ไอเย็นระลอกหนึ่งมิได้มาจากเหมันต์แห่งหุบเขา หากแต่พวยพุ่งมาจากจิตสังหารอันเข้มข้นที่แผ่ซ่านผ่านม่านหมอกขาวโพลนจนเกล็ดน้ำค้างแข็งแทบแหลกสลายเป็นผุยผง
"หลี่มู่เฉิน... ถึงเวลาชำระบัญชีโลหิตเมื่อสามปีก่อนที่สำนักกระบี่เมฆาอัคคีแล้ว!"
เสียงคำรามแหบพร่าดุจเสียงกู่ร้องของอสูรไร้ลักษณ์สะท้อนก้องกังวานไปทั่วผาชัน ร่างในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายอีกาเพลิงปรากฏขึ้นบนยอดสนพันปีอย่างเงียบเชียบ ไอพลังปราณระดับหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่ขยายกดทับจนอากาศรอบบริเวณบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น มู่หรงเฟิง! ศัตรูเก่าผู้เคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีในอดีต บัดนี้กลับมาพร้อมกับค่ายกลกระบี่ร้อยอสูรที่หมายปลิดชีพเขาให้ดับสูญในคราเดียว
หลี่มู่เฉินยังคงนั่งอยู่บนก้อนศิลาสีนิล ร่างกายไม่ได้ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย นัยน์ตาคมกริบดุจคมกระบี่ที่ซ่อนเร้นในฝักตวัดมองผู้มาเยือนด้วยแววตาสมเพชแก L เย้ยหยัน มือเรียวยาววางอยู่บนด้ามกระบี่หิมะพิฆาตโดยไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
"มู่หรงเฟิง เจ้ายังคงไร้ซึ่งความก้าวหน้า..." สุ่มเสียงของหลี่มู่เฉินราบเรียบทว่าบาดลึกถึงขั้ววิญญาณ "สามปีก่อนเจ้าใช้เล่ห์กลสกปรกชิงกระบี่วิญญาณอัคคี วันนี้คิดจะมาเอาชีวิตข้าด้วยวิธีเดิมๆ อีกหรือ? รังแต่จะทำให้มือของข้าต้องเปื้อนเลือดสุนัขอย่างไร้ค่าเปล่าๆ"
"ปากกล้าดีนี่! วันนี้ต่อให้เจ้ามีปีกบินหนี ก็มิอาจรอดพ้นเงื้อมมือของข้าไปได้!" มู่หรงเฟิงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนดุจตัวหนอน ดาบยาวในมือพล L แผดเผาด้วยเปลวเพลิงสีครามที่ร้อนระอุจนหลอมละลายหิมะรอบตัวให้กลายเป็นไอพิษสีม่วง
บรรยากาศรอบหุบเขาตึงเครียดจนแทบขาดผึ่ง ทันใดนั้น เงาร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลายหงส์เหมันต์ก็ก้าวออกมาจากตำหนักน้ำแข็งด้านหลัง เซียนจื่อเหมยปรากฏกายขึ้นพร้อมกับความเย็นเยือกที่กดขี่ข่มเหงสรรพชีวิต นางมิได้เอ่ยสิ่งใด ทว่าแววตาคู่สวยที่มองไปยังมู่หรงเฟิงกลับเต็มไปด้วยจิตสังหารที่เยียบเย็นดุจมหาสมุทรน้ำแข็งนิจนิรันดร์
"ดินแดนแห่งนี้... ห้ามผู้ใดส่งเสียงรบกวน" น้ำเสียงของนางดุจระฆังแก้วที่สั่นระรัวท่ามกลางพายุหิมะ ทว่าแฝงไว้ด้วยแรงกดดันระดับบรรพชนเซียนที่ทำให้มู่หรงเฟิงถึงกับใบหน้าซีดเผือดลงในพริบตา
"เซียนจื่อเหมย! เรื่องนี้เป็นความแค้นส่วนตัวระหว่างข้ากับหลี่มู่เฉิน เจ้าอย่าได้..." มู่หรงเฟิงพยายามข่มความหวาดกลัวเอ่ยขึ้น ทว่ายังไม่ทันกล่าวจบประโยค
ฉับพลันนั้นเอง! พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของมู่หรงเฟิงก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น อักขระโบราณสีทองนับพันสายพรั่งพรูขึ้นจากพื้นดินราวกับตาข่ายมัจจุราช ล้อมรอบตัวเขาไว้ในพริบตา
มิใช่ฝีมือของเซียนจื่อเหมย... และมิใช่ฝีมือของหลี่มู่เฉิน!
"ฮ่าๆๆๆ... นึกไม่ถึงว่าหุบเขาเยือกแข็งแห่งนี้ จะมีความคึกคักถึงเพียงนี้" เสียงหัวingเยือกเย็นและทรงอำนาจดังขึ้นจากรอยแยกมิติเหนือท้องฟ้า ร่างของบุรุษลึกลับในชุดคลุมสีทองอร่ามผู้สวมหน้ากากรูปอสูรโบราณค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากความว่างเปล่าอย่างเชื่องช้า ในมือของเขาถือกระบี่โบราณเล่มหนึ่งที่แผ่ไอสังหารสีเลือดพวยพุ่งทะลวงเมฆา
หลี่มู่เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันคุ้นเคยและน่าสะพรึงกลัวที่หลับใหลอยู่ในความทรงจำอันมืดมน
"นั่นมัน... ค่ายกลผนึกโลหิตเก้าสวรรค์! เจ้า... เป็นใครกันแน่?"
บุรุษลึกลับหัวingเบาๆ ก่อนจะถอดหน้ากากออก เผยให้เห็นใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นลากยาวจากหน้าผากถึงคาง แววตาคู่นั้นจ้องมองมาที่หลี่มู่เฉินด้วยความเคียดแค้นชิงชังที่สะสมมานับร้อยปี
"หลี่มู่เฉิน... เจ้าลืมศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักวิถีสวรรค์ผู้ถูกเจ้าสังหารเมื่อร้อยปีก่อนไปแล้วหรือ?"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงกระบี่และสายน้ำค้างนี้ไปพร้อมกับชิงเสวี่ยเหมันต์นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
กระบี่หิมะพิฆาตเซียน กับนางพญาผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 9
เงาแค้นจากแดนไกล
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะพิฆาตเซียน กับนางพญาผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!