ความตายมิใช่สิ่งน่าสะพรึงกลัวสำหรับผู้ฝึกวิถีกระบี่ สิ่งที่น่าสมเพชยิ่งกว่า คือการมีชีวิตอยู่โดยปราศจากวิญญาณแห่งความทระนงค่ะ
โลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นจากปลายกระบี่ "อัคคีเหมันต์" กระทบลงบนพื้นศิลาหยกขาวจนเกิดเสียงดังราวกับเสียงคำรามของพายุหิมะในห้วงนรก หลี่มู่เฉินยืนหยัดตระหง่าน ร่างกายของเขาย้อมไปด้วยกลิ่นอายโลหิตและปราณกระบี่ที่แหลมคมจนแม้แต่อากาศรอบกายยังปริร้าวเป็นรอยแยกสีดำสนิท เบื้องหน้าของเขามีกองกำลังแห่งสำนักกระบี่สวรรค์นับร้อยชีวิตที่รายล้อมเข้ามาดั่งฝูงกาฝージวงวิญญาณ
แววตาของจอมยุทธ์หนุ่มมิได้มีความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย มีเพียงความเย้ยหยันต่อกฎเกณฑ์สวรรค์ที่เน่าเฟะและผู้คนที่ยอมก้มหัวให้มันอย่างน่าสมเพช
"หลี่มู่เฉิน เจ้าจงมอบตำราผนึกวิญญาณและคุกเข่าสำนึกผิดต่อหน้าผู้นำนิกายเสีย! มิฉะนั้น แม้แต่ร่างอันไร้ลมหายใจของเจ้าก็อย่าหวังว่าจะได้รอดพ้นจากอัคคีเผาผลาญวิญญาณ!" เสียงตะโกนก้องของผู้อาวุโสลำดับสามแห่งสำนักกระบี่สวรรค์ดังสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขา เสียงนั้นเต็มไปด้วยความริษยาและความกระหายเลือดที่ถูกปิดบังไว้ภายใต้หน้ากากแห่งคุณธรรม
หลี่มู่เฉินแค่นเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ รอยยิ้มที่มุมปากของเขาช่างเยือกเย็นและบาดลึกยิ่งกว่าคมกระบี่ "คุณธรรม? สำนักกระบี่สวรรค์ของพวกเจ้าใช้ชื่อนี้กดขี่ผู้คนมานับพันปี แต่กลับไร้ซึ่งกระดูกสันหลังที่จะเงยหน้ามองฟ้าดิน วันนี้หากพวกเจ้าต้องการชีวิตข้า ก็จงเอาชีวิตของพวกเจ้ามากองไว้ที่ปลายกระบี่นี้เสียก่อน!"
ภายในถ้ำผนึกศิลาเบื้องหลัง เสียงหอบหายใจอย่างแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดดังลอดออกมา เซียนจื่อเหมยกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการทะลวงขอบเขตพลัง ขุมพลังปราณเยือกแข็งโบราณที่สืบทอดในสายเลือดของนางกำลังปะทะกับธาตุไฟเข้าแทรกอย่างรุนแรง เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายบนหน้าผากนวลเนียน ผิวพรรณที่เคยขาวดุจหยกสลักบัดนี้กลับปรากฏริ้วรอยสีม่วงคล้ำสะท้อนความทรมานอันแสนสาหัส
นางรู้ดี หากหลี่มู่เฉินล่าถอยตอนนี้ นางจะต้องตายเพราะธาตุไฟเข้าแทรกอย่างแน่นอน แต่หากเขายังคงอยู่ยื้อเวลาที่นี่ต่อไป หลี่มู่เฉินจะต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับบรรพจารย์นับสิบที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาสมทบ ซึ่งนั่นหมายถึงความตายที่ไร้หนทางรอด
"มู่... มู่เฉิน..." เสียงหวานที่เคยเยชาและทรงอำนาจ บัดนี้กลับสั่นเครือและแหบแห้ง นางพยายามฝืนลุกขึ้นยืนโดยใช้กระบี่คู่กายค้ำยันร่างเอาไว้ แววตาคู่คมที่เคยราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึก บัดนี้กลับไหววระริกด้วยความรู้สึกที่นางไม่เคยคาดคิดว่าจะมีให้กับมนุษย์ผู้ใด—ความห่วงหาอาทรและความหวาดกลัวที่จะต้องสูญเสียเขาไปชั่วนิรันดร์
หลี่มู่เฉินสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่อ่อนแรงลงภายในถ้ำ แววตาของเขาที่ทอดมองออกไปเบื้องหน้าจึงยิ่งทอประกายเด็ดเดี่ยวและอ่อนโยนในเวลาเดียวกัน
เขาไม่หันกลับไปมองนาง เพราะเขากลัวว่าหากสบตาคู่รัญจวนนั้น ความตั้งใจที่จะปกป้องนางด้วยชีวิตอาจจะสั่นคลอน ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก โคจรเคล็ดวิชากระบี่เก้าสวรรค์จนเส้นโลหิตทั่วร่างปูดโปนขึ้นมาดั่งรากไม้โบราณ ปราณกระบี่สีทองอร่ามผสานกับเกล็ดหิมะสีครามระเบิดออกรอบตัวกลายเป็นพายุหมุนขนาดยักษ์ที่แผดเผาและแช่แข็งสรรพสิ่งในคราเดียวกัน
"จื่อเหมย... เจ้าจงหลับตาลงและจดจ่ออยู่กับการบำเพ็ญเพียรของเจ้า" น้ำเสียงของหลี่มู่เฉินทุ้มนุ่ม ทว่าก้องกังวานดุจประกาศิตจากสรวงสวรรค์ "หนทางเบื้องหน้า... ให้ข้าเป็นผู้แผ้วถางเอง!"
สิ้นคำพูด ร่างของจอมยุทธ์หนุ่มก็พุ่งทะยานออกไปดุจสายอัคคีที่แหวกว่ายกลางพายุหิมะ
*ฉวะ!*
เสียงเนื้อและกระดูกถูกคมกระบี่ตัดผ่านดังสนั่นหวั่นไหว เลือดสีชาดสาดกระเซ็นย้อมผืนหิมะขาวโพลนให้กลายเป็นสีแดงฉาน หลี่มู่เฉินมิได้ใช้กระบี่เพื่อสังหารเพียงอย่างเดียว แต่เขากำลังใช้ชีวิตของตนเองเป็นเดิมพันในการสร้าง "ค่ายกลโลหิต" ขึ้นมาขวางกั้นปากถ้ำเอาไว้ ผู้ใดที่กล้าก้าวย่างเข้ามาในระยะสิบจั้งล้วนต้องกลายเป็นเศษเนื้อภายใต้พายุอัคคีเหมันต์ของเขา
ความดุเดือดของการต่อสู้ทวีคูณขึ้นทุกขณะ ยอดฝีมือสำนักกระบี่สวรรค์ต่างตื่นตระหนกกับความบ้าคลั่งของจอมยุทธ์หนุ่มผู้นี้ พวกเขาไม่เคยพบเจอมนุษย์ผู้ใดที่มีเจตจำนงแห่งกระบี่ที่แข็งกร้าวและดุดันถึงเพียงนี้ แม้ว่าร่างของหลี่มู่เฉินจะเริ่มมีแผลลึกจนเห็นกระดูก แม้ว่าลมปราณของเขาจะเริ่มอ่อนล้าลงทุกวินาที แต่ดวงตาคู่นั้นยังคงทอประกายดุจพญาอินทรีที่ไม่มีวันก้มหัวให้เหยื่อ
ภายในถ้ำ เซียนจื่อเหมยน้ำตาไหลริน อาณาจักรแห่งความเยือกเย็นที่นางสร้างขึ้นเพื่อปกป้องหัวใจตนเองมานานนับร้อยปี บัดนี้ได้พังทลายลงอย่างไม่เหลือชิ้นดี ภาพของชายหนุ่มผู้ดื้อรั้นและเย่อหยิ่งผู้นั้น ที่ยอมเอาแผ่นหลังของตนเองมารับคมกระบี่นับพันแทนที่จะถอยหนี ประทับแน่นอยู่ในห้วงจิตวิญญาณของนาง
"หลี่มู่เฉิน... หากเจ้าต้องตายที่นี่ วันนี้ข้า... เซียนจื่อเหมย จะขอพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ล้างบางสำนักกระบี่สวรรค์ให้สิ้นซาก!"
นางคำรามลั่นในใจ ปราณเซียนโบราณระเบิดออกอย่างบ้าคลั่ง ทะลวงผ่านจุดชีพจรสุดท้ายที่ถูกปิดกั้นไว้ได้สำเร็จ ร่างของนางอาบไล้ด้วยแสงสีเงินเจิดจ้า รัศมีแห่งราชินีผู้ไร้ใจได้แปรเปลี่ยนเป็นเทพเซียนผู้กุมชะตากรรมฟ้าดิน
ทว่า ในวินาทีที่ความหวังกำลังจะบังเกิด เสียงหัวเราะเยือกเย็นอันคุ้นเคยและน่าสะพรึงกลัวก็ดังแทรกขึ้นมาจากความมืดมิดเบื้องบน...
*ตึง!*
ร่างของเงาดำลึกลับผู้หนึ่งร่อนลงมาขวางระหว่างหลี่มู่เฉินและกองกำลังสำนักกระบี่สวรรค์ ปลายกระบี่ในมือของมันจ่อตรงไปยังลำคอที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดของจอมยุทธ์หนุ่ม พร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่เอ่ยประโยคอันทำให้หัวใจของเซียนจื่อเหมยแทบหยุดเต้น
"ช่างเป็นความรักที่น่าประทับใจเสียจริง... แต่น่าเสียดาย ที่วันนี้ ศิษย์รักแห่งหุบเขาเยือกแข็งจะต้องดับสูญพร้อมกับหัวใจของเจ้า, ราชินีเซียนจื่อเหมย"
(ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงกระบี่และสายน้ำค้างนี้ไปพร้อมกับชิงเสวี่ยเหมันต์นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ)
กระบี่หิมะพิฆาตเซียน กับนางพญาผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 15
การตัดสินใจของจอมยุทธ์
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะพิฆาตเซียน กับนางพญาผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!