เสียงปิดประตูปังสนั่นทำให้หัวใจของภริดากระตุกวูบ ระยะห่างระหว่างเธอกับกรวีร์ที่ยืนประชิดกันเมื่อครู่ถูกทิ้งระยะออกทันทีด้วยสัญชาตญาณของการป้องกันตัว แต่สายตาคมกริบของท่านประธานสาวกลับไม่ได้พุ่งไปที่แขกไม่เชิญอย่างนักธุรกิจหนุ่มรุ่นพี่ หากแต่กวาดมองหาเงาร่างโปร่งบางของเลขาฯ ตัวแสบที่เพิ่งสร้างสถานการณ์ระทึกขวัญเมื่อวินาทีที่แล้ว
ให้ตายสซิ... ยัยเด็กบ้านั่นหายไปไหนเสียแล้ว!
"อ้าว ริดา... ดูท่าทางเราจะมีแขกไม่ได้รับเชิญมารบกวนความเป็นส่วนตัวเสียแล้วสินะครับ" กรวีร์แย้มยิ้มพราวเสน่ห์ ขยับกายเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานด้วยท่าทีสนิทสนมเกินงาม สายตาของเขาพยายามกวาดสำรวจบรรยากาศในห้องทำงานกว้างเพื่อหาพิรุธ
ภริดาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ เปลือกตาปิดลงชั่วเสี้ยววินาทีเพื่อซ่อนประกายความหงุดหงิดที่พลุ่งพล่านอยู่ในอก ร่างระหงในชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่าง ก่อนจะปรับสีหน้าให้เรียบเฉยราวน้ำแข็งขั้วโลกตามวิสัยของนักบริหารมืออาชีพ
"ถ้าคุณกรวีร์กรุณาเคาะประตูก่อนเข้าห้องเหมือนคนมีมารยาททั่วไป คุณคงไม่ต้องมาเห็นภาพอะไรที่ทำให้เข้าใจผิดหรอกค่ะ" ภริดาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงราบเรียบแต่เชือดเฉือนจนอีกฝ่ายชะงักไปนิด "และที่สำคัญ... ดิฉันไม่มีนโยบายต้อนรับแขกที่ไร้นัดในเวลาทำงานค่ะ"
กรวีร์หัวเราะในลำคออย่างไม่ยี่หรา เขายกเอกสารโครงการในมือขึ้นระดับอก "ผมไม่ได้นัดก็จริง แต่เรื่องโปรเจกต์รีสอร์ทที่ภาคใต้... ริดาก็รู้ว่ามันสำคัญกับบริษัทเราแค่ไหน ผมแค่อยากมาอัปเดตรายละเอียดด้วยตัวเอง ไม่อยากผ่านมือใคร... โดยเฉพาะพวกเด็กฝึกงานหรือเลขาฯ หน้าใหม่ที่ยังไม่รู้ประสีประสา"
ประโยคหลังของกรวีร์จงใจเน้นเสียงหนักเพื่อเหน็บแนมใครบางคน ภริดาขมวดคิ้วมุ่นโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกขัดเคืองใจแล่นแปลบขึ้นมาอย่างประหลาด ทำไมพอได้ยินกรวีร์พูดจาพาดพิงลลิลแบบนั้น เธอกลับรู้สึกหงุดหงิดมากกว่าตอนที่โดนแซวเสียเองเล่า!
"เลขาฯ ของดิฉันจะทำงานเป็นหรือไม่ นั่นไม่ใช่ธุระที่คุณต้องมาวิจารณ์ค่ะคุณกรวีร์" ภริดาตอกกลับเสียงแข็ง ดวงตาคู่คมจ้องเขม็ง "วางเอกสารไว้ตรงนั้น แล้วเชิญคุณกลับไปได้แล้วค่ะ ดิฉันมีงานต้องสะสางต่อ"
ในขณะที่สองหนุ่มสาวกำลังปะทะคารมกันอย่างดุเดือด ณ อีกมุมหนึ่งของห้องทำงานที่ถูกฉากกั้นไม้สักบังสายตา ลลิลกำลังยืนแนบแผ่นหลังติดกับผนังห้องด้วยหัวใจที่เต้นรัวโครมคราม ฝ่ามือเรียวบางยกขึ้นทาบอกเพื่อกดกลั้นจังหวะชีพจรที่เต้นระรัวจนแทบหลุดออกมานอกอก
ให้ตายเถอะ รอดตัวไปหวุดหวิด!
ยัยลินเอ๋ย... เกือบไปแล้วไหมล่ะ ถ้าเธอก้าวเท้าช้ากว่านั้นอีกก้าวเดียว มีหวังได้โดนท่านประธานเฉ่งจนหูชาข้อหาแอบฟังเรื่องส่วนตัวแน่ๆ แต่ใครจะไปคิดเล่าว่าอีตานักธุรกิจหน้าหยกนั่นจะโผล่มาจังหวะนรกแตกพอดี
ดวงตากลมโตฉายแววเจ้าเล่ห์ขึ้นมาวับวาว แม้สถานการณ์จะคับขัน แต่สมองอันรวดเร็วของบัณฑิตหมาดๆ กลับประมวลผลแผนการแก้เผ็ดได้อย่างรวดเร็ว ในเมื่อท่านประธานสุดซึนอยากจะทำตัวเย็นชาใส่เธอนัก แถมยังเกือบจะเคลิ้มตามสัมผัสของเธอเมื่อครู่... งั้นเธอก็ขอเอาคืนด้วยการทำให้คุณประธานสติหลุดเล่นๆ สักตั้งก็แล้วกัน!
ลลิลค่อยๆ ก้าวเท้าออกอย่างเงียบเชียบที่สุด ปลายรองเท้าส้นสูงกระทบกับพรมหนานุ่มแทบไม่เกิดเสียง เธอย่องเข้าไปใกล้จุดที่กรวีร์กับภริดายืนอยู่ ก่อนจะแสร้งทำเป็นเดินสะดุดกล่องพัสดุที่วางอยู่มุมห้องโดยตั้งใจ
*ตุ้บ! เคร้ง!*
เสียงสิ่งของล้มดังสนั่นกลางห้องทำงานเงียบกริบ เรียกความสนใจจากทั้งภริดาและกรวีร์ให้หันขวับไปมองเป็นตาเดียว
"อุ๊ย! ขอโทษค่ะท่านประธาน พอดีลินซุ่มซ่ามไปหน่อย..." เสียงหวานใสแสร้งอุทานด้วยความตกใจ ใบหน้าเนียนใสแสดงความรู้สึกผิดออกมาเนียนสนิทเสียจนคนมองแยกไม่ออกว่าจริงหรือแกล้ง
ภริดาเบิกตากว้างเล็กน้อยเมื่อเห็นสภาพของลลิล—เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งที่หลุดลุ่ยกระดุมเม็ดบนเผยให้เห็นผิวเนียนละเอียด ต้นแขนเรียวเนียน และท่าทางเงอะงะที่จงใจแสดงออก ยัยเด็กนี่กำลังเล่นเกมอะไรอีกแล้วเนี่ย!
กรวีร์หันไปมองเลขาฯ สาวคนใหม่ด้วยสายตารังเกียจระคนสงสัย "นี่คุณ! เข้ามาอยู่ในห้องนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่มีมารยาท เดินชนนู่นชนนี่เสียเสียงดังรบกวนเวลาคุยงาน"
ลลิลลุกขึ้นยืนปัดกระโปรงเบาๆ ก่อนจะช้อนตาขึ้นมองคู่แข่งทางธุรกิจของเจ้านายด้วยรอยยิ้มหวานหยาดเยิ้ม แต่แววตากลับคมกริบไม่แพ้กัน
"อ้าว... ดิฉันเป็นเลขาฯ ของท่านประธานนะคะ อยู่ในห้องทำงานของเจ้านายตัวเอง มันแปลกตรงไหนเหรอคะคุณกรวีร์? หรือว่าคุณกรวีร์คิดว่าห้องนี้เป็นห้องส่วนตัวของคุณ ถึงได้ทำหน้าตาตื่นตกใจซะขนาดนั้นตอนที่ประตูเปิด?" ลลิลลอยหน้าลอยตาลอยเสียงตอบกลับอย่างไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย
"เธอ!" กรวีร์หน้าเสียไปชั่วขณะ โดนเด็กเมื่อวานซืนย้อนเข้าให้จนไปไม่เป็น
ภริดาขบกรามแน่น ซ่อนรอยยิ้มมุมปากที่เกือบจะหลุดออกมาให้เห็น ยัยเด็กนี่มันร้ายกาจเป็นบ้า ปากคอเราะรายไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆ แต่กระนั้น... ความตระหนักรู้บางอย่างก็แล่นริ้วเข้ามาในใจเตือนสติเธอ
ไม่ได้การ... ขืนปล่อยให้ลลิลอยู่ใกล้ในระยะอันตรายแบบนี้ หัวใจเธอนี่แหละที่จะพังทลายลงเสียก่อน ภริดาเริ่มสัมผัสได้ถึงความหวั่นไหวที่สั่นคลอนเกราะกำบังอันแข็งแกร่งของตัวเอง ทุกครั้งที่กลิ่นหอมอ่อนๆ ของอีกฝ่ายลอยมาแตะจมูก ทุกครั้งที่สายตากลมโตคู่นั้นมองมาด้วยความท้าทาย เธอกลัวเหลือเกินว่าความลับที่เธอพยายามซ่อนไว้จะหลุดรอดออกไป
"ลลิล..." ภริดาเอ่ยเสียงเรียบ ตวัดสายตาดุๆ ไปที่เลขาฯ ตัวแสบ "ออกไปรอข้างนอกซะ ฉันมีธุระส่วนตัวจะคุยกับคุณกรวีร์ต่อ"
คำสั่งนั้นเด็ดขาดและไร้เยื่อใย ทว่าลลิลกลับไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด ดวงตากลมโตไหวระริกด้วยความรู้สึกบางอย่างที่วูบผ่านไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มยั่วเย้าตามสไตล์
"ค่ะ ท่านประธาน..." ลลิลรับคำเสียงหวาน จงใจลากเสียงยาวอย่างกวนประสาท "งั้นลินขอตัวไปจัดเอกสาร 'ข้างนอก' ตามบัญชาเลยนะคะ หวังว่าคุยงานกัน 'ตามลำพัง' รอบนี้ จะไม่มีใครทำอะไรเกินเลยจนต้องสะดุ้งอีกนะคะ"
ประโยคทิ้งท้ายที่เจือรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ทำเอาภริดาร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้า ลลิลโค้งตัวน้อยๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินนิ่มนวลออกไปจากห้อง ปิดประตูกั้นเสียงลงอย่างเบามือ ทิ้งให้ท่านประธานสาวต้องยืนหายใจไม่ทั่วท้องอยู่ลำพังกับแขกที่ไม่น่าพิสมัย
กรวีร์หันกลับมามองภริดาด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ พยายามจะสานต่อบทสนทนาเดิม "ริดาครับ เด็กคนนี้ดูท่าทางจะปีนเกลียวไม่เบาเลยนะ ให้ผมช่วยจัดการย้ายเธอย้ายแผนกให้ไหมครับ..."
"ไม่ต้องค่ะ!" ภริดาโพล่งขึ้นเสียงดังกว่าปกติด้วยความหงุดหงิดที่สะสมมานาน เธอสูดหายใจเข้าลึกเพื่อควบคุมน้ำเสียงให้กลับมาเป็นปกติ "เรื่องงานของบริษัท ดิฉันจัดการเองได้ค่ะคุณกรวีร์ และตอนนี้... ดิฉันคิดว่าการสนทนาระหว่างเราควรจะจบลงแค่นี้"
ร่างระหงผายมือไปยังประตูกลุ่มใหญ่ เป็นสัญญาณไล่แขกทางอ้อมที่ชัดเจนที่สุด กรวีร์กัดฟันกรอดด้วยความไม่พอใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเก็บเอกสารใส่แฟ้มแล้วยอมเดินออกไปจากห้องด้วยความจำยอม
เมื่อประตูห้องปิดสนิทลงอีกครั้ง ความเงียบงันก็เข้าปกคลุมทั่วบริเวณ ภริดาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังราคาแพง ยกมือขึ้นนวดขมับตัวเองเบาๆ เพื่อบรรเทาอาการปวดหัวตุบๆ
เธอกำลังพยายามอย่างยิ่งที่จะตีตัวออกห่างจากลลิล พยายามสร้างกำแพงความเย็นชาและกฎเกณฑ์เคร่งครัดเพื่อกั้นขอบ2คนให้อยู่ในจุดที่เหมาะสม แต่ทว่า... ยิ่งเธอผลักไส ยัยเด็กดื้อคนนั้นกลับยิ่งรุกคืบเข้ามาใกล้จนหัวใจเจ้ากรรมเริ่มเต้นผิดจังหวะเข้าไปทุกที
เสียงกริ่งสัญญาณบนโต๊ะทำงานดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับข้อความแชทจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เด้งขึ้นมาขัดจังหวะความคิด
*[ลลิล]: "เอกสารหน้าห้องเสร็จแล้วนะคะท่านประธาน... สนใจจะเรียกเลขาฯ คนนี้เข้าไปตรวจงาน 'ใกล้ๆ' อีกรอบไหมคะ? หิว... เอ๊ย! หมายถึง คิดถึงงานจะแย่แล้วค่ะ"*
ภริดาอ่านข้อความนั้นแล้วเผลอหลุดยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกต่อต้านที่เคยมีมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหมั่นไส้ระคนเอ็นดูที่ตีรวนอยู่ในอก
ยัยเด็กนี่... ร้ายกาจจริงๆ
ภริดาสูดลมหายใจเข้าลึก เอื้อมมือไปกดปุ่มอินเตอร์คอมบนโต๊ะด้วยหัวใจที่เต้นรัวแรงกว่าปกติ ก่อนที่ริมฝีปากอิ่มจะเอื้อนเอ่ยประโยคที่ทำลายกำแพงทั้งหมดลงด้วยมือตัวเอง
"เข้ามาพบฉันที่โต๊ะ... เดี๋ยวนี้ค่ะ ลลิล"
และในวินาทีถัดมา เสียงก๊อกแก๊กของรองเท้าส้นสูงก็ดังขึ้นที่หน้าประตู พร้อมกับบานประตูกลังถูกผลักเปิดออกเผยให้เห็นร่างบางยืนยิ้มกริ่มรออยู่—ทว่า สิ่งที่ภริดาไม่คาดคิดเลยแม้แต่น้อย คือการที่ลลิลไม่ได้เดินเข้ามามือเปล่า แต่กลับถือบางสิ่งเข้ามาด้วย... สิ่งที่จะพลิกสถานการณ์ความสัมพันธ์ของพวกเธอไปตลอดกาล!
---
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ติดตามและสนับสนุน "สการ์เล็ตโรส" เสมอนะคะ!
เล่ห์รักคุณหนูซ่อนหนาม•ตอนที่ 8
ยัยเด็กดื้อที่น่าตี
ผลงานโดย สการ์เล็ตโรส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สการ์เล็ตโรส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์รักคุณหนูซ่อนหนาม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!