ชาตินี้... ข้าหลี่มู่เฉิน ไม่เคยยอมก้มหัวให้แม้แต่เงาของตนเอง บนโลกหล้าจะมีผู้ใดอาจหาญมากำหนดกฎเกณฑ์บนวิถีกระบี่ของข้าได้?
จอกสุราหยกขาวในมือแหลกละเอียดเป็นผงธุลี ของเหลวสีชาดรินรดลงบนพื้นศิลาเย็นเยียบราวกับหยาดโลหิตที่หลั่งรินก่อนศึกใหญ่ ภายในตำหนักนภาคำรณของพรรคอสุนีบาตทมิฬ บรรยากาศยามนี้ตึงเครียดจนแทบจะใช้คมมีดกรีดแยกอากาศออกเป็นสองส่วน ประมุขพรรคทั้งห้าและเจ้าสำนักฝ่ายธรรมะสามแห่งที่เคยห้ำหั่นกันมานับร้อยปี บัดนี้กลับนั่งล้อมวงอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน
ความโลภและผลประโยชน์มักทำให้ศัตรูคู่อาฆาตกลายเป็นสหายร่วมเตียงได้อย่างน่าขัน
"หลี่มู่เฉิน... เจ้ายังคงดื้อรั้นเช่นเดิม" เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังของ 'เจ้าสำนักกระบี่ศิขริน' ดังขึ้น ทำลายความเงียบงันที่กดทับหัวใจผู้คน ใบหน้าชราภาพปรากฏรอยยิ้มเยียบเย็น "หุบเขาหมื่นเหมันต์ของนางปีศาจเซียนจื่อเหมย ตั้งตระหง่านขวางกั้นโชคชะตาแห่งยุทธภพมาเนิ่นนานเกินไปแล้ว เคล็ดวิชาเนตรเหมันต์ผลาญสวรรค์ในมือมัน สมควรตกเป็นของส่วนรวม ไม่ใช่ถูกกักเก็บไว้เพื่อสร้างราชสำนักส่วนตัวของหญิงไร้ใจผู้นั้น"
หลี่มู่เฉินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมปลาบดุจคมกระบี่ที่เพิ่งออกจากฝักกวาดมองผู้นำเหล่าสำนักคุณธรรมจอมปลอมทีละคน รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างไม่ปิดบัง
"ส่วนรวม? หึ... พวกท่านเอาคำว่าคุณธรรมมาอ้างจนลิ้นไก่สั้นไปหมดแล้วกระมัง" ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทขยับลุกขึ้นยืนช้าๆ แรงกดดันจากลมปราณกระบี่ไร้ลักษณ์แผ่ซ่านออกมาจนตะเกียงสำริดรอบตำหนักสั่นไหว "แท้จริงแล้วพวกท่านหวาดกลัว... หวาดกลัวว่าหากเซียนจื่อเหมยบรรลุขอบเขตเซียนแท้จริง เผ่าพันธุ์หน้าเนื้อใจเสืออย่างพวกท่านจะไม่มีแผ่นดินกลบหน้าต่างหาก เลิกเอาข้ออ้างเรื่องความสงบสุขของยุทธภพมาฟอกขาวความสกปรกของพวกท่านเสียที!"
"สามหوران!" ผู้อาวุโสพรรคอธรรมผู้หนึ่งตบโต๊ะลุกขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยว ประกายอัคคีทมิฬลุกโชนบนฝ่ามือ "อย่าคิดว่าเจ้าครอบครองกระบี่หิมะพิฆาตเซียนแล้วจะทำเป็นผยองพيศได้ ต่อให้เจ้าเก่งกาจเพียงใด แต่ครั้งนี้... ไม่ได้มีเพียงพวกเราที่ต้องการล้างบางหุบเขาหมื่นเหมันต์!"
คำพูดนั้นทำให้แววตาของหลี่มู่เฉินไหววูบไปชั่วขณะ หัวใจกระตุกวูบอย่างรุนแรง
ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัวต่อกองกำลังผสมนับหมื่นชีวิต... แต่เป็นเพราะเขารู้ดีว่า หุบเขาหมื่นเหมันต์ในยามนี้ไม่ได้มีเพียงแค่เซียนจื่อเหมยผู้โดดเดี่ยวอีกต่อไป นางแบกรับคัมภีร์บรรพกาลที่ดึงดูดสายตาทุกคู่ในใต้หล้า และที่สำคัญที่สุด... นางมีจุดอ่อนที่นางไม่เคยปริปากบอกผู้ใด นั่นคือ 'อัคคีโลหิตย้อนกลับ' ที่กำลังกัดกินเส้นชีพจรของนางทุกครั้งที่จันทร์เต็มดวง
"พวกเจ้า... ร่วมมือกันทั้งฝ่ายธรรมะและอธรรม เพื่อรุมสังหารนางเพียงคนเดียว?" น้ำเสียงของหลี่มู่เฉินเยือกเย็นลงจนถึงขีดสุด อุณหภูมิภายในตำหนักลดฮวบลงทันทีราวกับถูกแช่แข็งด้วยน้ำค้างกลางเหมันต์
"ถูกแล้ว!" เจ้าสำนักกระบี่ศิขรินกล่าวอย่างไม่สะทกสะท้าน "หากนางยอมจำนนและมอบคัมภีร์แต่โดยดี ชีวิตของนางอาจยังพอรักษาไว้ได้ในฐานะนักโทษกักขัง แต่หากขัดขืน... หุบเขาหมื่นเหมันต์จะราบเป็นหน้ากลอง แม้แต่เศษกระดูกก็จะไม่เหลือ!"
ปัง!
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวเมื่อกระบี่หิมะพิฆาตเซียนในมือหลี่มู่เฉินถูกชักออกจากฝักเพียงครึ่งคืบ ประกายแสงสีฟ้าครามเจิดจ้าบาดตาจนทุกคนต้องยกแขนขึ้นป้องหน้า รังสีฆ่าฟันพวยพุ่งทะลุหลังคาตำหนักขึ้นสู่ท้องน้ายามราตรี เมฆฝนแปรเปลี่ยนเป็นสีดำทะมึน สายฟ้าฟาดผ่าลงมากลางลานกว้างสะท้อนใบหน้าอันหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยจิตสังหารของชายหนุ่ม
"ถ้าเช่นนั้น... พวกเจ้าก็จงเตรียมตัวไปรออยู่บนเส้นทางเหลืองก่อนที่ข้าจะไปถึงเถอะ"
ร่างของหลี่มู่เฉินหายวับไปจากจุดเดิม ราวกับภูตผีที่เคลื่อนไหวด้วยความเร็วดุจสายฟ้าแลบ แสงกระบี่สายหนึ่งลากผ่านอากาศเป็นเส้นตรง ตัดผ่านลำคอของผู้อาวุโสพรรคอธรรมที่เพิ่งลุกขึ้นยืนเมื่อครู่ เลือดสีแดงฉานพวยพุ่งออกจากบาดแผลเรียบกริบ ร่างไร้หัวล้มลงกระแทกพื้นท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน
"ฆ่ามัน! อย่าให้มันหนีไปส่งข่าวได้!" เสียงคำรามลั่นประสานกันดังขึ้น เหล่ายอดฝีมือทั้งแปดสำนักต่างชักอาวุธประจำกายเข้าประจันหน้า วงล้อมแห่งความตายถูกถักทอขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่สำหรับหลี่มู่เฉินแล้ว ยิ่งสถานการณ์บีบคั้นมากเท่าใด ประกายในดวงตาของเขาก็ยิ่งเจิดจ้าและดุดันขึ้นเท่านั้น
นี่คือวิถีกระบี่ที่เขาเลือก... วิถีที่ต้องเหยียบย่างผ่านซากศพและทะเลเลือดเพื่อปกป้องสิ่งเดียวในโลกที่เขายอมมอบหัวใจให้
ในขณะเดียวกัน ณ ใจกลางหุบเขาหมื่นเหมันต์ที่ปกคลุมด้วยหิมะโปรยปราย เซียนจื่อเหมยในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์กำลังยืนอยู่บนหน้าผาสูงชัน ดวงเนตรคู่สวยทอดมองไปยังขอบฟ้าไกลด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่ก่อตัวขึ้นในอก หัวใจของนางเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรงราวกับเป็นลางบอกเหตุ
"มู่เฉิน..." นางพึมพำแผ่วเบา สายลมหนาวพัดพาปอยผมสีดำสนิทให้ปลิวไสว ร่างระหงสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายการฆ่าฟันที่กำลังคืบคลานเข้ามาจากทิศบูรพา
นางรู้ดีว่าวันเวลานี้ต้องมาถึง วันที่ยุทธภพทั้งหมดจะหันมาเป็นศัตรู แต่นางไม่เคยหวาดกลัวความตาย... สิ่งเดียวที่นางหวาดกลัว คือการที่ชายหนุ่มผู้ทะนงตนผู้นั้นจะต้องมาแบกรับภาระและหลั่งโลหิตเพื่อปกป้องนางจากบาปมหันต์ที่นางไม่ได้ก่อ
ฉับพลันนั้นเอง ท้องน้ายามราตรีที่เคยเงียบสงบก็พลันปรากฏรอยแยกสีดำสนิทเป็นทางยาวนับพันลี้ เสียงคำรามกึกก้องราวกับฟ้าดินกำลังจะแตกสลาย กลิ่นอายกดดันระดับมหาเทพเซียนแผ่ซ่ายลงมาจากรอยแยกนั้น กดทับร่างของเซียนจื่อเหมยจนเข่าแทบทรุด
ไม่ใช่แค่กองกำลังของแปดสำนักใหญ่... แต่มีตัวตนระดับบรรพกาลที่หลับใหลมานับหมื่นปี กำลังลืมตาตื่นขึ้นเพื่อร่วมวงสังหารครั้งนี้ด้วย!
เงาร่างสีทองมหึมาปรากฏขึ้นท่ามกลางมิติที่ฉีกขาด ดวงตาสองข้างดุจดั่งดวงอาทิตย์อัสดง กวาดมองลงมายังหุบเขาหมื่นเหมันต์ด้วยแววตาดดูแคลนดั่งมองมดปลวก
"เซียนจื่อเหมย... หนี้เลือดเมื่อหมื่นปีก่อน ถึงเวลาต้องชำระแล้ว"
เสียงกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งผืนแผ่นดิน และในวินาทีที่เงาร่างปริศนานั้นยกมือขึ้นเตรียมกวาดล้างหุบเขาให้หายไปจากแผนที่โลก เงากระบี่สีครามสายหนึ่งก็พุ่งแหวกอากาศพุ่งทะยานขึ้นมาจากเบื้องล่างด้วยความเร็วสูงสุด ปะทะเข้ากับฝ่ามือทองคำอย่างจังจนเกิดคลื่นกระแทกทำลายล้างแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงกระบี่และสายน้ำค้างนี้ไปพร้อมกับชิงเสวี่ยเหมันต์นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
กระบี่หิมะพิฆาตเซียน กับนางพญาผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 14
คลื่นใต้น้ำในยุทธภพ
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะพิฆาตเซียน กับนางพญาผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!