ไอเย็นเยือกราวมหาบรรพกาลแผ่ซ่านผ่านแนวชีพจรจนเจ็บแปลบดุจถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง ทว่าหลี่มู่เฉินกลับมิได้หลุดเสียงครวญครางออกมาแม้แต่ครึ่งคำ สันกรามของชายหนุ่มขบเข้าหากันจนขึ้นสันนูน เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มกรอบหน้าคมคาย ก่อนจะถูกพลังปราณอันรุนแรงแผดเผาจนกลายเป็นไอระเหยจางหายในพริบตา
เบื้องหน้าของเขาคือร่างระหงของเซียนจื่อเหมย นางนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นศิลาหยกสลักอักขระโบราณ เรือนร่างอรชรห่อหุ้มด้วยอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะแรกฤดู ทว่ายามนี้ใบหน้างามล้ำราวภาพวาดกลับซีดเซียวไร้สีเลือด หยดโลหิตสีแดงฉานสายหนึ่งไหลรินจากมุมปากบางเฉียบ ตัดกับผิวเนื้อขาวผ่องราวกระเบื้องเคลือบ สะท้อนความบอบช้ำภายในที่นางต้องอดกลั้นไว้อย่างยิ่งยวด
"หากเจ้ายังดื้อดึงโคจรปราณย้อนทิศเช่นนั้น เส้นชีพจรหัวใจของเจ้าได้ขาดสะบั้นลงก่อนที่พลังจะฟื้นฟูเป็นแน่"
น้ำเสียงหวานใสดุจระฆังแก้วกังวานทว่าเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันภายในถ้ำศิลาลับแล เซียนจื่อเหมยปรือตาขึ้นช้าๆ นัยน์ตาคู่คมปลาบดุจกระบี่ล้ำค่าทอดมองบุรุษตรงหน้า แววตาที่ปกติทอประกายเย่อหยิ่งเย็นชา ยามนี้กลับเจือความห่วงใยที่นางพยายามปิดบังไว้อย่างมิดชิด
หลี่มู่เฉินลืมตาขึ้นช้าๆ นัยน์ตาคู่นั้นดุดันและดื้อรั้นไม่ยอมแพ้ผู้ใด แม้ในยามที่บาดแผลฉกรรจ์คุกคามลมหายใจ เขากลับยกยิ้มมุมปาก คล้ายไม่เห็นความตายอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
"หากข้าไม่ยอมเสี่ยงทะลวงจุดชีพจรตานเถียนในยามนี้ เกรงว่าพลังวัตรที่สูญเสียไปคงไม่มีวันหวนคืน และที่สำคัญ... ข้าไม่มีวันยอมตกเป็นภาระให้สตรีเช่นเจ้าต้องปกป้องไปตลอดชีวิตหรอกนะ"
คำพูดเย่อหยิ่งทว่าจริงใจนั้นทำให้เซียนจื่อเหมยชะงักงัน หัวใจที่เคยด้านชาและถูกปิดตายด้วยกฎเกณฑ์อันโหดร้ายของตระกูลเซียน กลับไหววูบราวน้ำผิวน้ำต้องลมหนาว นางแค่นเสียงเบาๆ ในลำคอ ทว่ามุมปากกลับหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่หาดูได้ยากยิ่ง
"ปากกล้าเสียจริง... หลี่มู่เฉิน เช่นนั้นก็แสดงให้ข้าเห็นสิว่า กระบี่ไร้พ่ายในมือของเจ้า ยามที่ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะต้านทานลมปราณย้อนกลับ เจ้าจะยังทะนงตัวได้อีกสัก1ก้านธูป"
สิ้นเสียงหวาน เซียนจื่อเหมยพลันสะบัดมือเรียวดุจหยกสลัก ฝ่ามือทั้งสองประกบเข้าหากันกลางอก ก่อเกิดระลอกคลื่นพลังปราณสีครามเข้มแผ่ขยายออกไปรอบทิศทาง อักขระโบราณบนแท่นศิลาหยกสว่างวาบขึ้นพร้อมกัน ส่งเสริมให้ค่ายกลดึงดูดพลังฟ้าดินทำงานถึงขีดสุด
นี่คือ "วิถีแห่งการบำเพ็ญร่วม" เคล็ดวิชาบรรพกาลที่หลอมรวมดวงจิตและลมปราณของคนสองคนเข้าเป็นหนึ่งเดียว เพื่อถ่ายเทและชำระล้างบาดแผลทางจิตวิญญาณ ทว่ามันอันตรายยิ่งยวด หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีจิตใจลังเล หรือลมปราณแปรปรวนแม้เพียงนิด ทั้งคู่จะต้องกระอักโลหิตและดับสูญไปพร้อมกัน
หลี่มู่เฉินสูดลมหายใจเข้าลึกระงับความเจ็บปวด เขารวบรวมสติที่กระจัดกระจายกลับคืนมา ก่อนจะขยับกายเข้าไปประชิดร่างบาง ฝ่ามือหนาวางทาบลงบนแผ่นหลังบอบบางของนางผ่านเนื้อผ้าอาภรณ์ สัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากร่างของนาง และในขณะเดียวกัน เซียนจื่อเหมยก็วางฝ่ามือเรียวแนบลงบนหน้าอกแกร่งของเขาเช่นกัน
วูบ!
กระแสพลังปราณสองสาย พลังอัคคีจิตวิญญาณอันร้อนแรงดุจเปลวเพลิงสุริันต์ของหลี่มู่เฉิน และพลังเหมันต์นิรันดร์อันเยือกเย็นดุจหุบเขาน้ำแข็งของเซียนจื่อเหมย พุ่งเข้าปะทะและหลอมรวมกันภายในห้วงทะเลปราณของทั้งคู่ ความเจ็บปวดแสนสาหัสจากการหักล้างกันของธาตุหยินและหยางทำให้ร่างทั้งสองสั่นเทิ้ม
เหงื่อกาฬไหลท่วมกายจนอาภรณ์เปียกชุ่ม ทว่าไม่มีใครถอนมือออก ทั้งคู่ต่างกัดฟันอดกลั้น ดำดิ่งลงสู่ห้วงสมาธิอันล้ำลึก เพื่อขับไล่พิษโลหิตและฟื้นฟูแก่นแท้เซียนที่แตกสลาย
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ภายในมิติแห่งจิตสำนึก ภาพทิวทัศน์รอบตัวแปรเปลี่ยนเป็นห้วงจักรวาลอันมืดมิด มีเพียงกระแสธารแห่งดวงดาวและเกล็ดหิมะเพลิงที่หมุนวนรอบกายเขากับนาง ความรู้สึกผูกพันลึกซึ้งที่เกินกว่าคำว่าสหายร่วมเป็นร่วมตายค่อยๆ ถักทอขึ้นในใจของคนทั้งคู่
เซียนจื่อเหมยสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นและจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งราวดั่งเหล็กกล้าของหลี่มู่เฉิน บุรุษผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้โชคชะตา ส่วนหลี่มู่เฉินก็รับรู้ได้ถึงความโดดเดี่ยว ความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากอันเยือกเย็นและทรนงของนางพญาเซียนผู้นี้
*นางไม่ได้ไร้ใจ... นางเพียงแต่แบกรับภาระที่หนักหน่วงเกินกว่าสตรีผู้หนึ่งจะแบกรับไว้ได้ต่างหาก* หลี่มู่เฉินคิดในใจ แววตาที่มองนางแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนลึกซึ้งอย่างที่ไม่เคยมีผู้ใดได้เห็นมาก่อน
ทันใดนั้นเอง พลังปราณทั่วสารทิศก็เกิดอาการปั่นป่วนอย่างรุนแรง ท้องฟ้าเหนือหุบเขาเยือกแข็งที่เคยสงบกลับปรากฏเสียงคำรามกึกก้องของสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ เมฆหมุนวนเป็นรูปวงกลมสีดำสนิท ประกายสายฟ้าสีทองคำฟาดผ่าลงมายังถ้ำศิลาลับแลราวกับต้องการทำลายล้างสรรพสิ่ง
"แย่แล้ว... พลังปราณที่หลอมรวมกันเมื่อครู่ ดึงดูดทัณฑ์สวรรค์ขั้นทะลวงขอบเขตก่อนเวลาอันควร!" สีหน้าของเซียนจื่อเหมยเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกเป็นครั้งแรก นัยน์ตางามเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
หากทัณฑ์สวรรค์นี้ผ่าลงมาในยามที่พลังของทั้งคู่ยังฟื้นฟูไม่ถึงเจ็ดส่วน ร่างกายและจิตวิญญาณของพวกเขาจะแหลกสลายไม่เหลือแม้แต่เศษธุลี!
หลี่มู่เฉินลืมตาโพนขึ้น นัยน์ตาทอประกายอำมหิตดุจพญาอินทรี เขาหาได้มีความหวาดกลัวต่อสายฟ้าฟาดเบื้องบนไม่ ชายหนุ่มกระชับมือที่ทาบอยู่กับแผ่นหลังของนางแน่นขึ้นถ่ายทอดพลังปราณเฮือกสุดท้ายทั้งหมดที่มีเข้าสู่ร่างของนาง
"จื่อเหมย... เชื่อใจข้า!"
เสียงทุ้มต่ำทรงพลังเอ่ยลอดไรฟัน ก่อนที่หลี่มู่เฉินจะสะบัดมือเรียกกระบี่โลหิตหิมะคู่กายให้พุ่งทะยานขึ้นสู่ปากถ้ำเผชิญหน้ากับสายฟ้าสีทองที่กำลังพุ่งผ่าลงมาหมายปลิดชีพ!
*เปรี้ยงงงง—!*
ประกายแสงสีทองเจิดจ้ากลืนกินทุกสรรพสิ่งภายในถ้ำศิลา แรงปะทะมหาศาลทำให้เพดานถ้ำถล่มลงมาเศษหินและฝุ่นควันตลบอบอวล ทว่าในวินาทีที่แสงสว่างระเบิดออกนั้นเอง เงาร่างของบุรุษผู้ทะนงตนในวิถีกระบี่และนางเซียนผู้สง่างามกลับหายลับไปจากแท่นศิลา... ทิ้งไว้เพียงรอยแยกของมิติที่เปิดกว้างขึ้น พร้อมกับเสียงฝีเท้าปริศนาของใครบางคนกำลังก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่ปากถ้ำซากปรักหักพังแห่งนี้!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงกระบี่และสายน้ำค้างนี้ไปพร้อมกับชิงเสวี่ยเหมันต์นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
กระบี่หิมะพิฆาตเซียน กับนางพญาผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 8
วิถีแห่งการบำเพ็ญ
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะพิฆาตเซียน กับนางพญาผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!