร้อย "ฉัน... ไม่เป็นอะไร... แค่นอนพัก... พรุ่งนี้ก็หาย..." น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยคัดค้านออกมาอย่างดื้อดึง ทั้งที่เสียงนั้นสั่นเครือและเบาหวิวเสียจนคนฟังนึกหมั่นไส้แกมเอ็นดู
"ไม่ต้องมาปากแข็งเลยค่ะท่านประธาน ตัวร้อนขนาดนี้ถ้าปอดบวมตายคาคอนโดฉันขึ้นมา ฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนคะเนี่ย" ลลิลสวนกลับทันควันตามวิสัยทัศน์สาวมั่นที่ไม่เคยยอมใคร แต่แววตาที่มองร่างตรงหน้ากลับเต็มไปด้วยความห่วงใยที่ซ่อนไม่มิด
มือเรียวบางของเลขาฯ สาวจัดการบิดผ้าขนหนูหมาดๆ ก่อนจะบรรจงเช็ดไล่ตามกรอบหน้าสวย คอระหง และลาดไหล่บอบบางภายใต้ชุดนอนเนื้อนุ่ม ภริดาสั่นสะấuเล็กน้อยยามที่สัมผัสความเย็นชื้นแตะลงบนผิวเนื้อ แต่เพราะพิษไข้ที่เล่นงานทำให้เธอไม่มีแรงแม้แต่จะปัดป้อง ได้แต่ปล่อยให้ลลิลดูแลตามอำเภอใจ
"อื้อ..." เสียงครางประท้วงในลำคอหลุดรอดออกมาเบาๆ เมื่อซอกคอและลำแขนถูกเช็ดทำความสะอาด ภริดาหลับตาปี๋ ลมหายใจร้อนรดรินอยู่ใกล้ชิดจนลลิลเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
ระยะห่างระหว่างพวกเธอในยามนี้มันใกล้เสียจนได้ยินเสียงหัวใจของกันและกัน ลลิลลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ยามที่ดวงตาคู่คมของภริดาลืมขึ้นมาสบตากับเธออีกครั้ง แววตานิ่งสนิทคู่นั้นไม่ได้มีความดุดันเหมือนเคย มีเพียงความอ่อนแอและความสับสนบางอย่างที่สะท้อนอยู่ภายใน
"ทำไม... ถึงต้องมาคอยดูแลฉันด้วยล่ะ..." คำถามกระซิบแผ่วเบาดังลอดริมฝีปากที่แห้งผาก ภริดาจ้องมองใบหน้าของลลิลนิ่งนาน ราวกับต้องการค้นหาคำตอบบางอย่างในแววตาคู่นั้น "ปกติ... เธอน่าจะแอบสะใจซะด้วยซ้ำ ที่เห็นฉันล้มป่วยแบบนี้"
"ฉันไม่ใช่คนใจร้ายขนาดนั้นหรอกนะคะคุณริดา" ลลิลตอบเสียงนุ่ม แววตาสั่นไหววูบหนึ่งก่อนจะปรับให้เป็นปกติ "อีกอย่าง... ถึงเราจะเป็นคู่กัดกันในที่ทำงาน แต่ตอนนี้คุณเป็นเจ้านาย... อ้ะ ไม่สิ ตอนนี้คุณเป็นคนไข้ของฉันต่างหากค่ะ"
"ปากดี..." ภริดาแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ทว่ามือเรียวที่นอนแนบอยู่ข้างลำตัวกลับเอื้อมขึ้นมาคว้าชายเสื้อของลลิลไว้โดยสัญชาตญาณ ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะลุกหนีหายไปในความมืด "อย่าเพิ่งไป... อยู่ตรงนี้ก่อน..."
คำพูดที่หลุดออกมาจากปากของคนฟอร์มจัด ทำเอาหัวใจของลลิลกระตุกวูบอย่างแรง เคมีประหลาดบางอย่างพุ่งพล่านขึ้นมาในอากาศจนน่าใจหาย ความอบอุ่นจากฝ่ามือที่กำชายเสื้อไว้แน่นส่งผ่านทะลุเนื้อผ้าเข้ามาถึงผิวเนื้อ สร้างความปั่นป่วนในอกชนิดที่ตัวเธอเองก็ไม่อาจปฏิเสธได้
ลลิลไม่ได้ขยับหนี เธอกลับวางมือทับลงบนหลังมือเรียวของภริดาที่กำเสื้อเธอไว้อีกทีอย่างแผ่วเบา สัมผัสอุ่นจัดของคนไข้ทำให้ต้องถอนหายใจออกมาเบาๆ "ก็ได้ค่ะ ฉันไม่ไปไหนหจนกว่าไข้คุณจะลด... นอนซะนะคะ"
ภริดายอมหลับตาลงอย่างว่าง่าย ความอบอุ่นจากมือของลลิลทำให้อาการหนาวสั่นทุเลาลงไปได้บ้าง ลมหายใจเริ่มสม่ำเสมอขึ้นบ่งบอกว่าพิษไข้เริ่มบรรเทาลงหลังจากการเช็ดตัวและป้อนยาเมื่อครู่ผ่านพ้นไป ทว่าในความเงียบสงบยามดึกสงัด ลลิลกลับนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ยอมห่าง ปล่อยให้ความคิดในหัวตีกันวุ่นวาย ทั้งเรื่องอาการป่วยของคนตรงหน้า และเรื่องคำสารภาพของมีนตราที่ยังคงค้างคาใจ
*ถ้ามีนชอบภริดา... แล้วเธอที่กำลังใจเต้นตุ่มๆ ต่อมๆ กับเจ้านายตัวเองคนนี้ล่ะ มันคืออะไรกันแน่?*
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ จนกระทั่งบรรยากาศเริ่มเปลี่ยน ลลิลที่เริ่มเคลิ้มหลับพิงขอบเตียงสะดุ้งตื่นขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้นที่ด้านนอกห้องนั่งเล่น
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูดังย้ำติดต่อกันสามครั้งในยามวิกาล ทำเอาความง่วงงุนทั้งหมดหายเป็นปลิดทิ้ง ลลิลขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ ใครกันที่จะมาหาเธอที่คอนโดในเวลาตีสามแบบนี้? หรือจะเป็นมีนตราที่รู้ข่าวแล้วบุกมาหาด่วน?
เธอค่อยๆ แกะมือของภริดาที่ยังคงกำชายเสื้อเธอไว้ออกอย่างเบามือที่สุด ก่อนจะลุกขึ้นเดินย่องออกจากห้องนอน ปิดประตูแง้มไว้เพียงเล็กน้อยเพื่อคอยฟังเสียงคนไข้
ลลิลเดินมาถึงประตูห้องชุด ส่องตาแมวออกไปมองด้านนอกด้วยความระแวดระวัง ทว่าภาพที่ปรากฏผ่านเลนส์ตาแมวกลับทำให้ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด
ร่างสูงโปรดของชายหนุ่มในชุดสูทภูมิฐานที่คุ้นตา กำลังยืนยันตัวตนอยู่หน้าห้องด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าแววตากลับคมกริบและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น... กรวีร์! อดีตคู่หมั้นและคู่แข่งทางธุรกิจของภริดา มาทำอะไรที่นี่ในยามวิกาลแบบนี้?!
และก่อนที่ลลิลจะได้ทันคิดหาทางหนีทีไล่ เสียงกดกริ่งรัวๆ พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยเรียกชื่อคนข้างในก็ดังทะลุประตูเข้ามา
"ลลิล... ผมรู้ว่าคุณอยู่ข้างใน เปิดประตูให้ผมหน่อยครับ... ผมรู้ว่าริดาอยู่กับคุณที่นี่!"
เล่ห์รักคุณหนูซ่อนหนาม•ตอนที่ 17
ไข้หวัดกับความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่
ผลงานโดย สการ์เล็ตโรส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สการ์เล็ตโรส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์รักคุณหนูซ่อนหนาม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!