ไอโลหิตสีดำคล้ำพวยพุ่งทะลักออกจากริมฝีปากของหลี่มู่เฉิน หยดลงบนพื้นศิลาหยกขาวจนเกิดเสียงกัดกร่อน "ซ่า..." ดังสนั่นหวั่นไหว ราวกับพิษร้ายจากขุมนรกโลกันตร์กำลังกัดกินวิญญาณของเขาทีละน้อย
ชีพจรทั่วร่างของจอมยุทธ์หนุ่มผู้ทะนงตนบิดเบี้ยวผิดรูป ลมปราณย้อนกลับตีรวนอย่างไร้ทิศทาง กระดูกทั่วร่างส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะราวกับจะแตกละเอียดเป็นผุยผง ทัณฑ์สวรรค์เก้าชั้นฟ้าที่หลงเหลือจากคราวก่อนยังคงหลงเหลือพิษสง แผดเผาเส้นลมปราณเก้าสิบเก้าสายของเขาจนไหม้เกรียมเป็นจุล ม่านตาของหลี่มู่เฉินพร่ามัว สติสัมปชัญญะเลือนรางดุจเปลวเทียนริบหรี่ท่ามกลางพายุหิมะ
ความตาย... กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้เพียงแค่เอื้อม
แต่ทว่า ในห้วงเวลาแห่งความเป็นความตายอันเหน็บหนาวนี้ เงาร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะพันปีกลับก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าเขา เซียนจื่อเหมย... ราชินีแห่งหุบเขาเยือกแข็งผู้ไม่เคยแยแสต่อสิ่งใดในใต้หล้า ไร้ซึ่งความรู้สึก ไร้ซึ่งหัวใจตามวิถีแห่งเซียนที่นางบำเพ็ญมาตลอดชีวิต
ทว่าในยามนี้ แววตาคู่คมกริบดุจกระบี่น้ำค้างกลับสั่นไหวอย่างรุนแรง หยาดน้ำใสประหนึ่งเกล็ดน้ำค้างเอ่อคลอหน่วยตาคู่สวย ก่อนจะร่วงเผาะลงกระทบแก้มเนียนนุ่ม เป็นหยาดน้ำตาแรกและหยาดน้ำตาเดียวในรอบหลายร้อยปีของนางพญาเซียนผู้ไร้ใจ
"มู่เฉิน... เจ้าคนโง่เง่า เหตุใดจึงดื้อรั้นถึงเพียงนี้"
น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย ไร้ซึ่งความเยือกเย็นชาดังเช่นเคย มีเพียงความเจ็บปวดล้ำลึกที่ถูกกักเก็บไว้ภายใต้ท่าทีอันสง่างาม
"จื่อ... จื่อเหมย..." หลี่มู่เฉินแค่นเสียงแหบแห้งออกมาอย่างยากลำบาก เลือดสดๆ ไหลอาบมุมปาก "ถอยไป... ทัณฑ์สวรรค์... นี้ไม่ใช่เรื่องที่เจ้า... จะแบกรับไหว..."
แม้ในยามที่ลมหายใจรดต้นคอ ความทะนงตนในวิถีกระบี่ของเขาก็ยังคงไม่เสื่อมคลาย เขายอมตายใต้คมกระบี่ หรือยอมดับสูญด้วยวิถีแห่งตน ดีกว่าต้องเห็นสตรีที่เขารักต้องมาแปดเปื้อนเพราะมลทินแห่งการฝืนลิขิตฟ้า
เซียนจื่อเหมยส่ายหน้าช้าๆ รอยยิ้มเยotan ที่ปรากฏบนเรียวปากช่างงดงามราวกับดอกเหมันต์ผลิบานท่ามกลางพายุหิมะ แต่มันกลับแฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวระดับสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน
"วิถีเซียนที่ไร้หัวใจ... ข้าบำเพ็ญมาเพื่ออันใดกัน? หากท้ายที่สุดแล้วต้องยืนอยู่บนจุดสูงสุดแห่งความหนาวเหน็บอย่างไร้ผู้เคียงข้าง สู้ให้ข้าสลายร่างกลายเป็นธุลีดินไปพร้อมกับเจ้าเสียยังดีกว่า!"
สิ้นคำประกาศิตอันเด็ดเดี่ยว เซียนจื่อเหมยก็สะบัดมือเรียวดุจหยกขาวขึ้นฟ้า ทันใดนั้น อักขระโบราณนับหมื่นตัวสีทองอร่ามก็สว่างวาบขึ้นทั่วทั้งหุบเขาเยือกแข็ง ปราณเซียนบริสุทธิ์ที่นางสะสมมานานนับพันปีระเบิดออกราวกับสุริยันนับร้อยดวงแผดเผา ท้องนภากลายเป็นสีแดงฉาน เมฆทัณฑ์สวรรค์คำรามกึกก้องด้วยความเกรี้ยวกราดเมื่อรับรู้ได้ว่า มีผู้กำลังฝืนกฎเหล็กแห่งสวรรค์ขั้นสูงสุด!
*เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!*
สายฟ้าสีม่วงเข้มขนาดมหึมาผ่าลงมาจากสรวงสวรรค์หมายจะทำลายล้างผู้ท้าทาย แต่ม่านพลังปราณเซียนของจื่อเหมยกลับกางกั้นไว้อย่างมั่นคง แม้กระดูกทั่วร่างของนางจะเริ่มส่งเสียงลั่นร้าวจากแรงกดดันอันมหาศาล เม็ดเหงื่อผุดพรายบนหน้าผากมน แต่นางหาได้ถอยไม่
นางทรุดกายลงนั่งขัดสมาธิเบื้องหน้าหลี่มู่เฉิน ประสานฝ่ามือเข้าหากัน ส่งถ่ายพลังปราณเซียนอันบริสุทธิ์และแก่นแท้แห่งวิญญาณเซียนของนาง เข้าสู่ร่างของชายหนุ่มโดยตรง
"อึก...!"
หลี่มู่เฉินเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง พลังปราณอุ่นร้อนสายหนึ่งไหลทะลักเข้าสู่เส้นลมปราณที่ถูกเผาไหม้ มันมิใช่เพียงการรักษาอาการบาดเจ็บ แต่นี่คือการ "ถ่ายทอดรากฐานเซียน" และ "แบ่งปันอายุขัย" ของนางให้กับเขา! การกระทำเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการเอาชีวิตของตนเองไปแขวนไว้บนเส้นด้าย หากสำเร็จเขาจะรอด แต่นางจะสูญเสียพลังตบะเกือบทั้งหมดและกลายเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา
"จื่อเหมย! หยุดนะ! เจ้ากำลังทำบ้าอะไรลงไป!" หลี่มู่เฉินพยายามขัดขืน ดึงพลังของตนกลับเพื่อหยุดยั้งการถ่ายทอด แต่เซียนจื่อเหมยกลับผนึกจุดชีพจรของเขาไว้ด้วยเคล็ดวิชาลับ สายตาคู่นั้นจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา เต็มไปด้วยความรัก ความอาลัย และความเด็ดเดี่ยวที่ไม่ยอมให้ปฏิเสธ
"ข้าไม่เคยทำตามกฎของสวรรค์ และในครั้งนี้... ข้าก็เลือกที่จะไม่ทำตามเช่นกัน มู่เฉิน... เจ้าต้องมีชีวิตอยู่ต่อ จงมีชีวิตอยู่เพื่อแบกรับวิถีกระบี่ของเราทั้งสองคน"
กระแสพลังเซียนหลั่งไหลเข้าสู่จุดตันtianของหลี่มู่เฉินอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางเสียงคำรามกึกก้องของทัณฑ์สวรรค์ที่พยายามทลายการปกป้อง ร่างของเซียนจื่อเหมยเริ่มโปร่งใสขึ้นเรื่อยๆ เส้นผมสีดำสนิทแปรเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลนดุจหิมะในพริบตา อาภรณ์สีขาวปลิวไสวด้วยแรงลมปราณที่ย้อนกลับเข้าตัว
ทว่า ในวินาทีที่พลังปราณสายสุดท้ายถ่ายทอดสำเร็จ ท้องนภากลับเงียบสงบลงอย่างกะทันหัน เมฆทัณฑ์สวรรค์สลายตัวไปในพริบตา ราวกับพลังอันยิ่งใหญ่ของเซียนจื่อเหมยได้บดขยี้กฎเกณฑ์ข้อนั้นจนแหลกละเอียดเป็นจุล
หลี่มู่เฉินลืมตาขึ้นอีกครั้ง ประกายแสงสีทองและสีฟ้าครามวาวโรจน์ขึ้นในดวงตา พลังปราณในร่างของเขาทะลวงผ่านขอบเขตเดิมไปอย่างไร้ขีดจำกัด กระบี่หิมะพิฆาตข้างกายสั่นสะท้านส่งเสียงร้องคำรามดังกังวานเสียดฟ้า ราวกับมันรับรู้ได้ถึงพลังจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
เขารีบคว้าตัวเซียนจื่อเหมยที่กำลังจะทรุดร่างลงสู่อ้อมแขนของเขา ร่างกายของนางเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งไร้ลมหายใจ ลมปราณแทบจะดับสูญ ดวงตาคู่สวยปิดสนิทอย่างไร้เรี่ยวแรง
"จื่อเหมย! จื่อเหมย!" หลี่มู่เฉินตะโกนเรียกชื่อนางสุดเสียง หัวใจของจอมยุทธ์ผู้หยิ่งผยองบีบรัดเข้าหากันจนแทบแตกสลาย ความรู้สึกผิดและควมเจ็บปวดแผดเผาร่างกายเขายิ่งกว่าทัณฑ์สวรรค์นับร้อยเท่า
ทว่า ในจังหวะที่เขากำลังโอบอุ้มร่างอันไร้เรี่ยวแรงของนางไว้นั้นเอง บรรยากาศรอบกายก็พลันหนาแน่นขึ้นอย่างประหลาด พื้นศิลาหยกขาวเบื้องหน้าแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ
เงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิท ปิดบังใบหน้าด้วยหน้ากากโลหิตปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าอย่างเงียบเชียบ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจดังขึ้นเบื้องหลัง
"ช่างเป็นภาพความรักที่น่าประทับใจเสียจริง... เซียนจื่อเหมยผู้สูงส่ง ยอมทิ้งสิ้นทุกอย่างแม้กระทั่งรากฐานเซียนเพื่อบุรุษผู้หนึ่ง..." น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น "แต่น่าเสียดายนัก... ในเมื่อนางไร้ซึ่งพลังเซียนคุ้มกายแล้ว เช่นนั้นหัวใจมังกรเพลิงของนาง... ข้าขอรับไปก็แล้วกัน!"
สิ้นเสียงนั้น ประกายกระบี่สีเลือดพุ่งตรงเข้าเสียบทะลวงแผ่นหลังของหลี่มู่เฉินที่กำลังปกป้องเซียนจื่อเหมยในอ้อมแขนอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด!
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงกระบี่และสายน้ำค้างนี้ไปพร้อมกับชิงเสวี่ยเหมันต์นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
กระบี่หิมะพิฆาตเซียน กับนางพญาผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 17
การช่วยชีวิตที่ไม่คาดคิด
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะพิฆาตเซียน กับนางพญาผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!