กลิ่นไอฟุ้งกระจายของกาแฟเอสเพรสโซคั่วเข้มผสมผสานกับบรรยากาศอันอึกทึกครึกโครมของคาเฟ่กึ่งแกลเลอรีใจกลางเมือง ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศรอบตัวของคินน์ผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย
ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวจ้องเขม็งไปยังร่างโปร่งของริน ซึ่งกำลังยืนยันออเดอร์ให้ลูกค้าสาวสวยกลุ่มหนึ่งด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ รอยยิ้มนั้น... รอยยิ้มที่ปกติแล้วมักจะมาพร้อมกับวาจายียวนกวนประสาท หรือไม่ก็หางตาที่จิกกัดเขาอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจมืด แต่ในยามนี้ รอยยิ้มแบบเดียวกันนั้นกลับถูกแจกจ่ายให้กับคนแปลกหน้าอย่างง่ายดาย
"คิดว่ากูตายแล้วหรือไง... อาคม"
เสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยออกมาจากริมฝีปากหยักลึกเยียบเย็นจนน่าขนพองสยองเกล้า แม้คำพูดจะหลุดรอดออกมาจากห้วงความคิดที่พะวงถึงศัตรูเก่าอย่างอาคม แต่สายตาและสัญชาตญาณดิบเถื่อนกลับถูกดึงดูดให้พะวงอยู่กับภาพตรงหน้ามากกว่า ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสั่งตัดพิเศษขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงจนเก้าอี้ไม้สักราคาแพงส่งเสียงครูดกับพื้นเบาๆ
คินน์ก้าวเท้าฉับๆ เข้าไปใกล้เคาน์เตอร์บาร์ด้วยแรงอารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่ภายใน ประหนึ่งเปลวเพลิงที่ถูกสุมด้วยเชื้อไฟชั้นดี ความหงุดหงิดพลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล เขารู้สึกไม่สบอารมณ์... ไม่สบอารมณ์อย่างรุนแรงที่เห็นรินทำตัวเป็นมิตรกับโลกใบนี้ ยกเว้นก็แต่กับเขาที่เป็น "เจ้าของ" สัญญาบ้าๆ นั่น
"ยิ้มอะไรนักหนา หน้าบานเป็นจานเชิงแล้วมั้งนั่น"
เสียงทุ้มทรงอำนาจเอ่ยแทรกขึ้นเหนือบทสนทนาระหว่างรินกับลูกค้าสาว รินสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันขวับมามองด้วยสายตาขวางหูขวางตา ทว่าลูกค้ากลุ่มนั้นเมื่อเห็นใบหล่อเหลาดุดันและออร่าความเป็นมาเฟียที่แผ่ออกมาอย่างปิดไม่มิด ก็พากันรีบรับแก้วกาแฟแล้วเดินเลี่ยงหายออกไปจากร้านอย่างรวดเร็ว
"อ้าว คุณคินน์... ว่าว่างมากจนไม่มีที่ไป ถึงได้มาเดินป้วนเปี้ยนแถวโซนคนทำมาหากินเหรอครับ" รินสวนกลับทันควันโดยไม่ต้องรอให้สมองประมวลผล ความดื้อรั้นฉายชัดอยู่ในหน่วยตาเรียวรีคู่นั้น
"ปากดี" คินน์เค้นหัวเราะในลำคอ ก้าวประชิดเข้าไปจนแผ่นหลังของอีกฝ่ายเกือบจะแนบติดกับชั้นวางแก้วเซรามิก ร่างสูงโน้มใบหน้าลงไปกระซิบชิดใบหูขาวสะอาดที่เริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อ "เมื่อกี้คุยอะไรกับมันนักหนา ยิ้มจนเหงือกแห้งขนาดนั้น คิดว่าตัวเองเป็นพรีเซนเตอร์ยาสีฟันหรือไง"
รินเบี่ยงตัวหลบสัมผัสร้อนผ่าวที่จงใจคุกคาม กลิ่นน้ำหอมแบรนด์หรูผสมกับกลิ่นบุหรี่จางๆ จากตัวของมาเฟียหนุ่มทำให้เขาหายใจไม่ค่อยทั่วท้อง แต่กระนั้นก็ยังเชิดหน้าขึ้นสู้สายตา
"ผมจะยิ้มให้ใคร จะคุยกับใคร มันก็สิทธิ์ของผมป่ะครับ หรือว่าในสัญญาข้อไหนมันระบุไว้ด้วยว่า 'ทาสรับใช้' อย่างผมห้ามยิ้มให้สิ่งมีชีวิตเพศอื่นนอกจากคุณ... หะ?"
คำว่า 'ทาสรับใช้' ที่ถูกเน้นเสียงประชดประชันทำให้คินน์นึกอยากจะจับคนตรงหน้ามาฟาดก้นสักทีสองทีให้หายหมั่นเขี้ยว ดวงตาคมกริบไล่มองตั้งแต่กลุ่มผมสีเข้มที่ลู่ลงเล็กน้อยตามเหงื่อจางๆ ไล่ลงมาที่สันจมูกรั้น และมาหยุดอยู่ที่ริมฝีปากที่ขยับเถียงเขาไม่หยุดหย่อน
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกลดอุณหภูมิลงจนเยียบเย็น แต่ทว่าหัวใจของคนทั้งคู่กลับเต้นผิดจังหวะอย่างน่าประหลาด
"ปากเก่งแบบนี้... กลับคอนโดเมื่อไหร่ ฉันจะจัดการเธิร์ดเดอร์ชุดใหญ่ให้หายปากดีเลย คอยดู" คินน์กระซิบด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ชิดริมฝีปากจนเกือบจะแตะโดนพวงแก้มเนียน
รินใจกระตุกวูบ รีบยกมือขึ้นดันแผงอกกว้างให้ออกห่าง "ถอยไปเลยนะ! นี่มันเวลางาน คนมองเต็มร้านแล้วคุณ!"
"ให้มองไปสิ ฉันสนที่ไหน" คินน์ยัก
ไหล่อย่างไม่ยี่หระ ทว่าสายตากลับกวาดมองไปรอบร้านด้วยความหวงแหนอย่างเห็นได้ชัด เขาดึงข้อมือบางให้ขยับตามเข้าไปหลบมุมหลังเสาต้นใหญ่ที่ลับตาคน โดยไม่สนใจเสียงประท้วงเบาๆ ของอีกฝ่าย
"ปล่อยนะเว้ย! เจ็บนะ... คุณคินน์!" รินนิหน้าด้วยความเจ็บเมื่อถูกแรงมหาศาลดึงรั้ง แต่ในจังหวะที่คินน์กำลังจะเอ่ยปากดุหรือแกล้งต่อ สายตาคมกริบของมาเฟียหนุ่มก็พลันเหลือบไปเห็นเงาคุ้นเคยผ่านกระจกใสหน้าร้าน
ร่างสูงชะงักกึก รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาทันทีโดยไม่ต้องตั้งตัว บรรยากาศรอบกายเปลี่ยนจากความเร่าร้อนเมื่อครู่กลายเป็นความเย็นยะเยือกดุจน้ำแข็งขั้วโลก
รินสังเกตเห็นความผิดปกติ ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น "เป็นอะไรของคุณ... หน้าซีดเป็นไก่ต้มไปละ"
"เงียบ" คินน์สั่งเสียงต่ำ รวบเอวบางเข้ามาชิดแนบกายอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันให้ตั้งตั้งตัว มือหนาข้างหนึ่งกดศีรษะทุยให้ซบลงกับลาดไหล่กว้างของตน เพื่อบังร่างของรินให้พ้นจากสายตาของบุคคลภายนอก
"เฮ้ย! ทำบ้าอะไรเนี่ย ปล่อย—"
"บอกให้เงียบ!" คินน์กระซิบเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งออกไปนอกร้าน ร่างของชายชุดดำสามคนที่เดินผ่านกระจกหน้าร้านไปอย่างเร่งรีบ ทิ้งร่องบางอย่างเอาไว้... ร่องรอยของคนที่เขาตามหา
และที่สำคัญที่สุด... บนเสื้อสูทของหนึ่งในชายพวกนั้น มีสัญลักษณ์รูป 'ดอกกุหลาบสีเลือด' ปักอยู่ตรงปกเสื้อ
อาคมส่งคนมาสะกดรอยตามเขาถึงที่นี่แล้ว!
รินสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดที่แผ่ออกมาจากร่างกายของคนที่กอดเขาไว้แน่น ความอบอุ่นจากอ้อมแขนที่เคยคิดว่ามันน่ารำคาญ ตอนนี้กลับสั่นเทาเล็กน้อยด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกกดทับไว้ใต้ความนิ่งสงบ
ดวงตาเรียวรีเบิกกว้างขึ้นเมื่อเงยหน้าขึ้นมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของมาเฟียหนุ่มที่ตอนนี้ขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน เหงื่อกาฬผุดขึ้นตามไรผมชัดเจน
คินน์ก้มลงมองคนในอ้อมแขนที่ตอนนี้หยุดดิ้นและเงียบเสียงลงอย่างผิดคาด สบตากันในระยะประชิดที่ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดกันและกัน ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบหยุดหายใจ
"ถ้าฉันบอกให้วิ่ง... เธอต้องวิ่ง ห้ามหันหลังกลับเด็ดขาด เข้าใจไหมริน" เสียงกระซิบที่ราบเรียบแต่เด็ดเดี่ยวเอ่ยขึ้นอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก
"หะ... หมายความว่ายังไง คุณพูดเรื่องอะไรวะ?" รินใจหายวาบเมื่อเห็นแววตาที่จริงจังไร้ซึ่งความล้อเล่นของอีกฝ่าย
ทว่า... ก่อนที่คินน์จะได้เอ่ยคำใดออกมา เสียงกระจกหน้าร้านที่แตกกระจายด้วยแรงกระแทกจากวัตถุบางอย่าง ก็ดังสนั่นหวั่นไหวกลบเสียงทุกอย่างในคาเฟ่จนสิ้นซาก!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "มหายุทธ์ไร้เทียมทาน" ด้วยดีเสมอมาครับ
ดีลลับฉบับหมาโบ้ (The Contractual Pet)•ตอนที่ 6
ทำไมต้องมองด้วยสายตาแบบนั้น
ผลงานโดย มหายุทธ์ไร้เทียมทาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มหายุทธ์ไร้เทียมทาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับหมาโบ้ (The Contractual Pet) นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!