ห้วงมิติแห่งจิตวิญญาณมิได้ว่างเปล่าดังที่ปราชญ์โบราณเคยกล่าวไว้ หากแต่มันหนาแน่นไปด้วยเศษเสี้ยวแห่งความทรงจำ โลหิต และหยาดน้ำตาที่ถูกแช่แข็งไว้ด้วยกาลเวลา
ปลายนิ้วเรียวยาวดุจหยกขาวของเซียนจื่อเหมยสั่นเทาเล็กน้อยยามเมื่อมันสัมผัสเข้ากับหน้าผากกว้างของหลี่มู่เฉิน ในยามนี้ อาณาเขตจิตสำนึกของทั้งสองถูกเชื่อมโยงเข้าหากันด้วยค่ายกลโลหิตวิญญาณโบราณ พลังปราณอัคคีที่แผดเผาความเยือกแข็งและพลังปราณเหมันต์ที่กดทับวิญญาณต่างหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างบ้าคลั่ง เกิดเป็นพายุหมุนวนแห่งภาพอดีตที่โถมซัดเข้าใส่โสตประสาทอย่างไม่ยอมให้ตั้งตัว
*วูบ!*
ความมืดมิดรอบกายพลันแตกสลาย หลี่มู่เฉินรู้สึกเสมือนว่าตนเองกำลังร่วงหล่นลงสู่ห้วงเหวแห่งกาลเวลา ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือค่ำคืนอันหนาวเหน็บแห่งเทือกเขาอู๋หลิง หิมะโปรยปรายราวกับขนนกสีชาด ร่างของเด็กหญิงตัวน้อยผู้มีดวงตาดุจหงส์เหมันต์กำลังคุกเข่าอยู่ท่ามกลางซากศพของคนในตระกูลที่นอนจมกองเลือด กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมผสานกับไอเย็นยะเยือกของกระบี่เซียนที่ปักอยู่บนพื้นดิน
นั่นคือความทรงจำอันเจ็บปวดที่สุดของเซียนจื่อเหมย—วันที่ตระกูลเซียนถูกทรยศและกวาดล้างโดยสำนักมารโลหิต
“เจ้าแบกรับสิ่งนี้มาตลอดแปดร้อยปี... โดดเดี่ยวท่ามกลางยอดเขาที่เหน็บหนาวไร้ผู้คนเช่นนั้นหรือ”
เสียงทุ้มต่ำของหลี่มู่เฉินดังขึ้นในห้วงจิตสำนึก แม้ร่างจริงจะยังคงนั่งขัดสมาธิประสานมือกันอยู่ แต่จิตวิญญาณของเขากลับยืนหยัดอยู่เบื้องหลังเด็กหญิงในอดีตนั้น มือหนาเอื้อมออกไปหมายจะแตะไหล่บอบบาง แต่ทว่า—
*เปรี้ยง!*
มิติรอบด้านพลันเปลี่ยนผัน ภาพเหตุการณ์หมุนวนด้วยความเร็วสูง คราวนี้หลี่มู่เฉินกลับพบว่าตนเองยืนอยู่ท่ามกลางทะเลเพลิงสีทองแห่งสำนักกระบี่ไท่ซาน ภาพของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่ถือกระบี่ไม้ไผ่พยายามฟาดฟันกับเหล่าผู้วิชาอาคมเพื่อปกป้องมารดาผู้ให้กำเนิด ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ หยาดเหงื่อผสมปนเปกับหยาดน้ำตา แต่ดวงตาทะนงตนคู่นั้นกลับไม่เคยยอมก้มหัวให้แก่โชคชะตาแม้แต่คราเดียว
เซียนจื่อเหมยที่กำลังล่องลอยอยู่ในห้วงจิตของเขาพลันสะท้านเฮือก นางมองเห็นความหยิ่งทะนงและความโดดเดี่ยวในวัยเยาว์ของหลี่มู่เฉิน—บุรุษผู้ปฏิเสธเส้นทางเซียนอันสะดวกสบาย เพียงเพราะต้องการเดินบนวิถีกระบี่ที่ถูกต้องตามสัจธรรมแห่งตน
“เจ้าเองก็... เจ็บปวดไม่แพ้กันเลยสินะ” น้ำเสียงเยือกเย็นของนางสั่นเครือเล็กน้อย ความรู้สึกอ้างว้างที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่บนโลกใบนี้เพียงลำพังหลอมรวมเข้าหากันผ่านกระแสจิตที่เชื่อมต่อ
ในห้วงภวังค์นั้น กำแพงน้ำแข็งและเกราะอัคคีที่ต่างฝ่ายต่างสร้างขึ้นเพื่อป้องกันตัวถูกหลอมละลายลงจนหมดสิ้น ความทรงจำนับร้อยปี ความรู้สึกผิด ความแค้นฝังหุ่น และความโหยหาความอบอุ่นที่ถูกปิดตายไว้ลึกที่สุด ถูกเปิดเผยต่อหน้าอีกฝ่ายอย่างไร้ซึ่งการปกปิด
หลี่มู่เฉินเห็นภาพที่เซียนจื่อเหมยต้องฝืนกลืนกินโอสถพิฆาตวิญญาณทุกคืนจันทร์ดับ เพื่อกด The Frost Core ในร่างกายไม่ให้ระเบิดออกคร่าชีวิตผู้คน เขารับรู้ถึงความทรมานเจียนตายที่นางต้องเผชิญหน้าคนเดียวมาตลอดนับร้อยปี
ในขณะเดียวกัน เซียนจื่อเหมยก็สัมผัสได้ถึงทุกรอยแผลเป็นบนแผ่นหลังของหลี่มู่เฉิน รอยกระบี่ที่สลักลึกจากสำนักมารอัคคี และความมุ่งมั่นอันบ้าคลั่งที่จะทะยานขึ้นสู่จุดApeexแห่งวิถีกระบี่เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้แก่สหายร่วมสำนักที่ล่วงลับ
“เหตุใด... เจ้าจึงต้องดื้อรั้นถึงเพียงนี้?” จิตของเซียนจื่อเหมยเอמהถามออกไปอย่างเลือนราง ท่ามกลางพายุแห่งความทรงจำที่กำลังโหมกระหน่ำ
“เพราะหากข้าไม่ดื้อรั้น... ข้าก็คงไม่มีวันได้พบเจ้าที่ปลายทางนี้อย่างไรเล่า” หลี่มู่เฉินตอบกลับในห้วงจิตด้วยรอยยิ้มหยันที่เปี่ยมด้วยความจริงใจอย่างหาได้ยาก
รอยยิ้มนั้น... เปรียบเสมือนประกายไฟดวงแรกที่จุดติดขึ้นในถ้ำน้ำแข็งอันมืดมิดมานานนับพันปี
ทันใดนั้น ภาพความทรงจำทั้งหมดก็หยุดชะงักลง ท้องฟ้าสีครามในห้วงจิตพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิต บรรยากาศรอบตัวกลับมาอึมครึมและกดดันอีกครั้ง เสียงคำรามต่ำของอักขระโบราณดังสะท้อนก้องมาจากความว่างเปล่าเบื้องบน ราวกับว่ากฎสวรรค์กำลังโกรธเกรี้ยวที่มนุษย์และเซียนกล้าก้าวล่วงเข้าไปในเขตหวงห้ามแห่งจิตวิญญาณ
*โครมคราม!*
สายฟ้าสีครามฟาดผ่าลงมากลางอาณาเขตจิตสำนึก แรงกระแทกนี้รุนแรงจนทำให้ร่างจริงของทั้งสองที่นั่งประสานมือกันอยู่กระอักโลหิตออกมาพร้อมกัน เลือดสีแดงสดไหลรินเปรอะเปื้อนมุมปากของเซียนจื่อเหมย ตัดกับผิวขาวดุจหิมะอย่างน่ากลัว
ทว่า... แม้พายุสายฟ้าจะคำรามก้องเพียงใด มือที่ประสานกันของทั้งสองกลับยิ่งกระชับแน่นขึ้น ไม่มีทีท่าว่าจะยอมปล่อยออกจากกัน
เซียนจื่อเหมยลืมตาขึ้นช้าๆ แววตาคู่คมที่เคยราบเรียบดุจน้ำในบึงลึก บัดนี้กลับไหววับด้วยหยาดน้ำตาที่คลอหน่วย นางมองหน้าชายหนุ่มผู้ซึ่งนั่งอยู่เบื้องหน้า ลมหายใจของทั้งคู่ผสานเป็นหนึ่งเดียว กลิ่นอายกระบี่และไอน้ำค้างหลอมรวมจนแยกไม่ออก
“มู่เฉิน...” นางเอמהเรียกชื่อเขาเป็นครั้งแรกด้วยน้ำเสียงที่ไร้ซึ่งความเย่อหยิ่งจองหอง คงเหลือไว้เพียงความอ่อนโยนของผู้หญิงคนหนึ่งที่ยอมมอบหัวใจให้แก่จอมยุทธ์ผู้ทะนงตน
หลี่มู่เฉินลืมตาขึ้นเช่นกัน แววตาคมกริบดุจคมกระบี่ทอประกายอ่อนโยนอย่างที่ผู้ใดในยุทธภพไม่เคยได้เห็น เขายกมืออีกข้างขึ้นเกลี่ยปอยผมที่ชื้นเหงื่อออกจากแก้มนวลของนางอย่างทะนุถนอม ราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะเป็นเพียงภาพลวงตาในความฝัน
“ข้าอยู่ที่นี่แล้ว... จื่อเหมย”
แต่ทว่า ในวินาทีที่ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจของคนทั้งสอง เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นแผ่วเบาจากความมืดมิดนอกอาณาเขตค่ายกล... พร้อมกับกลิ่นอายพลังปราณอันชั่วร้ายที่คุ้นเคยอย่างยิ่งยวดแผ่ซ่ายเข้ามา
เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากม่านหมอกหนาทึบ พร้อมเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
“ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง... ราชินีแห่งเหมันต์กับเศษสวะแห่งสำนักกระบี่ บัดนี้พวกเจ้าอ่อนแอถึงขีดสุดแล้วสินะ”
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงกระบี่และสายน้ำค้างนี้ไปพร้อมกับชิงเสวี่ยเหมันต์นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
กระบี่หิมะพิฆาตเซียน กับนางพญาผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 18
ในห้วงแห่งความฝัน
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะพิฆาตเซียน กับนางพญาผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!