เศษเสี้ยวของเกล็ดหิมะที่ร่วงหล่นจากยอดเขาหมื่นศิลา มิได้เกิดจากความหนาวเหน็บของฤดูกาล หากแต่เกิดจากมวลปราณหยินอันบริสุทธิ์ที่รั่วไหลออกมาจากห้วงจิตวิญญาณที่กำลังสั่นคลอนของนาง
"เจ้ายั้งมือทำไม... หลี่มู่เฉิน?"
เสียงนั้นเยือกเย็นและราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงน้ำแข็งไร้ก้นบึ้ง ทว่าปลายนิ้วเรียวที่กำลังกุมด้ามกระบี่หยกขาวของเซียนจื่อเหมยกลับสั่นระริกเล็กน้อย สั่นระริกชนิดที่หากมิใช่เพราะสายตาอันคมกلاดดุจเหยี่ยวภูผาของบุรุษผู้ยืนอยู่เบื้องหน้า ย่อมไม่มีวันสังเกตเห็นเป็นแน่
หลี่มู่เฉินไม่ตอบคำทันที เขายกมือขึ้นปัดเศษเกล็ดน้ำค้างที่เกาะอยู่บนบ่าเสื้อคลุมผ้าแพรสีดำสนิทของตนอย่างเชื่องช้า ดวงตาคมปลาบดุจคมกระบี่พญายมกวาดมองร่างอรชรที่ห่อหุ้มด้วยอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์นางนี้ ตั้งแต่ปลายผมที่จับตัวเป็นน้ำแข็งยันปลายรองเท้าปักลายเมฆา
วิชากระบี่เก้าสวรรค์ไร้ใจที่นางฝึกฝนมาตลอดหลายร้อยปี บัดนี้กำลังย้อนกลับมาแผดเผาร่างกายของนางเอง จากร่องรอยคราบเลือดสีชาดจางๆ ที่มุมปากซึ่งถูกซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มเย้ยหยันคู่นั้น ชิงเสวี่ยเหมันต์ผู้เป็นดั่งราชินีน้ำแข็งแห่งยุทธภพ กำลังแบกรับทัณฑ์สวรรค์ที่หนักหนาเกินกว่ามนุษย์หรือแม้แต่เซียนผู้บรรลุธรรมจะแบกรับไหว
"ข้าไม่เคยจำเป็นต้องยั้งมือต่อศัตรู..." หลี่มู่เฉินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของสายฟ้าในเมฆฝน ทว่าแววตาที่ทอดมองนางกลับปราศจากจิตสังหารสิ้นเชิง มีเพียงความฉงนสนเท่ห์ที่เจือด้วยความระaายเคืองใจบางเบา "แต่เจ้าในตอนนี้ มิใช่ศัตรูที่ข้าเคยท้าประลองบนยอดผาเมฆาเมื่อสามปีก่อน เจ้ากำลังฝืนใช้เคล็ดวิชาฝืนลิขิตฟ้า... เพื่ออะไรกัน? จื่อเหมย"
การเรียกขานนามจริงโดยปราศจากคำนำหน้าและฐานะอันสูงส่ง ทำให้บรรยากาศรอบกายพลันเงียบสงัดลงชั่วขณะ ลมปราณรอบตัวทั้งสองแปรเปลี่ยนเป็นกระแสคลื่นความกดดันมหาศาลจนเหล่าวิหคที่เกาะอยู่บนต้นสนพันปีริมหน้าผาถึงกับอกแตกตายร่วงหล่นลงมา
เซียนจื่อเหมยแค่นหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะของนางช่างน่าเวทนาและงดงามราวกับดอกเหมันต์ที่เบ่งบานท่ามกลางพายุหิมะ นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาที่เคยแข็งกร้าวและดุจดั่งหินผาไร้ความรู้สึก บัดนี้กลับไหววูบราวกับเปลวเทียนที่ถูกสายลมพัดผ่าน มันเป็นแววตาที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าอันล้ำลึกเกินกว่าจะบรรยาย ความโดดเดี่ยวที่สั่งสมมานับพันปี และ... ความหวาดกลัวที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความเย็นชา
"เจ้าเด็กอวดดี... เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครกัน ถึงกล้ามาวิพากษ์วิจารณ์วิถีแห่งข้า?" นางเชิดใบหน้าอันงดงามขึ้น ทว่าน้ำตาสายหนึ่งที่เอ่อคลออยู่ ณ หางตากลับไหลรินลงมาสัมผัสกับแก้มอันเย็นเยียบ กลายเป็นผลึกน้ำแข็งใสก่อนจะร่วงหล่นกระทบพื้นศิลาแตกกระจาย
ภาพนั้นทำให้หัวใจของจอมยุทธ์ผู้เย่อหยิ่งและไม่เคยเกรงกลัวผู้ใดในใต้หล้า กระตุกวูบอย่างรุนแรง
หลี่มู่เฉินก้าวเท้าเข้าไปประชิดตัวนางในระยะประชิด กลิ่นอายหอมเย็นของดอกเหมยผสมผสานกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยเข้าจมูก รัศมีกระบี่รอบตัวเขาแผ่ซ่านเพื่อปกป้องนางจากแรงกดดันของฟ้าดินที่กำลังโหมกระหน่ำลงมาเพราะความผิดพลาดในการโคจรปราณของนาง
"ข้าไม่ใช่ใครอื่น..." หลี่มู่เฉินยื่นมือออกไป ปลายนิ้วหยาบกร้านจากการจับด้ามกระบี่มาทั้งชีวิต เอื้อมไปสัมผัสกับแก้มเนียนนุ่มที่เย็นเยือกราวน้ำแข็งของนางอย่างแผ่วเบາ ราวกับเกรงว่านางจะสลายหายไปในอากาศ "ข้าคือคนที่เคยใช้กระบี่เล่มนี้ปกป้องเจ้าจากเงื้อมมือของเจ็ดสำนักใหญ่ และข้าก็คือคนเดียว... ที่มีสิทธิ์จะเห็นน้ำตาของเจ้า"
ร่างกายของเซียนจื่อเหมยสะ้านสะท้าน นางมิได้ปัดมือเขาออกดังเช่นทุกครา ดวงตากลมโตคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตื่นตะลึง ความเยือกเย็นที่นางใช้สร้างเป็นกำแพงป้องกันหัวใจมาตลอดนับร้อยปี พังทลายลงในพริบตาภายใต้สัมผัสที่อบอุ่นและสายตาที่เต็มไปด้วยความจริงใจอันดุดันของบุรุษผู้นี้
"เจ้าไม่เข้าใจ..." เสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย มากเสียจนหลี่มู่เฉินแทบไม่เชื่อหูตัวเองว่านี่คือเสียงของราชินีผู้เคยพิชิตมารนับร้อยด้วยกระบี่เดียว "คำสาปแห่งตระกูลเซียน... ข้าเป็นผู้แบกรับมันไว้ทั้งหมด หากข้าไม่สำเร็จวิชากระบี่ไร้ใจขั้นสมบูรณ์ภายในเจ็ดวัน ทัณฑ์สวรรค์จะแผดเผาวิญญาณของข้าให้ดับสูญ และ... และข้าจะต้องเป็นคนลงมือสังหารเจ้าด้วยมือคู่นี้ ตามคำสั่งแห่งคัมภีร์สวรรค์!"
สิ้นคำพูดนั้น ท้องฟ้าเหนือหุบเขาหมื่นศิลาที่เคยปลอดโปร่ง ก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท เมฆฝนทะมึนก่อตัวขึ้นพร้อมกับเสียงคำรามของสายฟ้าฟาดสีทองฉานที่สัตย์สาบานว่าจะทำลายล้างทุกสิ่งที่ฝืนกฎเกณฑ์
หลี่มู่เฉินนิ่งงันไปชั่วอึดใจ รอยยิ้มเย้ยหยันอันเป็นเอกลักษณ์ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขาอีกครั้ง ทว่าแววตากลับลุกโชนด้วยเปลวเพลิงแห่งความท้าทายที่ร้อนแรงยิ่งกว่าอัคคีสวรรค์
"คำสั่งแห่งคัมภีร์สวรรค์งั้นหรือ?" เขาหัวเราะร่อออกมาเสียงดัง กลิ่นอายกระบี่ทะลวงฟ้าพวยพุ่งออกจากร่างของเขาจนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น เขาดึงร่างของเซียนจื่อเหมยเข้ามากอดแนบชิดอกอย่างอุกอาจ กระชับกระบี่ในมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
"ต่อให้ฟ้าดินเป็นผู้กำหนด และต่อให้เจ้าต้องถือกระบี่เพื่อปลิดชีพข้า..." หลี่มู่เฉินก้มลงกระซิบข้างใบหูของนางด้วยน้ำเสียงที่ทรงอำนาจและเย่อหยิ่งที่สุดในใต้หล้า "ข้าผู้นี้... จะขอใช้กระบี่ในมือ ฟาดฟันโชคชะตาและกฎสวรรค์บ้าๆ นั่นทิ้งเสีย ก่อนจะยอมให้มันพรากเจ้าไปจากอกข้า!"
ทันใดนั้นเอง แสงสว่างวาบอันเจิดจ้าก็ผ่าลงมาจากใจกลางเมฆทมิฬ ตรงดิ่งมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่ พร้อมๆ กับเงาร่างของบุคคลลึกลับในชุดคลุมสีทองอร่าม ที่ปรากฏกายขึ้นบนยอดผาสูงชัน พร้อมเสียงหัวเราะก้องกังวานที่ทำให้วิญญาณสั่นสะท้าน
"หลี่มู่เฉิน... เจ้าช่างบังอาจนัก! วันนี้คือวันตายของพวกเจ้าทั้งสอง!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงกระบี่และสายน้ำค้างนี้ไปพร้อมกับชิงเสวี่ยเหมันต์นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
กระบี่หิมะพิฆาตเซียน กับนางพญาผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 6
รอยร้าวในใจเซียน
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะพิฆาตเซียน กับนางพญาผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!